สูงวัยไทย
แบ่งเงินใช้หลังเกษียณแบบไหนเหมาะกับบ้านคุณ เทียบ 3 วิธีจัดสัดส่วนเงินที่ใช้ได้จริง
พิมพ์เมื่อ 15 กันยายน 2026
แบ่งเงินใช้หลังเกษียณแบบไหนเหมาะกับบ้านคุณ เทียบ 3 วิธีจัดสัดส่วนเงินที่ใช้ได้จริง
เทียบ 3 วิธีแบ่งเงินใช้หลังเกษียณที่คนไทยใช้จริง ทั้งแบบแยกบัญชีตามหมวด แบบกำหนดสัดส่วนคงที่รายเดือน และแบบแบ่งตามช่วงเวลา พร้อมวิธีเลือกให้เหมาะกับรายได้และภาระของแต่ละบ้าน
เผยแพร่เมื่อ 2 กันยายน 2026

รูปภาพโดย Kampus Production / Pexels
คำตอบสั้น ๆ
- การแบ่งเงินใช้หลังเกษียณที่คนไทยใช้จริงมีอยู่หลักๆ 3 แบบ คือแบบแยกบัญชีตามหมวดค่าใช้จ่าย แบบกำหนดสัดส่วนคงที่เป็นเปอร์เซ็นต์ทุกเดือน และแบบแบ่งตามช่วงเวลาหรือที่เรียกกันว่าวิธีถังเงิน แต่ละแบบเหมาะกับพฤติกรรมการใช้เงินและระดับรายได้ที่ต่างกัน ไม่มีวิธีไหนดีที่สุดสำหรับทุกบ้าน
- คนที่มีรายได้หลังเกษียณค่อนข้างแน่นอน เช่น บำนาญหรือเงินปันผลสม่ำเสมอ มักเหมาะกับแบบแยกบัญชีตามหมวด เพราะควบคุมง่ายและเห็นเงินคงเหลือชัดเจนในแต่ละหมวด ส่วนคนที่มีเงินก้อนจากบำเหน็จหรือกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่ต้องใช้ยาวหลายสิบปีมักเหมาะกับวิธีถังเงินที่แบ่งตามระยะเวลามากกว่า
- ไม่ว่าจะเลือกวิธีไหน สิ่งที่ควรมีร่วมกันคือเงินสำรองฉุกเฉินแยกต่างหากอย่างน้อยสามถึงหกเดือนของค่าใช้จ่าย และการทบทวนสัดส่วนอย่างน้อยปีละครั้งเพราะค่าครองชีพและภาระสุขภาพเปลี่ยนแปลงได้เร็วกว่าที่คิด
- การเลือกวิธีแบ่งเงินควรทำร่วมกับคนในครอบครัวที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะถ้ามีบัญชีร่วมหรือมีลูกหลานที่ช่วยดูแลค่าใช้จ่ายบางส่วน เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดภายหลัง
เหมาะกับใคร
- เหมาะกับคนก่อนเกษียณที่กำลังวางแผนว่าจะจัดสรรเงินก้อนและรายได้หลังเกษียณอย่างไรให้พอใช้ไปตลอด
- เหมาะกับคนที่เพิ่งเกษียณและยังไม่มีระบบแบ่งเงินที่ชัดเจน รู้สึกว่าเงินไหลออกโดยไม่รู้ว่าไปหมวดไหนบ้าง
- ไม่เหมาะกับคนที่มีที่ปรึกษาการเงินส่วนตัวดูแลพอร์ตการลงทุนอยู่แล้วและมีระบบแบ่งเงินที่ทำงานได้ดีอยู่แล้ว บทความนี้เป็นข้อมูลเบื้องต้นเพื่อประกอบการตัดสินใจ ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุนเฉพาะบุคคล
