สูงวัยไทย

ลดหย่อนภาษีค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา: ใครในบ้านควรเป็นคนใช้สิทธิ และจุดที่ทำให้ถูกตัดสิทธิ

คู่มือสำหรับลูกที่ยื่นภาษีเอง ว่าค่าลดหย่อนอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดามีเงื่อนไขอะไร ต้องใช้เอกสารใด พี่น้องหลายคนควรตกลงกันอย่างไร และข้อผิดพลาดที่ทำให้ถูกเรียกตรวจหรือถูกตัดสิทธิ

17 นาทีในการอ่าน

เผยแพร่เมื่อ 18 กันยายน 2026

Mother helping daughter with homework at home in warm daylight.

รูปภาพโดย Vitaly Gariev / Pexels

คำตอบสั้น ๆ

  • ค่าลดหย่อนอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดาให้หักได้คนละ 30,000 บาทต่อปีภาษี โดยพ่อและแม่นับแยกคน ผู้ที่ใช้สิทธิได้ต้องเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของท่าน และพ่อหรือแม่ที่นำมาลดหย่อนต้องมีอายุ 60 ปีขึ้นไป
  • เงื่อนไขที่คนพลาดบ่อยที่สุดคือรายได้ของพ่อแม่ ผู้ที่ถูกนำมาลดหย่อนต้องมีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีนั้นไม่เกิน 30,000 บาท ถ้าท่านยังมีรายได้จากค่าเช่าหรือรับจ้างเกินเกณฑ์นี้ ลูกจะใช้สิทธิไม่ได้แม้จะส่งเงินให้ทุกเดือนจริง
  • พ่อหรือแม่หนึ่งคนถูกนำไปลดหย่อนได้เพียงปีละหนึ่งคนเท่านั้น พี่น้องหลายคนจึงใช้สิทธิกับพ่อคนเดียวกันพร้อมกันในปีเดียวไม่ได้ ทางที่ครอบครัวส่วนใหญ่ใช้คือแบ่งกันคนละคน หรือสลับปีกันตามข้อตกลง
  • เอกสารหลักคือแบบหนังสือรับรองการหักลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดู หรือแบบ ล.ย.03 ที่พ่อแม่ลงลายมือชื่อรับรองว่าบุตรคนใดเป็นผู้อุปการะ เก็บไว้พร้อมสำเนาบัตรประชาชนของท่าน ไม่ต้องยื่นพร้อมแบบแต่ต้องมีไว้เมื่อเจ้าหน้าที่ขอตรวจ
  • เงื่อนไขและวงเงินของค่าลดหย่อนกลุ่มนี้อ้างอิงตามประกาศของกรมสรรพากร ก่อนยื่นแบบทุกปีควรตรวจสอบรายการล่าสุดที่ www.rd.go.th หรือโทรสายด่วน 1161 เพราะรายการลดหย่อนบางตัวมีการปรับเปลี่ยนเป็นรายปี

เหมาะกับใคร

  • เหมาะกับลูกวัยทำงานที่ยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเอง และดูแลพ่อแม่ที่อายุ 60 ปีขึ้นไป
  • เหมาะกับครอบครัวที่มีพี่น้องหลายคนช่วยกันส่งเงิน และยังไม่ได้ตกลงกันว่าใครจะเป็นผู้ใช้สิทธิ
  • ไม่ใช่การคำนวณภาษีรายบุคคลหรือคำแนะนำวางแผนภาษีเฉพาะราย ตัวเลขภาษีที่ประหยัดได้จริงขึ้นอยู่กับฐานภาษีและรายการลดหย่อนอื่นของแต่ละคน

สิ่งที่ควรรู้

เงื่อนไขสี่ข้อที่ต้องผ่านพร้อมกัน ไม่ใช่แค่ส่งเงินให้ท่านทุกเดือน

ความเข้าใจที่พบบ่อยคือใครส่งเงินให้พ่อแม่ก็ใช้สิทธิได้ ความจริงคือสิทธินี้ผูกกับสถานะทางกฎหมายและคุณสมบัติของพ่อแม่มากกว่าจำนวนเงินที่โอนไป จึงมีหลายกรณีที่ลูกเป็นคนออกค่าใช้จ่ายจริงแต่กลับใช้สิทธิไม่ได้

