สูงวัยไทย

หูตึงในผู้สูงอายุ ควรตรวจการได้ยินที่ไหนก่อน โรงพยาบาลหรือคลินิก

เมื่อผู้สูงอายุเริ่มได้ยินไม่ชัด บทนี้เปรียบเทียบทางเลือกในการตรวจการได้ยิน ตั้งแต่การสังเกตอาการเอง ไปจนถึงพบแพทย์หูคอจมูก และแยกกรณีหูตึงเฉียบพลันที่ต้องรีบตรวจจากหูตึงตามวัยที่ค่อยเป็นค่อยไป

11 นาทีในการอ่าน

เผยแพร่เมื่อ 1 กันยายน 2026

Elderly man analyzing scent from a test tube, focused on fragrance.

รูปภาพโดย MART PRODUCTION / Pexels

ข้อจำกัดความรับผิดชอบทางการแพทย์

เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ ไม่สามารถใช้วินิจฉัย รักษา หรือป้องกันโรคได้ หากมีอาการผิดปกติหรือมีความเสี่ยง ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร

คำตอบสั้น ๆ

  • หูตึงที่ค่อยเป็นค่อยไปตามวัย (presbycusis) มักเริ่มจากการได้ยินเสียงแหลมลำบากขึ้น สามารถเริ่มจากตรวจการได้ยินกับหน่วยตรวจการได้ยินหรือโรงพยาบาลรัฐได้
  • ถ้าหูตึงเกิดขึ้นทันทีในหูข้างเดียวภายในไม่กี่วัน ถือเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องพบแพทย์หูคอจมูกโดยเร็วที่สุด ไม่ควรรอเกิน 2-3 วัน
  • ถ้าหูอื้อร่วมกับเวียนศีรษะรุนแรง หน้าเบี้ยว หรือพูดไม่ชัด ต้องโทร 1669 หรือไปห้องฉุกเฉินทันที เพราะอาจเกี่ยวข้องกับโรคหลอดเลือดสมอง
  • ปวดหูหรือมีน้ำไหลออกจากหู ควรพบแพทย์หูคอจมูกก่อนตรวจการได้ยิน เพราะอาจมีการติดเชื้อที่ต้องรักษาก่อน

เหมาะกับใคร

  • เหมาะกับผู้สูงอายุที่เริ่มสังเกตว่าฟังทีวีต้องเปิดเสียงดังขึ้น หรือฟังคนพูดไม่ชัดในที่มีเสียงรบกวน
  • เหมาะกับครอบครัวที่สังเกตเห็นสัญญาณหูตึงในผู้สูงอายุแต่ยังไม่แน่ใจว่าควรพาไปที่ไหนก่อน
  • เหมาะเป็นพิเศษกับกรณีที่ต้องแยกระหว่างหูตึงฉุกเฉินกับหูตึงตามวัยที่ค่อยเป็นค่อยไป
  • ไม่ใช่บทความสำหรับเลือกซื้อเครื่องช่วยฟัง ซึ่งมีบทความแยกต่างหากสำหรับเปรียบเทียบชนิดเครื่องช่วยฟัง

สิ่งที่ควรรู้

หูตึงตามวัยเกิดจากอะไร

ภาวะหูตึงตามวัย หรือ presbycusis เกิดจากเซลล์ขนในหูชั้นในเสื่อมลงตามอายุ มักเริ่มจากได้ยินเสียงแหลมหรือเสียงความถี่สูงลำบากขึ้นก่อน เช่น เสียงกระดิ่งหรือเสียงผู้หญิงและเด็กพูด

อาการนี้มักค่อยเป็นค่อยไปในหลายปี ต่างจากหูตึงเฉียบพลันที่เกิดขึ้นภายในไม่กี่วันซึ่งต้องรีบพบแพทย์