- ไม่เหมาะกับผู้ที่มีหนี้สินจำนวนมากที่ต้องได้รับการปรับโครงสร้างหนี้ก่อน เพราะกรณีนี้ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านหนี้สินโดยตรงก่อนจะมาถึงขั้นตอนแบ่งเงินใช้
สิ่งที่ควรรู้
วิธีที่ 1 แยกบัญชีตามหมวดค่าใช้จ่าย
วิธีนี้คือการเปิดบัญชีธนาคารหรือบัญชีย่อยแยกตามหมวดหลัก เช่น บัญชีค่าใช้จ่ายประจำวัน บัญชีค่ารักษาพยาบาล บัญชีค่าใช้จ่ายบ้านและสาธารณูปโภค และบัญชีเงินสำรองฉุกเฉิน เมื่อรายได้เข้ามาไม่ว่าจะเป็นบำนาญหรือดอกเบี้ย ก็โอนแบ่งเข้าแต่ละบัญชีตามสัดส่วนที่กำหนดไว้ล่วงหน้าทันที ข้อดีคือเห็นเงินคงเหลือของแต่ละหมวดชัดเจน ลดโอกาสที่เงินค่ารักษาพยาบาลจะถูกใช้ปนกับเงินใช้จ่ายทั่วไปจนหมดไปโดยไม่รู้ตัว
ข้อจำกัดของวิธีนี้คือต้องมีวินัยในการโอนเงินแบ่งบัญชีอย่างสม่ำเสมอ และถ้ามีหลายบัญชีเกินไปอาจทำให้สับสนหรือลืมยอดคงเหลือในบางบัญชี ผู้สูงอายุที่ไม่คุ้นกับแอปธนาคารอาจต้องพึ่งการโอนผ่านตู้เอทีเอ็มหรือสาขาแทน ซึ่งเสียเวลามากกว่า ทางแก้ที่หลายคนใช้คือจำกัดจำนวนบัญชีไม่เกินสี่บัญชีและตั้งชื่อบัญชีให้จำง่าย
วิธีที่ 2 กำหนดสัดส่วนคงที่เป็นเปอร์เซ็นต์ทุกเดือน
วิธีนี้ไม่ต้องแยกบัญชีจริง แต่กำหนดสัดส่วนของรายได้แต่ละเดือนไว้ล่วงหน้า เช่น ค่าใช้จ่ายจำเป็นในชีวิตประจำวันไม่เกินครึ่งหนึ่งของรายได้ ค่ารักษาพยาบาลและประกันสุขภาพราวหนึ่งในห้า เงินสำรองฉุกเฉินและเงินออมต่อเนื่องอีกส่วนหนึ่ง และเงินสำหรับกิจกรรมทางสังคมหรือของขวัญให้ครอบครัวส่วนที่เหลือ สัดส่วนที่แน่นอนต้องปรับตามสถานการณ์จริงของแต่ละบ้าน ไม่มีตัวเลขตายตัวที่ใช้ได้กับทุกคน
ข้อดีคือยืดหยุ่นกว่าการแยกบัญชี เพราะไม่ต้องโอนเงินไปมาหลายบัญชี เหมาะกับคนที่รายได้ไม่แน่นอนในแต่ละเดือน เช่น มีรายได้จากการให้เช่าทรัพย์สินหรือรายได้เสริมอื่นที่ไม่คงที่ ข้อจำกัดคือต้องอาศัยการจดบันทึกรายจ่ายจริงเปรียบเทียบกับสัดส่วนที่ตั้งไว้ ถ้าไม่มีนิสัยจดบันทึกอาจไม่รู้ว่าใช้เกินสัดส่วนไปแล้วหรือยัง
วิธีที่ 3 แบ่งตามช่วงเวลาหรือวิธีถังเงิน
