สูงวัยไทย
จะขอลางานไปดูแลพ่อแม่ ควรคุยกับหัวหน้าอย่างไรให้ได้สิทธิจริงและงานไม่เสีย
พิมพ์เมื่อ 21 กันยายน 2026
จะขอลางานไปดูแลพ่อแม่ ควรคุยกับหัวหน้าอย่างไรให้ได้สิทธิจริงและงานไม่เสีย
แยกให้ชัดว่าลาแบบไหนใช้ดูแลพ่อแม่ป่วยได้จริงตามกฎหมาย ต่างจากนโยบายบริษัทอย่างไร พร้อมวิธีเตรียมตัวคุยกับหัวหน้างานให้ได้ผลโดยไม่เสียความสัมพันธ์ในที่ทำงาน
เผยแพร่เมื่อ 20 กันยายน 2026

รูปภาพโดย Kindel Media / Pexels
คำตอบสั้น ๆ
- กฎหมายคุ้มครองแรงงานให้สิทธิ "ลากิจธุระจำเป็น" อย่างน้อยสามวันทำงานต่อปีโดยได้รับค่าจ้าง ซึ่งนำมาใช้เป็นเหตุผลดูแลพ่อแม่ป่วยได้จริง แต่กฎหมายไม่ได้กำหนดวันลาชื่อ "ลาไปดูแลผู้สูงอายุ" ไว้แยกต่างหาก การลาป่วยตามกฎหมายใช้ได้เฉพาะตอนลูกจ้างป่วยเอง ไม่ใช่ตอนไปดูแลคนอื่น
- เกินจากสามวันนั้น การลาต่อจะขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละบริษัท เช่น วันลาพักร้อนที่มีอยู่ วันลาโดยไม่รับค่าจ้าง หรือการทำงานแบบยืดหยุ่น ซึ่งต่างกันไปในแต่ละที่ทำงาน ควรสอบถามฝ่ายบุคคลให้ชัดก่อนวางแผน
- ถ้าเป็นเหตุฉุกเฉินจริง เช่น พ่อแม่ล้มหรือหมดสติ ให้โทร 1669 ก่อนเสมอ แล้วค่อยแจ้งลาไปพร้อมกับสถานการณ์จริง หัวหน้างานส่วนใหญ่เข้าใจสถานการณ์ฉุกเฉิน และการแจ้งทันทีมักได้รับความเห็นใจมากกว่าการปิดบัง
- การคุยกับหัวหน้าให้ได้ผล ไม่ได้อยู่ที่การอ้างกฎหมายอย่างเดียว แต่อยู่ที่การเตรียมข้อมูลและเสนอแผนรองรับงานล่วงหน้า เพื่อให้หัวหน้าเห็นว่าลาแล้วงานยังไปต่อได้
เหมาะกับใคร
- เหมาะกับลูกจ้างที่มีนายจ้างและต้องดูแลพ่อแม่หรือญาติผู้สูงอายุควบคู่กับงานประจำ
- ไม่ครอบคลุมผู้ประกอบอาชีพอิสระหรือเจ้าของกิจการ ซึ่งไม่ได้อยู่ภายใต้กฎหมายคุ้มครองแรงงานในลักษณะเดียวกัน
- หากอยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉินขณะนี้ ให้โทร 1669 ก่อน แล้วค่อยกลับมาอ่านเรื่องการแจ้งลาในภายหลัง
สิ่งที่ควรรู้
สิทธิลาตามกฎหมายที่ใช้ดูแลพ่อแม่ได้จริง
กฎหมายคุ้มครองแรงงานกำหนดให้ลูกจ้างมีสิทธิลากิจธุระจำเป็นได้อย่างน้อยสามวันทำงานต่อปีโดยได้รับค่าจ้าง ซึ่งเป็นสิทธิขั้นต่ำที่นายจ้างต้องให้ ไม่ใช่สวัสดิการพิเศษที่ขึ้นกับความพอใจของหัวหน้า เหตุผลเรื่องพ่อแม่ป่วยหรือต้องพาไปโรงพยาบาลถือเป็นธุระจำเป็นที่ใช้สิทธินี้ได้ แต่เงื่อนไขและขั้นตอนแจ้งลาอาจต่างกันไปตามระเบียบของแต่ละบริษัท ควรตรวจสอบข้อบังคับการทำงานของตัวเองหรือสอบถามกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเพื่อความชัดเจนล่าสุด