ข้อแรก ผู้ใช้สิทธิต้องเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของบิดามารดาที่นำมาลดหย่อน หลานที่เลี้ยงดูปู่ย่าตายาย ลูกเขยลูกสะใภ้ที่ดูแลพ่อแม่ของคู่สมรสในขณะที่คู่สมรสมีเงินได้เอง หรือบุตรบุญธรรมที่นำผู้รับบุตรบุญธรรมมาลดหย่อน ล้วนไม่เข้าเงื่อนไขข้อนี้

ข้อสอง บิดาหรือมารดาที่นำมาลดหย่อนต้องมีอายุ 60 ปีขึ้นไปในปีภาษีนั้น ข้อสาม ท่านต้องมีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีไม่เกิน 30,000 บาท และข้อสี่ ต้องอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของผู้ใช้สิทธิจริง โดยหักได้คนละ 30,000 บาทต่อปี พ่อหนึ่งคนแม่หนึ่งคนจึงรวมเป็น 60,000 บาท

จุดที่คนเข้าใจผิดกันมากคือเรื่องทะเบียนบ้าน หลายคนคิดว่าพ่อแม่ต้องอยู่ทะเบียนบ้านเดียวกับลูกจึงจะใช้สิทธิได้ ซึ่งไม่ใช่เงื่อนไขของค่าลดหย่อนตัวนี้ ลูกที่ทำงานคนละจังหวัดกับพ่อแม่ก็ใช้สิทธิได้หากผ่านเงื่อนไขอื่นครบ

  • ต้องเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้ที่นำมาลดหย่อน
  • บิดาหรือมารดาต้องมีอายุ 60 ปีขึ้นไปในปีภาษีนั้น
  • ท่านต้องมีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีไม่เกิน 30,000 บาท
  • ต้องอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูจริง โดยหักได้คนละ 30,000 บาท

เรื่องรายได้ของพ่อแม่ที่ทำให้หลายครอบครัวตกเงื่อนไขโดยไม่รู้ตัว

เพดานเงินได้พึงประเมินไม่เกิน 30,000 บาทต่อปีนั้นต่ำกว่าที่หลายคนคิด และคำว่าเงินได้พึงประเมินกว้างกว่าคำว่าเงินเดือน ค่าเช่าห้องแถวที่ปล่อยไว้ รายได้จากการรับจ้างเย็บผ้าหรือทำขนมส่งร้าน ดอกเบี้ยเงินฝากที่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย ล้วนเป็นรายการที่ต้องนำมาพิจารณา

เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุและเงินที่ลูกโอนให้ใช้ในบ้านเป็นคนละเรื่องกับเงินได้จากการทำงานหรือทรัพย์สิน แต่ครอบครัวที่พ่อแม่ยังมีรายได้ประจำอยู่จริง เช่น ค่าเช่าที่ดินรายปี ควรคำนวณยอดรวมทั้งปีให้ชัดก่อนตัดสินใจใช้สิทธิ เพราะการเกินเพดานแม้เล็กน้อยก็ทำให้ใช้สิทธิไม่ได้

กรณีที่พบมากคือพ่อแม่ที่รับบำนาญจากระบบใดระบบหนึ่ง ซึ่งเงินบำนาญมีลักษณะเป็นเงินได้และมักเกินเพดานนี้ ครอบครัวกลุ่มนี้จึงไม่ควรกรอกค่าลดหย่อนไปก่อนโดยคิดว่าเจ้าหน้าที่คงไม่ตรวจ ทางที่ถูกคือสอบถามกรมสรรพากรให้ชัดว่ากรณีของท่านนับอย่างไร

หากไม่แน่ใจว่ารายได้ของพ่อแม่รายการใดต้องนับบ้าง วิธีที่ปลอดภัยที่สุดคือโทรสายด่วน 1161 หรือเดินเข้าสำนักงานสรรพากรพื้นที่พร้อมข้อมูลรายได้ของท่านทั้งปี แล้วให้เจ้าหน้าที่ช่วยดูก่อนยื่นแบบ ดีกว่าการยื่นไปก่อนแล้วมาแก้ทีหลัง