วิธีถังเงินเหมาะกับคนที่มีเงินก้อนใหญ่ตั้งแต่วันแรกที่เกษียณ เช่น บำเหน็จหรือเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หลักการคือแบ่งเงินก้อนออกเป็นถังตามช่วงเวลาที่จะใช้ ถังแรกสำหรับค่าใช้จ่ายหนึ่งถึงสองปีข้างหน้าเก็บไว้ในบัญชีออมทรัพย์หรือเงินฝากที่ถอนได้ทันที ถังที่สองสำหรับสามถึงเจ็ดปีข้างหน้าอาจอยู่ในรูปแบบที่มีความเสี่ยงต่ำถึงปานกลาง และถังที่สามสำหรับระยะยาวกว่าเจ็ดปีอาจรับความเสี่ยงได้มากขึ้นเล็กน้อยเพื่อให้เงินเติบโตทันเงินเฟ้อ
ข้อดีของวิธีนี้คือช่วยลดความกังวลเรื่องความผันผวนระยะสั้น เพราะรู้ว่าเงินที่จะใช้ในสองปีข้างหน้าถูกกันไว้ปลอดภัยแล้วไม่ว่าตลาดจะเป็นอย่างไร ข้อจำกัดคือต้องมีความเข้าใจพื้นฐานเรื่องผลิตภัณฑ์ทางการเงินพอสมควร และควรปรึกษานักวางแผนการเงินที่มีใบอนุญาตก่อนจัดสรรถังที่สองและสามด้วยตัวเอง เพราะการเลือกผลิตภัณฑ์ผิดประเภทอาจทำให้เข้าถึงเงินไม่ทันเวลาที่ต้องใช้จริง
จะรู้ได้อย่างไรว่าวิธีไหนเหมาะกับบ้านคุณ
จุดเริ่มต้นที่ควรทำก่อนเลือกวิธีใดวิธีหนึ่งคือสำรวจแหล่งรายได้หลังเกษียณของตัวเองให้ชัดก่อนว่าเป็นรายได้แบบสม่ำเสมอทุกเดือน เช่น บำนาญข้าราชการหรือเงินประกันสังคมกรณีชราภาพ หรือเป็นเงินก้อนที่ต้องบริหารให้พอใช้เอง ถ้าเป็นแบบแรกมักเหมาะกับวิธีแยกบัญชีหรือวิธีกำหนดสัดส่วน ถ้าเป็นแบบหลังควรพิจารณาวิธีถังเงินร่วมด้วย
อีกปัจจัยที่ควรพิจารณาคือความถนัดด้านเทคโนโลยีและความสะดวกในการเข้าถึงธนาคาร คนที่ใช้แอปธนาคารได้คล่องจะแบ่งบัญชีย่อยได้ง่ายกว่าคนที่ต้องเดินทางไปสาขาทุกครั้ง สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์แนะนำให้ผู้สูงอายุที่เริ่มใช้ธุรกรรมออนไลน์ตั้งค่าการแจ้งเตือนทุกครั้งที่มีเงินเข้าออกบัญชี เพื่อให้ติดตามการแบ่งเงินได้แม่นยำขึ้นและสังเกตความผิดปกติได้เร็วขึ้นด้วย

รูปภาพโดย Vitaly Gariev / Pexels
ขั้นตอนที่ควรทำ
ขั้นที่ 1 รวบรวมรายรับรายจ่ายจริงย้อนหลังอย่างน้อยสามเดือน
ก่อนตัดสินใจเลือกวิธีแบ่งเงิน ต้องรู้ตัวเลขจริงก่อนว่าค่าใช้จ่ายแต่ละหมวดในปัจจุบันเป็นเท่าไร ไม่ใช่การประมาณคร่าวๆ จากความรู้สึก
- รวบรวมสมุดบัญชีธนาคาร ใบเสร็จ และรายการใช้จ่ายผ่านบัตรย้อนหลังสามเดือน
- แยกรายจ่ายเป็นหมวดจำเป็น เช่น อาหาร ที่อยู่อาศัย สาธารณูปโภค ค่ารักษาพยาบาล และหมวดไม่จำเป็นเร่งด่วน
- รวมแหล่งรายได้ทั้งหมดที่จะมีหลังเกษียณ ทั้งบำนาญ เงินก้อน และรายได้เสริมถ้ามี