หลายคนสับสนระหว่างลาป่วยกับลากิจ เพราะเข้าใจว่าลาป่วยครอบคลุมการดูแลคนในครอบครัวด้วย แต่ตามกฎหมาย ลาป่วยหมายถึงลูกจ้างป่วยเอง ไม่ใช่การลาไปดูแลคนอื่น การใช้ลาป่วยแทนลากิจโดยไม่ป่วยจริงอาจกลายเป็นปัญหาความน่าเชื่อถือในระยะยาว แม้เจตนาจะดีก็ตาม
เมื่อสามวันไม่พอ ต้องคุยเรื่องอะไรต่อ
เมื่อความจำเป็นเกินสามวันต่อปี ทางเลือกที่เหลือคือการใช้วันลาพักร้อนที่มีอยู่ การขอลาโดยไม่รับค่าจ้างชั่วคราว หรือการเจรจาทำงานแบบยืดหยุ่น เช่น ทำงานจากที่บ้านบางวัน หรือสลับเวลาเข้างาน ทางเลือกเหล่านี้ไม่ใช่สิทธิตามกฎหมายที่บังคับได้ แต่เป็นเรื่องที่แต่ละบริษัทมีนโยบายต่างกัน การรู้ว่าที่ทำงานตัวเองมีนโยบายอะไรบ้างก่อนเข้าไปคุย ช่วยให้เสนอทางเลือกที่เป็นไปได้จริงแทนการขอลาเฉย ๆ
สำหรับคนที่ต้องดูแลระยะยาว เช่น พ่อแม่มีภาวะที่ต้องพาไปพบแพทย์ต่อเนื่องหลายเดือน การคุยครั้งเดียวอาจไม่พอ ควรมองเป็นการวางแผนร่วมกับหัวหน้าเป็นระยะ ไม่ใช่การขอลาแบบเหตุการณ์เดียวจบ
จังหวะและวิธีคุยกับหัวหน้างานให้ได้ผล
การแจ้งล่วงหน้าเมื่อรู้ตัวว่าจะต้องลา แม้เป็นเวลาสั้น ๆ ก็ยังดีกว่าการแจ้งกะทันหันโดยไม่มีข้อมูลรองรับ ควรเตรียมสรุปสั้น ๆ ว่าจะลากี่วัน ใครดูแลงานแทนช่วงนั้น และงานส่วนไหนที่ต้องส่งต่อ การเสนอแผนรองรับงานเองก่อนที่หัวหน้าจะถาม ทำให้การคุยเป็นเรื่องของการวางแผนร่วมกัน มากกว่าการขอความเห็นใจฝ่ายเดียว
หากเป็นสถานการณ์ที่ต้องดูแลต่อเนื่อง ควรเลือกคุยแบบตัวต่อตัวในเวลาที่หัวหน้าไม่เร่งรีบ แทนการแจ้งผ่านข้อความสั้น ๆ เพราะให้พื้นที่อธิบายสถานการณ์และรับฟังข้อจำกัดของทีมงานไปพร้อมกัน หลังตกลงกันแล้วควรมีการสรุปเป็นลายลักษณ์อักษร เช่น อีเมลยืนยัน เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดในภายหลัง
ผลต่อสิทธิประกันสังคมและวันลาสะสม
การลากิจธุระจำเป็นโดยทั่วไปไม่กระทบสิทธิประกันสังคมของลูกจ้าง เพราะเป็นสิทธิที่กฎหมายรับรองแยกจากเรื่องการนำส่งเงินสมทบ แต่การลาโดยไม่รับค่าจ้างในบางกรณีอาจมีรายละเอียดต่างกันไปตามประเภทการจ้างงานและนโยบายบริษัท ควรสอบถามฝ่ายบุคคลหรือสำนักงานประกันสังคมโดยตรงหากไม่แน่ใจ เพื่อไม่ให้เสียสิทธิที่สะสมมาโดยไม่รู้ตัว
หากที่ทำงานมีระบบวันลาสะสมข้ามปี ควรตรวจสอบว่าวันลาที่เหลือใช้ทบไปปีถัดไปได้หรือไม่ เพราะบางบริษัทกำหนดให้วันลาพักร้อนหมดอายุภายในปีนั้น การรู้กติกานี้ล่วงหน้าช่วยวางแผนว่าควรใช้วันลาส่วนไหนก่อนสำหรับการดูแลพ่อแม่ที่อาจต้องใช้ต่อเนื่องในอนาคต

รูปภาพโดย RDNE Stock project / Pexels
ขั้นตอนที่ควรทำ
ขั้นที่ 1: เตรียมข้อมูลก่อนเข้าไปคุย
รวบรวมข้อมูลที่จำเป็น เช่น วันที่ต้องลา เหตุผลโดยสรุปที่ไม่ต้องเปิดเผยรายละเอียดสุขภาพของพ่อแม่มากเกินจำเป็น และผลกระทบต่องานที่ทำอยู่ในมือ