พี่น้องหลายคน ใครควรเป็นคนใช้สิทธิ

กฎสำคัญคือบิดาหรือมารดาหนึ่งคนจะถูกนำไปหักลดหย่อนได้เพียงปีละหนึ่งคนเท่านั้น ถ้าลูกสามคนต่างใช้สิทธิกับแม่คนเดียวกันในปีเดียว ระบบของกรมสรรพากรจะเห็นความซ้ำซ้อนและอาจถูกเรียกให้ชี้แจงทั้งสามคน ซึ่งเสียเวลามากกว่าภาษีที่ประหยัดได้

แนวทางที่ครอบครัวส่วนใหญ่ใช้แล้วไม่มีปัญหาคือแบ่งกันคนละคน เช่น พี่คนโตใช้สิทธิกับพ่อ น้องคนรองใช้สิทธิกับแม่ อีกทางคือสลับปีกัน โดยจดไว้ในบันทึกของครอบครัวว่าใครใช้ปีไหน เพื่อไม่ให้ลืมแล้วซ้ำกันในปีถัดไป

ถ้าจะเลือกให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับครอบครัวโดยรวม หลักคิดคือให้คนที่มีฐานภาษีสูงกว่าเป็นผู้ใช้สิทธิ เพราะค่าลดหย่อนจำนวนเท่ากันจะลดภาษีของคนที่อยู่ฐานสูงกว่าได้มากกว่า แต่ต้องเป็นคนที่อุปการะจริงและพ่อแม่รับรองได้ ไม่ใช่การยกสิทธิให้กันบนกระดาษ

สิ่งที่ควรทำคู่กันคือคุยกันตรง ๆ ว่าใครออกค่าอะไรบ้างในแต่ละเดือน เพราะหลายครอบครัวเถียงกันเรื่องสิทธิลดหย่อนทั้งที่ปัญหาจริงคือภาระค่าใช้จ่ายไม่สมดุล การเปิดตารางค่าใช้จ่ายให้เห็นพร้อมกันมักทำให้ข้อตกลงเรื่องภาษีจบเร็วกว่าที่คิด

  • แบ่งกันคนละคน พี่ใช้สิทธิกับพ่อ น้องใช้สิทธิกับแม่
  • สลับปีกันและจดบันทึกไว้ว่าปีใดใครเป็นผู้ใช้สิทธิ
  • ให้คนที่อุปการะจริงและมีฐานภาษีสูงกว่าเป็นผู้ใช้สิทธิ
  • หลีกเลี่ยงการใช้สิทธิซ้ำกับพ่อหรือแม่คนเดียวกันในปีเดียว

เอกสารที่ต้องมีจริง และหลักฐานที่ควรเก็บเพิ่มไว้เงียบ ๆ

เอกสารหลักคือแบบหนังสือรับรองการหักลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา ซึ่งใช้ชื่อย่อว่าแบบ ล.ย.03 โดยบิดาหรือมารดาเป็นผู้ลงลายมือชื่อรับรองว่าบุตรคนใดเป็นผู้อุปการะเลี้ยงดูในปีภาษีนั้น แบบฟอร์มดาวน์โหลดได้จากเว็บไซต์กรมสรรพากร

ตามปกติการยื่นแบบแสดงรายการภาษีไม่ต้องแนบเอกสารนี้ไปด้วย แต่ต้องเก็บไว้ให้พร้อมแสดงเมื่อเจ้าหน้าที่ขอตรวจสอบ พร้อมสำเนาบัตรประชาชนของบิดามารดาที่แสดงอายุ ครอบครัวที่เก็บเอกสารกระจัดกระจายมักเจอปัญหาตอนถูกเรียกตรวจย้อนหลัง ทั้งที่ใช้สิทธิถูกต้องมาตลอด

หลักฐานที่กฎหมายไม่ได้บังคับแต่ควรเก็บไว้คือร่องรอยของการอุปการะจริง เช่น สลิปโอนเงินรายเดือนเข้าบัญชีของท่าน ใบเสร็จค่ารักษาพยาบาลที่ลูกเป็นคนจ่าย หรือบิลค่าน้ำค่าไฟของบ้านที่ท่านอยู่ซึ่งลูกเป็นผู้ชำระ สิ่งเหล่านี้ช่วยอธิบายได้เร็วหากมีคำถามในภายหลัง