ขั้นที่ 2 ทดลองใช้วิธีที่เลือกเป็นเวลาสามเดือน
อย่าเปลี่ยนระบบการเงินทั้งหมดทันที ควรทดลองใช้วิธีที่เลือกในระยะสั้นก่อนเพื่อดูว่าเหมาะกับพฤติกรรมจริงหรือไม่
- เปิดบัญชีย่อยหรือกำหนดสัดส่วนตามวิธีที่เลือกไว้ในขั้นแรก
- จดบันทึกทุกครั้งที่ใช้จ่ายเทียบกับสัดส่วนหรือบัญชีที่กำหนดไว้
- สังเกตว่ามีหมวดไหนที่ตั้งสัดส่วนไว้น้อยหรือมากเกินไปเมื่อเทียบกับพฤติกรรมจริง
ขั้นที่ 3 ทบทวนและปรับสัดส่วนอย่างน้อยปีละครั้ง
ค่าครองชีพ ภาระสุขภาพ และความต้องการของครอบครัวเปลี่ยนแปลงได้ทุกปี การแบ่งเงินที่ใช้ได้ดีในปีแรกอาจไม่เหมาะสมอีกต่อไปในปีถัดไป
- ทบทวนยอดคงเหลือแต่ละบัญชีหรือแต่ละหมวดทุกสิ้นปี
- ปรับสัดส่วนตามค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่มักเพิ่มขึ้นตามอายุ
- พูดคุยกับคนในครอบครัวที่เกี่ยวข้องก่อนปรับเปลี่ยนสัดส่วนสำคัญ
สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง
- อย่าใช้เงินสำรองฉุกเฉินปนกับเงินใช้จ่ายประจำวัน เพราะเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินจริงจะไม่มีเงินสำรองเหลือให้ใช้
- อย่าตั้งสัดส่วนตามตัวอย่างจากอินเทอร์เน็ตโดยไม่ปรับให้เข้ากับค่าใช้จ่ายจริงของตัวเอง เพราะแต่ละบ้านมีภาระต่างกันมาก
- อย่าเปิดบัญชีย่อยมากเกินไปจนจำไม่ได้ว่าบัญชีไหนไว้ใช้ทำอะไร เพราะจะยิ่งทำให้บริหารเงินยากขึ้น
- อย่าปล่อยให้ลูกหลานเข้าถึงบัญชีหลักได้โดยไม่มีการตกลงขอบเขตชัดเจนล่วงหน้า แม้จะไว้ใจกันก็ตาม
- อย่าละเลยการทบทวนสัดส่วนเมื่อรายจ่ายด้านสุขภาพเริ่มเพิ่มขึ้น เพราะเป็นหมวดที่มักเปลี่ยนแปลงเร็วที่สุดตามวัย
เมื่อใดควรขอความช่วยเหลือ
- หากสงสัยว่ามีธุรกรรมผิดปกติออกจากบัญชีโดยไม่ได้ทำเอง ควรติดต่อธนาคารผ่านเบอร์หลังบัตรทันที ไม่ใช่เบอร์ที่ได้รับผ่านข้อความหรือสาย
- หากพบว่าเงินไม่พอใช้ตามสัดส่วนที่วางไว้ติดต่อกันหลายเดือน ควรนัดพบนักวางแผนการเงินที่มีใบอนุญาตภายในสัปดาห์นั้นเพื่อทบทวนแผนทั้งหมด ไม่ควรปล่อยไว้จนเงินสำรองร่อยหรอ
- หากยังไม่แน่ใจว่าจะแบ่งเงินก้อนจากบำเหน็จอย่างไรให้ปลอดภัยในระยะยาว ควรปรึกษานักวางแผนการเงินก่อนตัดสินใจลงทุนในผลิตภัณฑ์ใดๆ อย่าตัดสินใจเพียงลำพังหรือเชื่อคำแนะนำจากคนที่ไม่มีใบอนุญาตวิชาชีพ
เช็กลิสต์สรุป