- ระบุวันที่และช่วงเวลาที่ต้องการลาให้ชัดเจนที่สุดเท่าที่ทำได้
- เตรียมรายชื่อเพื่อนร่วมงานที่พอรับช่วงงานแทนได้ในช่วงลา
- เตรียมเอกสารทางการแพทย์ไว้ล่วงหน้าหากบริษัทต้องการหลักฐานประกอบ
ขั้นที่ 2: เลือกจังหวะและวิธีแจ้งที่เหมาะสม
เลือกเวลาที่หัวหน้าไม่กำลังเร่งงานด่วน และเลือกวิธีคุยที่เหมาะกับสถานการณ์ เช่น พูดคุยตัวต่อตัวสำหรับเรื่องระยะยาว หรือแจ้งทันทีทางโทรศัพท์เมื่อเป็นเหตุฉุกเฉิน
- แจ้งล่วงหน้าอย่างน้อยหนึ่งวันเมื่อไม่ใช่เหตุฉุกเฉิน
- หากเป็นเหตุฉุกเฉิน ให้โทร 1669 ก่อน แล้วแจ้งหัวหน้างานทันทีที่สถานการณ์คลี่คลายพอจะโทรได้
- พูดตรงประเด็นว่าต้องการลากี่วันและใครช่วยดูแลงานแทน
ขั้นที่ 3: เสนอทางเลือกที่ลดผลกระทบต่องาน
เสนอแผนรองรับงานเองก่อนที่หัวหน้าจะถาม เช่น การทำงานบางส่วนจากที่บ้าน การสลับวันเข้างานกับเพื่อนร่วมทีม หรือการเคลียร์งานเร่งด่วนให้เสร็จก่อนวันลา
- ระบุงานที่ยังทำได้จากระยะไกลระหว่างลา
- เสนอวันที่พร้อมกลับมาสรุปงานที่ค้างทันทีหลังกลับเข้าทำงาน
- หากต้องลาต่อเนื่องหลายวัน ให้แจ้งความคืบหน้าเป็นระยะแทนการเงียบหายไปทั้งหมด
ขั้นที่ 4: ยืนยันข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษร
หลังตกลงกับหัวหน้าแล้ว ควรสรุปสิ่งที่คุยกันเป็นข้อความหรืออีเมลสั้น ๆ เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายมีหลักฐานตรงกัน ไม่ต้องรอให้เกิดปัญหาก่อนจึงค่อยย้อนถาม
- สรุปวันที่ลาและวันที่กลับเข้างานให้ตรงกันทั้งสองฝ่าย
- บันทึกชื่อผู้รับผิดชอบงานแทนในช่วงลา
- เก็บสำเนาการอนุมัติลาไว้เป็นหลักฐานส่วนตัว
สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง
- อย่ารอจนถึงวันฉุกเฉินจริงค่อยแจ้งลา หากรู้ตัวล่วงหน้าว่าพ่อแม่มีนัดหมายหรือแนวโน้มต้องดูแลต่อเนื่อง
- อย่าใช้สิทธิลาป่วยของตัวเองแทนลากิจเพียงเพราะคิดว่าได้ค่าจ้างมากกว่า เพราะเป็นการใช้สิทธิผิดประเภทและอาจกระทบความน่าเชื่อถือในระยะยาว
- อย่าสันนิษฐานเองว่าไม่มีสิทธิใด ๆ เลยจนไม่กล้าขอ ทั้งที่กฎหมายให้สิทธิขั้นต่ำไว้ชัดเจน
- อย่าลืมขอให้มีการยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษรหลังตกลงกันด้วยวาจา
- อย่าตัดสินใจลาออกกะทันหันเพียงเพราะรู้สึกกดดัน โดยยังไม่ได้ลองเจรจาทางเลือกอื่นกับที่ทำงานก่อน
เมื่อใดควรขอความช่วยเหลือ
- โทร 1669 ทันที หากพ่อแม่มีอาการฉุกเฉิน เช่น หมดสติ หายใจผิดปกติ หรือหกล้มแล้วลุกไม่ได้ ก่อนคิดเรื่องการแจ้งลางาน
- ติดต่อฝ่ายบุคคลหรือกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานภายในวันเดียวกัน หากนายจ้างปฏิเสธสิทธิลากิจธุระจำเป็นขั้นต่ำที่กฎหมายรับรอง