วิธีที่ใช้ได้จริงคือเปิดโฟลเดอร์ในโทรศัพท์ชื่อภาษีปีนี้ แล้วถ่ายรูปเอกสารเก็บทันทีที่ได้มา ทำต่อเนื่องตลอดปี พอถึงเวลายื่นแบบก็หยิบใช้ได้เลย ไม่ต้องไปตามหาสลิปย้อนหลังในแอปธนาคารที่มักดูย้อนได้จำกัด

กรณีพิเศษที่มีคำถามบ่อย และสิทธิข้างเคียงที่มักถูกลืม

กรณีคู่สมรส หากต่างฝ่ายต่างมีเงินได้และยื่นแบบของตนเอง แต่ละคนใช้สิทธิกับบิดามารดาของตนเอง ส่วนกรณีคู่สมรสไม่มีเงินได้ ผู้มีเงินได้สามารถนำบิดามารดาของคู่สมรสมาลดหย่อนได้ตามเงื่อนไขที่กรมสรรพากรกำหนด ทำให้ในบางครอบครัวรวมแล้วมีผู้ถูกนำมาลดหย่อนได้ถึงสี่คน

กรณีบิดาหรือมารดาเสียชีวิตระหว่างปีภาษี โดยหลักยังใช้สิทธิของปีนั้นได้หากท่านมีคุณสมบัติครบในระหว่างที่ยังมีชีวิตอยู่ ครอบครัวที่เพิ่งสูญเสียมักไม่กล้ากรอกเพราะคิดว่าสิทธิหมดไปแล้ว ควรสอบถามเจ้าหน้าที่ให้ชัดก่อนตัดทิ้งเอง

กรณีบุตรบุญธรรม ผู้ที่เป็นบุตรบุญธรรมจะนำผู้รับบุตรบุญธรรมมาหักลดหย่อนในรายการนี้ไม่ได้ แต่ยังคงใช้สิทธิกับบิดามารดาโดยกำเนิดของตนได้หากเข้าเงื่อนไข ประเด็นนี้ละเอียดอ่อนในทางกฎหมาย จึงควรยืนยันกับกรมสรรพากรเป็นรายกรณี

สิทธิข้างเคียงที่มักถูกลืมคือค่าเบี้ยประกันสุขภาพที่ลูกจ่ายให้บิดามารดา ซึ่งเป็นค่าลดหย่อนคนละรายการกับค่าอุปการะเลี้ยงดู มีวงเงินและเงื่อนไขของตัวเอง รวมถึงรายการสำหรับบิดามารดาที่พิการหรือทุพพลภาพซึ่งใช้เกณฑ์ต่างออกไป ทั้งสองรายการควรตรวจเงื่อนไขปีล่าสุดที่ www.rd.go.th ก่อนใช้สิทธิ

A family group reviewing real estate documents with a realtor indoors.

รูปภาพโดย Kampus Production / Pexels

ขั้นตอนที่ควรทำ

ขั้นที่ 1: ตรวจคุณสมบัติของพ่อแม่ให้จบก่อนสิ้นปีภาษี

อย่ารอถึงเดือนมีนาคมค่อยมาตรวจ เพราะถึงตอนนั้นแก้อะไรไม่ได้แล้ว ให้ตรวจสามเรื่องภายในไตรมาสสุดท้ายของปี คือ อายุของพ่อแม่ในปีภาษีนั้น รายได้รวมทั้งปีของท่าน และสถานะความเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้ที่จะใช้สิทธิ

ถ้าพบว่าพ่อแม่มีรายได้ใกล้เพดาน ให้รวบรวมตัวเลขทั้งปีไว้ก่อนแล้วปรึกษาเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรว่ารายการใดต้องนับ อย่าประมาณเอาเอง เพราะการใช้สิทธิผิดแล้วถูกประเมินภาษีเพิ่มภายหลังเสียทั้งเงินและเวลามากกว่า