  • ฟังทีวีหรือวิทยุต้องเปิดเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ
  • ฟังไม่ชัดเวลาคุยในที่มีเสียงรบกวน เช่น ร้านอาหาร
  • ต้องขอให้คนอื่นพูดซ้ำบ่อยขึ้น

หูตึงฉับพลัน ต่างจากหูตึงตามวัยอย่างไร

หูตึงฉับพลันมักเกิดในหูข้างเดียวภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมงถึงไม่กี่วัน อาจมีเสียงอื้อในหูร่วมด้วย ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่ควรพบแพทย์หูคอจมูกโดยเร็วที่สุด เพราะการรักษาภายในช่วงเวลาที่เหมาะสมมีผลต่อโอกาสฟื้นตัวของการได้ยิน

ตรวจการได้ยินที่ไหนได้บ้าง

โรงพยาบาลรัฐหลายแห่งมีหน่วยตรวจการได้ยินโดยนักโสตสัมผัสวิทยา ซึ่งสามารถใช้สิทธิบัตรทองหรือสิทธิประกันสังคมได้ตามระบบส่งต่อ คลินิกเอกชนบางแห่งก็มีบริการตรวจการได้ยินโดยไม่ต้องรอคิวนาน แต่มีค่าใช้จ่ายเอง

หากสงสัยว่ามีปัญหาที่หูชั้นกลาง เช่น ปวดหู มีน้ำไหล หรือหูอื้อจากขี้หูอุดตัน ควรเริ่มจากพบแพทย์หูคอจมูกก่อนตรวจการได้ยิน เพื่อรักษาสาเหตุเบื้องต้นก่อน

โรคประจำตัวที่เกี่ยวข้องกับการได้ยิน

เบาหวานและความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ดี อาจส่งผลต่อหลอดเลือดที่เลี้ยงหูชั้นในและเพิ่มความเสี่ยงหูตึง การใช้ยาบางชนิดในปริมาณสูงต่อเนื่องก็อาจส่งผลต่อการได้ยินได้เช่นกัน จึงควรแจ้งประวัติยาและโรคประจำตัวทุกครั้งที่ตรวจ การใช้ยาหลายชนิดพร้อมกัน (polypharmacy) ในผู้สูงอายุยิ่งเพิ่มโอกาสที่จะมีผลข้างเคียงต่อหูโดยไม่รู้ตัว

หูตึงกระทบกิจวัตรประจำวันและความปลอดภัยอย่างไร

หูตึงที่ไม่ได้รับการแก้ไขส่งผลกระทบมากกว่าที่หลายคนคิด ตั้งแต่ไม่ได้ยินเสียงกริ่งประตูหรือเสียงเตือนภัยในบ้าน ไปจนถึงไม่ได้ยินรถที่ขับมาขณะเดินข้ามถนน ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงอุบัติเหตุในกิจวัตรประจำวัน

นอกจากนี้หูตึงยังเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผู้สูงอายุถอนตัวจากการเข้าสังคม เพราะรู้สึกเหนื่อยที่ต้องพยายามฟังตลอดเวลา ซึ่งอาจนำไปสู่ความรู้สึกโดดเดี่ยวได้หากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม

หูตึงที่ไม่ได้รับการแก้ไขเกี่ยวข้องกับความจำหรือไม่

งานศึกษาบางส่วนพบความเชื่อมโยงระหว่างหูตึงที่ไม่ได้รับการแก้ไขเป็นเวลานานกับความเสี่ยงด้านความจำและสมาธิที่ลดลงในผู้สูงอายุ เนื่องจากสมองต้องใช้พลังงานมากขึ้นในการพยายามฟังและตีความเสียง จนเหลือทรัพยากรน้อยลงสำหรับกระบวนการคิดอื่น

ข้อมูลนี้ไม่ได้หมายความว่าหูตึงเป็นสาเหตุโดยตรงของภาวะสมองเสื่อม แต่เป็นเหตุผลสำคัญอีกข้อที่สนับสนุนให้ตรวจและแก้ไขปัญหาการได้ยินตั้งแต่เนิ่นๆ แทนการปล่อยไว้เพราะคิดว่าเป็นเรื่องปกติของวัย

Close-up of a senior man with a beard and glasses, listening to music with headphones.