- นัดคุยกับหัวหน้างานภายในสัปดาห์นี้ หากสถานการณ์ดูแลพ่อแม่เริ่มต้องใช้เวลาต่อเนื่องมากขึ้นกว่าที่เคยแจ้งไว้
- เฝ้าสังเกตและจดบันทึกจำนวนชั่วโมงหรือวันที่ต้องดูแลในแต่ละเดือน หากยังเป็นเพียงความกังวลทั่วไปโดยยังไม่ถึงจุดต้องลาบ่อยครั้ง เพื่อนำมาวางแผนล่วงหน้ากับที่ทำงาน
เช็กลิสต์สรุป
- แยกให้ชัดว่าครั้งนี้ใช้สิทธิลากิจธุระจำเป็นหรือทางเลือกอื่นของบริษัท
- เตรียมวันที่ ผู้รับช่วงงาน และแผนรองรับก่อนเข้าไปคุยกับหัวหน้า
- เลือกจังหวะคุยที่เหมาะสม ไม่ใช่ช่วงที่หัวหน้ากำลังเร่งงานด่วน
- โทร 1669 ก่อนเสมอเมื่อเป็นเหตุฉุกเฉินจริง แล้วค่อยแจ้งลาภายหลัง
- ขอให้มีการยืนยันข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษรทุกครั้ง
- ตรวจสอบผลกระทบต่อวันลาสะสมและสิทธิประกันสังคมกับฝ่ายบุคคล
- หากต้องดูแลระยะยาว ให้วางแผนคุยกับหัวหน้าเป็นระยะ ไม่ใช่ครั้งเดียวจบ
คำถามที่พบบ่อย
ถ้าใช้สิทธิลากิจครบสามวันแล้วแต่พ่อแม่ยังต้องดูแลต่อ ต้องทำอย่างไร
ต้องเจรจากับหัวหน้าหรือฝ่ายบุคคลถึงทางเลือกอื่น เช่น ใช้วันลาพักร้อนที่เหลือ ขอลาโดยไม่รับค่าจ้างชั่วคราว หรือขอทำงานแบบยืดหยุ่นบางวัน ซึ่งเป็นเรื่องนโยบายของแต่ละบริษัท ไม่ใช่สิทธิตามกฎหมายที่บังคับได้เหมือนสามวันแรก
ลาป่วยกับลากิจต่างกันอย่างไรเมื่อพูดถึงการดูแลพ่อแม่
ลาป่วยตามกฎหมายใช้ได้เฉพาะเมื่อลูกจ้างป่วยเอง ส่วนการลาไปดูแลพ่อแม่ป่วยจัดอยู่ในประเภทลากิจธุระจำเป็น การใช้ลาป่วยแทนลากิจโดยไม่ได้ป่วยจริงอาจก่อปัญหาความน่าเชื่อถือในระยะยาว แม้จะได้ค่าจ้างเท่ากันก็ตาม
นายจ้างมีสิทธิปฏิเสธไม่ให้ลากิจธุระจำเป็นเลยหรือไม่
สิทธิลากิจธุระจำเป็นอย่างน้อยสามวันทำงานต่อปีโดยได้ค่าจ้างเป็นสิทธิขั้นต่ำตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน หากนายจ้างปฏิเสธโดยไม่มีเหตุผลตามกฎหมายรองรับ ควรสอบถามหรือร้องเรียนกับกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเพื่อตรวจสอบสิทธิที่ถูกต้อง
ควรบอกรายละเอียดอาการป่วยของพ่อแม่กับหัวหน้างานมากแค่ไหน
ไม่จำเป็นต้องเปิดเผยรายละเอียดสุขภาพทั้งหมด บอกเพียงเหตุผลโดยสรุปที่เพียงพอให้หัวหน้าเข้าใจความจำเป็นและวางแผนงานได้ก็เพียงพอแล้ว การรักษาความเป็นส่วนตัวของพ่อแม่เป็นสิ่งที่ทำควบคู่กับการขอสิทธิลาได้
ถ้าที่ทำงานไม่มีนโยบายทำงานจากที่บ้าน จะเสนอทางเลือกอะไรได้อีก
อาจเสนอการสลับวันเข้างานกับเพื่อนร่วมทีม การเคลียร์งานเร่งด่วนล่วงหน้าก่อนวันลา หรือการทยอยใช้วันลาเป็นครึ่งวันแทนเต็มวันหากงานเอื้ออำนวย ทั้งหมดนี้ควรคุยตรงไปตรงมากับหัวหน้าว่าทางเลือกใดเป็นไปได้จริงในทีมงานของตัวเอง