  • ตรวจว่าพ่อหรือแม่มีอายุครบ 60 ปีขึ้นไปในปีภาษีนั้นหรือไม่
  • รวมยอดรายได้ทั้งปีของท่านเทียบกับเพดาน 30,000 บาท
  • ยืนยันสถานะบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้ที่จะใช้สิทธิ

ขั้นที่ 2: ตกลงกันในหมู่พี่น้องให้จบเป็นลายลักษณ์อักษร

เปิดวงคุยสั้น ๆ ในกลุ่มพี่น้อง ระบุให้ชัดว่าปีภาษีนี้ใครใช้สิทธิกับพ่อ ใครใช้สิทธิกับแม่ แล้วพิมพ์ข้อความสรุปไว้ในแชทของครอบครัว วิธีนี้ป้องกันการใช้สิทธิซ้ำซึ่งเป็นสาเหตุของการถูกเรียกตรวจที่พบบ่อยที่สุด

ถ้าครอบครัวตกลงกันว่าจะสลับปี ให้จดปีที่แต่ละคนใช้ไว้ในที่เดียวกัน เช่น ไฟล์บันทึกค่าใช้จ่ายของครอบครัว เพื่อให้ปีถัดไปหยิบมาดูได้โดยไม่ต้องพึ่งความจำ

  • ระบุชื่อผู้ใช้สิทธิของพ่อและของแม่แยกกันให้ชัด
  • บันทึกข้อตกลงไว้ในที่ที่ทุกคนเปิดดูได้
  • ทบทวนข้อตกลงใหม่ทุกปีหากมีคนเปลี่ยนงานหรือรายได้เปลี่ยน

ขั้นที่ 3: ให้พ่อแม่ลงลายมือชื่อในแบบ ล.ย.03 และจัดแฟ้ม

ดาวน์โหลดแบบ ล.ย.03 จากเว็บไซต์กรมสรรพากร กรอกข้อมูลของบิดามารดาและของผู้ใช้สิทธิให้ครบ แล้วให้ท่านลงลายมือชื่อรับรอง ควรทำตอนที่ท่านยังสะดวกเซ็นเอกสาร ไม่ใช่รอจนถึงช่วงที่ท่านป่วยหรือเดินทางไปหายาก

เก็บแบบที่เซ็นแล้วพร้อมสำเนาบัตรประชาชนของท่านไว้ในแฟ้มเดียวกับเอกสารภาษีของปีนั้น และถ่ายสำเนาดิจิทัลเก็บไว้อีกชุด เผื่อเอกสารกระดาษสูญหาย

  • กรอกแบบ ล.ย.03 ให้ครบและให้บิดามารดาลงลายมือชื่อ
  • แนบสำเนาบัตรประชาชนของท่านไว้กับแบบ
  • ถ่ายสำเนาดิจิทัลเก็บไว้ในโฟลเดอร์เอกสารภาษีของปีนั้น

ขั้นที่ 4: กรอกในแบบแสดงรายการและเตรียมพร้อมสำหรับการตรวจสอบ

เมื่อยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ให้กรอกค่าลดหย่อนอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดาพร้อมเลขประจำตัวประชาชนของท่านตามที่ระบบกำหนด ตรวจตัวเลขซ้ำอีกครั้งก่อนกดยืนยัน เพราะการแก้ไขภายหลังต้องยื่นเพิ่มเติมซึ่งยุ่งกว่า

หลังยื่นเสร็จ เก็บหลักฐานการยื่นและเอกสารประกอบไว้ตามระยะเวลาที่กรมสรรพากรกำหนด หากได้รับหนังสือขอให้ชี้แจง ให้ติดต่อสำนักงานสรรพากรพื้นที่ตามที่ระบุในหนังสือพร้อมเอกสารทั้งชุด ไม่ควรเพิกเฉยเพราะเรื่องจะบานปลาย

  • กรอกเลขประจำตัวประชาชนของบิดามารดาให้ถูกต้องตรงตามบัตร
  • ตรวจทานรายการลดหย่อนทั้งหมดก่อนกดยืนยันการยื่น
  • เก็บหลักฐานการยื่นและเอกสารประกอบไว้เป็นชุดเดียวกัน
  • หากได้รับหนังสือขอให้ชี้แจง ให้ติดต่อกลับภายในกำหนดในหนังสือ

สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง

  • อย่าใช้สิทธิกับพ่อหรือแม่คนเดียวกันพร้อมกันหลายคนในปีเดียว เพราะเป็นสาเหตุหลักของการถูกเรียกให้ชี้แจง
  • อย่าคิดว่าการโอนเงินให้ท่านทุกเดือนทำให้ใช้สิทธิได้เสมอ หากท่านอายุไม่ถึงเกณฑ์หรือมีรายได้เกินเพดานก็ยังใช้ไม่ได้
  • อย่าลืมว่าบุตรบุญธรรมนำผู้รับบุตรบุญธรรมมาลดหย่อนในรายการนี้ไม่ได้ ควรยืนยันกรณีของตนกับกรมสรรพากรก่อน
  • อย่ากรอกไปก่อนโดยยังไม่มีแบบ ล.ย.03 ที่พ่อแม่เซ็นรับรอง เพราะหากถูกขอตรวจจะไม่มีหลักฐานยืนยัน
  • อย่าเชื่อข้อความส่งต่อเรื่องวงเงินลดหย่อน ควรตรวจรายการปีล่าสุดที่เว็บไซต์กรมสรรพากรก่อนยื่นทุกครั้ง
  • อย่าเก็บสลิปโอนเงินไว้เฉพาะในแอปธนาคาร เพราะหลายแอปย้อนดูได้จำกัดเวลาเมื่อถูกขอหลักฐานย้อนหลัง

เมื่อใดควรขอความช่วยเหลือ

  • ติดต่อสำนักงานสรรพากรพื้นที่ทันทีตามกำหนดในหนังสือ หากได้รับหนังสือแจ้งให้ชี้แจงหรือแจ้งประเมินภาษีเพิ่มเติม เพราะมีกรอบเวลาตอบกลับที่ชัดเจน
  • โทรสายด่วนกรมสรรพากร 1161 ภายในสัปดาห์นี้ หากไม่แน่ใจว่ารายได้ของพ่อแม่รายการใดต้องนับรวมในเพดาน 30,000 บาท
  • ปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือเจ้าหน้าที่สรรพากรก่อนยื่นแบบ หากครอบครัวมีโครงสร้างซับซ้อน เช่น พ่อแม่แยกทางกัน หรือมีบุตรบุญธรรมเกี่ยวข้อง
  • นัดคุยกับพี่น้องภายในเดือนนี้ หากยังไม่มีข้อตกลงว่าใครใช้สิทธิกับใคร และใกล้ถึงช่วงยื่นแบบแล้ว
  • เฝ้าติดตามและบันทึกไว้ หากปีนี้ยังใช้สิทธิไม่ได้เพราะพ่อแม่อายุยังไม่ถึงหรือรายได้เกินเกณฑ์ ให้จดไว้แล้วทบทวนใหม่ในปีภาษีถัดไป

เช็กลิสต์สรุป

  • ตรวจอายุของบิดามารดาในปีภาษีนี้ว่าถึง 60 ปีแล้วหรือยัง
  • รวมยอดเงินได้ทั้งปีของท่านเทียบกับเพดานที่กำหนด
  • ยืนยันว่าผู้ใช้สิทธิเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย
  • ตกลงกับพี่น้องว่าปีนี้ใครใช้สิทธิกับพ่อและใครใช้กับแม่
  • ให้บิดามารดาลงลายมือชื่อในแบบ ล.ย.03 พร้อมสำเนาบัตรประชาชน
  • เก็บสลิปโอนเงินและใบเสร็จค่ารักษาไว้เป็นหลักฐานประกอบ
  • ตรวจรายการลดหย่อนปีล่าสุดที่เว็บไซต์กรมสรรพากรก่อนยื่นแบบ