รูปภาพโดย Pavel Danilyuk / Pexels

ขั้นตอนที่ควรทำ

ขั้นที่ 1 สังเกตว่าเกิดขึ้นทันทีหรือค่อยเป็นค่อยไป

จดว่าหูตึงเกิดขึ้นข้างเดียวหรือสองข้าง เกิดทันทีภายในไม่กี่วันหรือค่อยเป็นค่อยไปในหลายเดือนถึงหลายปี ข้อมูลนี้ช่วยตัดสินใจว่าต้องรีบพบแพทย์แค่ไหน

ขั้นที่ 2 เลือกจุดหมายแรกตามความเร่งด่วน

หากค่อยเป็นค่อยไปไม่มีอาการปวดหรือน้ำไหล นัดตรวจการได้ยินกับหน่วยตรวจการได้ยินหรือโรงพยาบาลได้ตามปกติ หากเกิดขึ้นทันทีในหูข้างเดียว ให้รีบนัดพบแพทย์หูคอจมูกโดยเร็วที่สุด

  • ค่อยเป็นค่อยไป ไม่มีอาการอื่น -> นัดตรวจการได้ยินตามปกติ
  • เกิดทันทีในหูข้างเดียว -> พบแพทย์หูคอจมูกภายใน 2-3 วัน
  • ร่วมกับเวียนศีรษะรุนแรง หน้าเบี้ยว พูดไม่ชัด -> โทร 1669 ทันที

ขั้นที่ 3 เตรียมข้อมูลก่อนไปตรวจ

เตรียมประวัติโรคประจำตัว รายการยาที่ใช้ และตัวอย่างสถานการณ์ที่ได้ยินลำบาก เช่น ฟังทีวีต้องเปิดเสียงดังแค่ไหน เพื่อให้แพทย์ประเมินได้แม่นยำขึ้น

ขั้นที่ 4 ติดตามผลและวางแผนต่อ

หลังตรวจการได้ยินแล้ว หากพบว่ามีการสูญเสียการได้ยินระดับที่ควรใช้เครื่องช่วยฟัง แพทย์หรือนักโสตสัมผัสวิทยาจะแนะนำขั้นตอนถัดไป ซึ่งสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากบทความเปรียบเทียบชนิดเครื่องช่วยฟังโดยเฉพาะ

อุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับขั้นตอนข้างต้น

รายการนี้รวบรวมจากหมวดสินค้าที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์และไม่ใช่การรับรองคุณภาพสินค้า ควรอ่านเกณฑ์การเลือกในบทความก่อน แล้วค่อยเทียบรุ่นด้วยตัวเอง

ลิงก์สินค้าเป็นลิงก์พาร์ทเนอร์ (affiliate) เราอาจได้รับค่าคอมมิชชันเมื่อคุณซื้อผ่านลิงก์ โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม และค่าคอมมิชชันไม่มีผลต่อการคัดเลือกหรือลำดับที่แสดง อ่านนโยบายฉบับเต็ม

สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง

  • อย่าปล่อยหูตึงที่เกิดขึ้นทันทีในหูข้างเดียวไว้เกิน 2-3 วันโดยไม่พบแพทย์
  • อย่าใช้ไม้แคะหูหรือของแหลมแคะหูเองเพื่อพยายามแก้ปัญหาได้ยินไม่ชัด เพราะอาจทำให้หูชั้นนอกบาดเจ็บ
  • อย่าเข้าใจว่าหูตึงทุกกรณีเป็นเรื่องปกติของวัยเสมอไป บางกรณีเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องรีบรักษา
  • อย่าปรับเสียงทีวีหรือวิทยุดังขึ้นเรื่อยๆ แทนการไปตรวจการได้ยิน เพราะอาจรบกวนคนรอบข้างและไม่แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ

เมื่อใดควรขอความช่วยเหลือ

  • โทร 1669 หรือไปห้องฉุกเฉินทันที หากหูตึงเกิดขึ้นทันทีร่วมกับเวียนศีรษะรุนแรง หน้าเบี้ยว หรือพูดไม่ชัด
  • พบแพทย์หูคอจมูกภายใน 2-3 วัน หากหูตึงเกิดขึ้นทันทีในหูข้างเดียวโดยไม่มีอาการทางระบบประสาทอื่น
  • นัดตรวจภายในสัปดาห์นี้ หากมีปวดหูหรือมีน้ำไหลออกจากหูร่วมกับได้ยินไม่ชัด
  • นัดตรวจการได้ยินตามปกติ หากหูตึงค่อยเป็นค่อยไปตามวัยโดยไม่มีสัญญาณเตือนอื่น

เช็กลิสต์สรุป

  • จดว่าหูตึงเกิดขึ้นข้างเดียวหรือสองข้าง ทันทีหรือค่อยเป็นค่อยไป
  • สังเกตอาการร่วม เช่น เวียนศีรษะ ปวดหู หรือมีน้ำไหล
  • เตรียมประวัติโรคประจำตัวและรายการยาที่ใช้
  • สอบถามสิทธิการตรวจการได้ยินก่อนเดินทางไปโรงพยาบาล
  • จดตัวอย่างสถานการณ์ที่ได้ยินลำบากเพื่อแจ้งแพทย์
  • นัดติดตามผลตรวจการได้ยินตามที่แพทย์แนะนำ

คำถามที่พบบ่อย

หูตึงตามวัยเริ่มมีอาการแบบไหนก่อน

มักเริ่มจากได้ยินเสียงแหลมหรือเสียงความถี่สูงลำบากขึ้นก่อน เช่น เสียงกระดิ่งหรือเสียงผู้หญิงและเด็กพูด รวมถึงฟังไม่ชัดในที่มีเสียงรบกวน เช่น ร้านอาหารที่มีคนคุยกันหลายคน

หูตึงฉับพลันอันตรายแค่ไหน

หูตึงฉับพลันในหูข้างเดียวภายในไม่กี่วันถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่ควรพบแพทย์หูคอจมูกโดยเร็วที่สุด ไม่ควรรอเกิน 2-3 วัน เพราะการรักษาภายในช่วงเวลาที่เหมาะสมมีผลต่อโอกาสฟื้นตัวของการได้ยิน

ตรวจการได้ยินใช้สิทธิบัตรทองได้ไหม

โรงพยาบาลรัฐหลายแห่งมีหน่วยตรวจการได้ยินที่รับสิทธิบัตรทองตามระบบส่งต่อ ควรสอบถามหน่วยบริการตามสิทธิของตนเองก่อนว่าต้องมีใบส่งตัวหรือเอกสารอะไรเพิ่มเติมหรือไม่

หูอื้อร่วมกับเวียนศีรษะต้องรีบไปโรงพยาบาลไหม

หากหูอื้อร่วมกับเวียนศีรษะรุนแรง หน้าเบี้ยว หรือพูดไม่ชัด ต้องโทร 1669 หรือไปห้องฉุกเฉินทันที เพราะอาจเกี่ยวข้องกับโรคหลอดเลือดสมอง แต่ถ้าเวียนศีรษะเล็กน้อยไม่มีอาการอื่นร่วม ให้นัดพบแพทย์ภายในไม่กี่วัน

ใช้ไม้แคะหูช่วยให้ได้ยินชัดขึ้นได้ไหม

ไม่แนะนำ การใช้ไม้แคะหูหรือของแหลมแคะหูเองอาจดันขี้หูลึกเข้าไปอีกหรือทำให้หูชั้นนอกบาดเจ็บ หากสงสัยว่าขี้หูอุดตันทำให้ได้ยินไม่ชัด ควรให้แพทย์หรือพยาบาลนำออกอย่างถูกวิธีแทน