- รวบรวมรายรับรายจ่ายจริงย้อนหลังอย่างน้อยสามเดือนก่อนเลือกวิธี
- เลือกวิธีแบ่งเงินที่เหมาะกับลักษณะรายได้ของตัวเอง แบบสม่ำเสมอหรือแบบเงินก้อน
- กันเงินสำรองฉุกเฉินแยกต่างหากอย่างน้อยสามถึงหกเดือนของค่าใช้จ่าย
- ทดลองใช้วิธีที่เลือกเป็นเวลาสามเดือนก่อนตัดสินใจใช้ระยะยาว
- ตั้งการแจ้งเตือนเงินเข้าออกบัญชีผ่านแอปธนาคารเพื่อติดตามได้ทันที
- พูดคุยกับคนในครอบครัวที่เกี่ยวข้องกับการเงินก่อนปรับสัดส่วนสำคัญ
- นัดทบทวนสัดส่วนการแบ่งเงินอย่างน้อยปีละครั้ง
คำถามที่พบบ่อย
ต้องมีเงินสำรองฉุกเฉินเท่าไรถึงจะพอสำหรับคนหลังเกษียณ
โดยทั่วไปแนะนำให้กันเงินสำรองฉุกเฉินไว้อย่างน้อยสามถึงหกเดือนของค่าใช้จ่ายประจำ แต่ถ้ามีภาระสุขภาพที่ต้องดูแลต่อเนื่องหรือรายได้ไม่แน่นอน อาจพิจารณาเผื่อมากกว่านั้น ควรปรึกษานักวางแผนการเงินเพื่อประเมินตามสถานการณ์เฉพาะของตัวเอง
ถ้ามีทั้งบำนาญและเงินก้อนจากบำเหน็จ ควรใช้วิธีไหน
หลายคนใช้ผสมกัน คือใช้วิธีแยกบัญชีตามหมวดหรือกำหนดสัดส่วนสำหรับรายได้บำนาญที่เข้ามาสม่ำเสมอทุกเดือน ส่วนเงินก้อนจากบำเหน็จอาจนำมาจัดสรรตามวิธีถังเงินแยกต่างหาก เพื่อให้มีทั้งความมั่นคงรายเดือนและการเติบโตของเงินก้อนในระยะยาว
จำเป็นต้องเปิดบัญชีธนาคารหลายบัญชีจริงหรือไม่
ไม่จำเป็นเสมอไป ถ้าใช้วิธีกำหนดสัดส่วนเป็นเปอร์เซ็นต์ก็สามารถใช้บัญชีเดียวและจดบันทึกแยกหมวดในสมุดหรือแอปได้ การเปิดหลายบัญชีเหมาะกับคนที่ต้องการเห็นยอดคงเหลือแยกชัดเจนและมีวินัยในการโอนเงินสม่ำเสมอ
ควรให้ลูกหลานเข้ามาช่วยดูแลการแบ่งเงินหรือไม่
ขึ้นอยู่กับความสะดวกและความไว้วางใจของแต่ละครอบครัว หากต้องการให้ลูกหลานช่วยดูแล ควรตกลงขอบเขตให้ชัดเจนตั้งแต่ต้นว่าลูกหลานมีสิทธิ์เข้าถึงหรือทำธุรกรรมส่วนใดได้บ้าง และควรมีการสื่อสารอย่างเปิดเผยกับสมาชิกครอบครัวคนอื่นด้วยเพื่อป้องกันความเข้าใจผิด
ถ้าค่ารักษาพยาบาลเพิ่มขึ้นกะทันหัน ควรปรับสัดส่วนอย่างไร
ควรทบทวนสัดส่วนทันทีโดยไม่ต้องรอถึงรอบทบทวนประจำปี อาจต้องลดสัดส่วนหมวดที่ไม่จำเป็นเร่งด่วนลงชั่วคราวเพื่อเพิ่มให้หมวดสุขภาพ และควรตรวจสอบสิทธิ์สวัสดิการที่อาจช่วยลดภาระ เช่น สิทธิ์จากกรมกิจการผู้สูงอายุหรือสวัสดิการที่มีอยู่แล้ว
การแบ่งเงินแบบถังเงินเสี่ยงเกินไปหรือไม่สำหรับคนที่ไม่ถนัดเรื่องการลงทุน