คำถามที่พบบ่อย

พ่อแม่ต้องอยู่ทะเบียนบ้านเดียวกับเราหรือไม่ถึงจะใช้สิทธิได้

การอยู่ทะเบียนบ้านเดียวกันไม่ใช่เงื่อนไขของค่าลดหย่อนตัวนี้ สิ่งที่กฎหมายกำหนดคือความเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย อายุของบิดามารดาตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป เงินได้พึงประเมินของท่านไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี และการอุปการะเลี้ยงดูจริง ลูกที่ทำงานคนละจังหวัดจึงใช้สิทธิได้หากเข้าเงื่อนไขเหล่านี้

พี่น้องสามคนช่วยกันส่งเงินให้แม่ ใช้สิทธิได้ทั้งสามคนไหม

ไม่ได้ บิดาหรือมารดาหนึ่งคนถูกนำไปหักลดหย่อนได้เพียงปีละหนึ่งคนเท่านั้น ครอบครัวส่วนใหญ่จึงแบ่งกันคนละคน เช่น คนหนึ่งใช้สิทธิกับพ่อ อีกคนใช้สิทธิกับแม่ หรือสลับปีกันตามข้อตกลง ควรบันทึกข้อตกลงไว้เพื่อไม่ให้ใช้สิทธิซ้ำกันโดยไม่ตั้งใจ

แม่ได้รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ถือว่ามีรายได้เกินเกณฑ์หรือไม่

เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเป็นเงินช่วยเหลือจากรัฐ ไม่ใช่รายได้จากการทำงานหรือจากทรัพย์สินแบบค่าเช่าหรือค่าจ้าง อย่างไรก็ตามการตีความว่าเงินรายการใดเป็นเงินได้พึงประเมินเป็นอำนาจของกรมสรรพากร หากครอบครัวมีรายได้อื่นร่วมด้วย ควรโทรสอบถามสายด่วน 1161 เพื่อความชัดเจนก่อนยื่นแบบ

ต้องแนบแบบ ล.ย.03 ไปพร้อมการยื่นภาษีหรือเปล่า

ตามปกติไม่ต้องแนบไปพร้อมแบบแสดงรายการ แต่ต้องเก็บไว้ให้พร้อมแสดงเมื่อเจ้าหน้าที่ขอตรวจสอบ พร้อมสำเนาบัตรประชาชนของบิดามารดา การเตรียมไว้ล่วงหน้าช่วยให้ตอบคำถามได้ทันทีหากมีการเรียกตรวจย้อนหลังในภายหลัง

พ่อเสียชีวิตกลางปี ยังใช้สิทธิของปีนั้นได้ไหม

โดยหลักยังใช้สิทธิของปีภาษีนั้นได้หากท่านมีคุณสมบัติครบในระหว่างที่ยังมีชีวิตอยู่ในปีนั้น หลายครอบครัวเข้าใจผิดว่าสิทธิหมดไปทันทีจึงไม่กรอก ทางที่ดีคือสอบถามเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรพร้อมข้อมูลวันที่และเอกสารที่มี ก่อนตัดสินใจไม่ใช้สิทธิ

ดูแลพ่อแม่ของสามีที่ไม่มีรายได้ ใช้สิทธิได้หรือไม่

ผู้มีเงินได้สามารถนำบิดามารดาของคู่สมรสมาหักลดหย่อนได้ตามเงื่อนไขที่กรมสรรพากรกำหนด ในกรณีที่คู่สมรสไม่มีเงินได้ ทำให้บางครอบครัวรวมแล้วมีผู้ถูกนำมาลดหย่อนได้มากกว่าสองคน ทั้งนี้ควรตรวจเงื่อนไขปีล่าสุดที่ www.rd.go.th เพราะรายละเอียดอาจปรับเปลี่ยน

ค่าเบี้ยประกันสุขภาพที่จ่ายให้พ่อแม่ ใช้ลดหย่อนเพิ่มได้ไหม

เป็นค่าลดหย่อนคนละรายการกับค่าอุปการะเลี้ยงดู โดยมีวงเงินและเงื่อนไขของตัวเอง เช่น เงื่อนไขเรื่องรายได้ของบิดามารดาและประเภทกรมธรรม์ที่เข้าข่าย ควรตรวจสอบรายละเอียดปีล่าสุดที่เว็บไซต์กรมสรรพากรหรือสายด่วน 1161 ก่อนนำมากรอกในแบบ