การลาบ่อยเพื่อดูแลพ่อแม่จะกระทบการประเมินผลงานหรือไม่
ขึ้นอยู่กับนโยบายและวัฒนธรรมของแต่ละองค์กร การสื่อสารล่วงหน้าอย่างสม่ำเสมอและการส่งมอบงานอย่างมีความรับผิดชอบช่วยลดผลกระทบได้มาก หากกังวลเรื่องนี้ควรพูดคุยกับหัวหน้าตรง ๆ ถึงวิธีบันทึกผลงานในช่วงที่ต้องลาดูแลครอบครัว
สรุป
- กฎหมายให้สิทธิลากิจธุระจำเป็นอย่างน้อยสามวันทำงานต่อปีโดยได้ค่าจ้าง ใช้ดูแลพ่อแม่ป่วยได้จริง แต่ไม่มีวันลาเฉพาะเรื่องนี้แยกต่างหาก
- เกินจากสิทธิขั้นต่ำ การลาต่อขึ้นอยู่กับนโยบายแต่ละบริษัท ควรรู้กติกาของที่ทำงานตัวเองก่อนเข้าไปคุย
- การเตรียมแผนรองรับงานล่วงหน้าและเลือกจังหวะคุยที่เหมาะสม สำคัญไม่แพ้การอ้างสิทธิตามกฎหมาย
- หากเป็นเหตุฉุกเฉิน ให้โทร 1669 ก่อนเสมอ การแจ้งลาเป็นเรื่องที่ตามมาทีหลังความปลอดภัยของพ่อแม่
แหล่งข้อมูล
- สิทธิวันลาของลูกจ้างตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน — กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (เปิดในแท็บใหม่)(เข้าถึงเมื่อ 2026-09-20)
- แนวทางสนับสนุนผู้ดูแลผู้สูงอายุในครอบครัว — กรมกิจการผู้สูงอายุ (เปิดในแท็บใหม่)(เข้าถึงเมื่อ 2026-09-20)
- สิทธิประโยชน์กรณีลาป่วยและการคุ้มครองผู้ประกันตน — สำนักงานประกันสังคม (เปิดในแท็บใหม่)(เข้าถึงเมื่อ 2026-09-20)
จัดทำโดยทีมกองบรรณาธิการสูงวัยไทย
เครื่องมือและคู่มือที่เกี่ยวข้อง
บทความที่เกี่ยวข้อง

จ้างผู้ดูแลเพิ่ม ลดชั่วโมงงาน หรือขอสิทธิรัฐ: เลือกทางไหนเมื่อค่าใช้จ่ายดูแลพ่อแม่เริ่มหนัก
เทียบทางเลือกหลักที่ครอบครัวไทยมักเจอเมื่อค่าใช้จ่ายดูแลผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น พร้อมเงื่อนไขที่แต่ละทางเลือกเหมาะและไม่เหมาะ เพื่อช่วยตัดสินใจตามสถานการณ์จริงของแต่ละบ้าน

เมื่อต้องคุยเรื่อง "ใครจะดูแลพ่อแม่" ในครอบครัว: ปัญหาที่เจอบ่อยและวิธีคลี่คลาย
รวมปัญหาที่ครอบครัวไทยเจอบ่อยเมื่อต้องตกลงกันว่าใครจะเป็นผู้ดูแลหลักของพ่อแม่สูงอายุ พร้อมแนวทางคลี่คลายความขัดแย้งโดยไม่ทำร้ายความสัมพันธ์พี่น้อง

จะจัดตารางพักผ่อนของผู้ดูแลผู้สูงอายุแบบไหนดี เทียบทางเลือกตามภาระที่แบกรับอยู่
เทียบทางเลือกในการจัดตารางพักผ่อนของผู้ดูแลผู้สูงอายุ ตั้งแต่การพักสั้นระหว่างวัน การสลับเวรกับครอบครัว ไปจนถึงการใช้บริการดูแลระยะสั้น พร้อมเกณฑ์เลือกตามความหนักของภาระและทรัพยากรที่มี

ก่อนพาผู้สูงอายุกลับบ้าน ต้องถามใครดูแลได้บ้างเมื่อผู้ดูแลหลักไม่อยู่
แนวคำถามที่ครอบครัวควรถามทีมผู้รักษาและตกลงกันเองเรื่องช่วงเวลาที่ไม่มีผู้ดูแลอยู่ประจำ หลังพาผู้สูงอายุกลับบ้านจากโรงพยาบาล เพื่อไม่ให้เกิดช่องว่างการดูแลที่เสี่ยงอันตราย