ถังแรกที่ใช้ในหนึ่งถึงสองปีข้างหน้าควรเป็นเงินฝากหรือสินทรัพย์สภาพคล่องสูงที่ความเสี่ยงต่ำมาก ส่วนถังที่สองและสามที่มีความเสี่ยงมากขึ้นควรปรึกษานักวางแผนการเงินที่มีใบอนุญาตก่อนตัดสินใจ ไม่ควรจัดสรรเองโดยไม่มีความเข้าใจพื้นฐานเรื่องผลิตภัณฑ์การเงินนั้นๆ
สรุป
- ไม่มีวิธีแบ่งเงินใช้หลังเกษียณวิธีเดียวที่เหมาะกับทุกบ้าน ต้องเลือกตามลักษณะรายได้และความถนัดของตัวเอง
- แยกบัญชีตามหมวดเหมาะกับรายได้สม่ำเสมอ กำหนดสัดส่วนคงที่เหมาะกับรายได้ไม่แน่นอน และวิธีถังเงินเหมาะกับเงินก้อนที่ต้องใช้ยาว
- เงินสำรองฉุกเฉินและการทบทวนสัดส่วนอย่างสม่ำเสมอคือสิ่งที่ควรมีร่วมกันไม่ว่าจะเลือกวิธีใด
- หากไม่แน่ใจเรื่องการจัดสรรเงินก้อนขนาดใหญ่ ควรปรึกษานักวางแผนการเงินที่มีใบอนุญาตก่อนตัดสินใจ
แหล่งข้อมูล
- ข้อมูลสิทธิและสวัสดิการผู้สูงอายุ — กรมกิจการผู้สูงอายุ (ผส.) (เปิดในแท็บใหม่)(เข้าถึงเมื่อ 2026-08-30)
- แนวทางการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์อย่างปลอดภัย — สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) (เปิดในแท็บใหม่)(เข้าถึงเมื่อ 2026-08-30)
จัดทำโดยทีมกองบรรณาธิการสูงวัยไทย
เครื่องมือและคู่มือที่เกี่ยวข้อง
บทความที่เกี่ยวข้อง

วิธีจัดระเบียบเอกสารทรัพย์สินก่อนเกษียณให้ครบและหาเจอทันทีที่ต้องใช้
ขั้นตอนจัดระเบียบเอกสารทรัพย์สิน เช่น โฉนดที่ดิน กรมธรรม์ประกัน และสมุดบัญชี ก่อนเกษียณ ให้ครบถ้วนและหาเจอได้ทันทีเมื่อจำเป็นต้องใช้ พร้อมวิธีเก็บรักษาที่ปลอดภัย

ปกป้องเงินเกษียณจากมิจฉาชีพ เลือกวิธีป้องกันแบบไหนให้เหมาะกับสถานการณ์ครอบครัว
เปรียบเทียบทางเลือกในการปกป้องเงินเกษียณจากมิจฉาชีพ ทั้งบัญชีที่มีผู้ร่วมดูแล การให้ครอบครัวช่วยตรวจสอบ แอปแจ้งเตือนธุรกรรม และที่ปรึกษาการเงิน พร้อมวิธีเลือกให้เหมาะกับแต่ละครอบครัว

วิธีเริ่มคุยเรื่องเงินเกษียณกับลูกหลานโดยไม่ให้บรรยากาศอึดอัด เริ่มต้นอย่างไรให้คุยกันได้จริง
ขั้นตอนเริ่มบทสนทนาเรื่องเงินเกษียณกับลูกหลานอย่างเป็นธรรมชาติ ตั้งแต่การเลือกจังหวะเวลา วิธีเปิดประเด็น ไปจนถึงการรับมือเมื่อบทสนทนาเริ่มตึงเครียด สำหรับคนก่อนเกษียณที่อยากเริ่มคุยแต่ไม่รู้จะเริ่มอย่างไร