สรุป

  • ค่าลดหย่อนอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดาหักได้คนละ 30,000 บาทต่อปีภาษี โดยพ่อและแม่นับแยกคน
  • เงื่อนไขหลักคือผู้ใช้สิทธิต้องเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย ท่านต้องอายุ 60 ปีขึ้นไป และมีเงินได้พึงประเมินไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี
  • พ่อหรือแม่หนึ่งคนถูกนำไปลดหย่อนได้ปีละหนึ่งคน พี่น้องจึงควรแบ่งกันหรือสลับปีและจดบันทึกข้อตกลงไว้
  • เอกสารสำคัญคือแบบ ล.ย.03 ที่ท่านลงลายมือชื่อ เก็บไว้พร้อมหลักฐานการอุปการะแม้ไม่ต้องแนบตอนยื่น
  • รายการลดหย่อนมีการปรับเปลี่ยนเป็นรายปี ควรตรวจสอบเงื่อนไขล่าสุดกับกรมสรรพากรก่อนยื่นแบบทุกครั้ง

จัดทำโดยทีมกองบรรณาธิการสูงวัยไทย

เครื่องมือและคู่มือที่เกี่ยวข้อง

บทความที่เกี่ยวข้อง

วิธีพูดคุยกับผู้สูงอายุเรื่องการเงินโดยไม่ทำให้รู้สึกถูกควบคุม
finance-rights

วิธีพูดคุยกับผู้สูงอายุเรื่องการเงินโดยไม่ทำให้รู้สึกถูกควบคุม

แนวทางเปิดบทสนทนาเรื่องการเงินกับพ่อแม่ผู้สูงอายุอย่างให้เกียรติ เพื่อวางแผนร่วมกันโดยไม่ทำให้รู้สึกสูญเสียอำนาจตัดสินใจหรือถูกจับตามอง

อัปเดตล่าสุด 3 สิงหาคม 2026อ่าน 17 นาที
จัดเอกสารทรัพย์สินของพ่อแม่สูงวัยให้พร้อมก่อนถึงวันจำเป็นต้องใช้
finance-rights

จัดเอกสารทรัพย์สินของพ่อแม่สูงวัยให้พร้อมก่อนถึงวันจำเป็นต้องใช้

เอกสารสำคัญของพ่อแม่มักหาไม่เจอตอนต้องใช้จริง เช่น เข้าโรงพยาบาลกะทันหันหรือทำธุรกรรมด่วน คู่มือนี้แนะนำวิธีจัดทำบัญชีรายการ เลือกที่เก็บ และดูแลความเป็นส่วนตัวอย่างเหมาะสม

อัปเดตล่าสุด 5 สิงหาคม 2026อ่าน 12 นาที
จะเริ่มคุยเรื่องเงินกับพ่อแม่หรือลูกในบ้านอย่างไรไม่ให้กลายเป็นเรื่องกระอักกระอ่วน
finance-rights

จะเริ่มคุยเรื่องเงินกับพ่อแม่หรือลูกในบ้านอย่างไรไม่ให้กลายเป็นเรื่องกระอักกระอ่วน

บทสนทนาเรื่องเงินในครอบครัวมักถูกเลื่อนออกไปจนกว่าจะเกิดเหตุฉุกเฉิน คู่มือนี้แนะนำวิธีเริ่มเรื่องอย่างเป็นขั้นตอน เลือกช่วงเวลา และจัดลำดับหัวข้อให้คุยได้จริงโดยไม่กลายเป็นทะเลาะกัน

อัปเดตล่าสุด 5 สิงหาคม 2026อ่าน 12 นาที
เอกสารสำคัญของผู้สูงอายุที่ครอบครัวควรจัดเก็บ
finance-rights

เอกสารสำคัญของผู้สูงอายุที่ครอบครัวควรจัดเก็บ

รายการเอกสารสำคัญที่ครอบครัวควรรวบรวมและจัดเก็บให้เป็นระบบ เพื่อให้พร้อมใช้งานเมื่อเกิดเหตุจำเป็นหรือฉุกเฉิน

อัปเดตล่าสุด 3 สิงหาคม 2026อ่าน 16 นาที