หูตึงเกี่ยวข้องกับยาที่ใช้ประจำไหม

ยาบางชนิดในปริมาณสูงต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อใช้ยาหลายชนิดพร้อมกัน (polypharmacy) อาจส่งผลต่อการได้ยินในบางคน หากสงสัยว่ายาที่ใช้อยู่เกี่ยวข้องกับอาการหูตึง ควรนำรายการยาไปปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรแทนการหยุดยาเอง

หูตึงทำให้เสี่ยงอุบัติเหตุมากขึ้นจริงหรือไม่ และหูตึงข้างเดียวต้องตรวจเหมือนหูตึงสองข้างหรือไม่

จริง หูตึงที่ไม่ได้รับการแก้ไขอาจทำให้ไม่ได้ยินเสียงเตือนภัยในบ้านหรือเสียงรถขณะเดินข้ามถนน ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงอุบัติเหตุในกิจวัตรประจำวัน การตรวจและแก้ไขปัญหาการได้ยินตั้งแต่เนิ่นๆ จึงมีผลต่อความปลอดภัยโดยตรง ไม่ใช่แค่เรื่องความสะดวกในการฟัง สำหรับหูตึงข้างเดียวควรตรวจเช่นเดียวกับหูตึงสองข้าง เพราะอาจบ่งชี้สาเหตุเฉพาะที่ต่างจากภาวะหูตึงตามวัย (presbycusis) ซึ่งมักเป็นทั้งสองข้างแบบค่อยเป็นค่อยไป หากอาการเกิดขึ้นข้างเดียวหรือเกิดขึ้นฉับพลัน ควรพบแพทย์เร็วกว่าปกติเพื่อแยกสาเหตุที่อาจต้องรักษาเร่งด่วนแทนการรอดูอาการเอง

สรุป

  • หูตึงตามวัยมักค่อยเป็นค่อยไปและเริ่มจากได้ยินเสียงแหลมลำบากขึ้น
  • หูตึงฉับพลันในหูข้างเดียวถือเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องพบแพทย์หูคอจมูกโดยเร็ว
  • การเลือกที่ตรวจขึ้นกับความเร่งด่วนของอาการและมีอาการร่วมอื่นหรือไม่
  • การตรวจการได้ยินตั้งแต่เนิ่นๆ ช่วยวางแผนดูแลได้ทันท่วงทีก่อนกระทบกิจวัตรประจำวันมากขึ้น

รายการนี้รวบรวมจากหมวดสินค้าที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์และไม่ใช่การรับรองคุณภาพสินค้า ควรอ่านเกณฑ์การเลือกในบทความก่อน แล้วค่อยเทียบรุ่นด้วยตัวเอง

ลิงก์สินค้าเป็นลิงก์พาร์ทเนอร์ (affiliate) เราอาจได้รับค่าคอมมิชชันเมื่อคุณซื้อผ่านลิงก์ โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม และค่าคอมมิชชันไม่มีผลต่อการคัดเลือกหรือลำดับที่แสดง อ่านนโยบายฉบับเต็ม

ดูหมวดอุปกรณ์ทั้งหมด

จัดทำโดยทีมกองบรรณาธิการสูงวัยไทย

เครื่องมือและคู่มือที่เกี่ยวข้อง

บทความที่เกี่ยวข้อง

หูตึงในผู้สูงอายุ สังเกตอย่างไร และเมื่อไรที่เป็นสัญญาณฉุกเฉิน
health-body

หูตึงในผู้สูงอายุ สังเกตอย่างไร และเมื่อไรที่เป็นสัญญาณฉุกเฉิน

หูตึงตามวัยหรือ presbycusis เกิดขึ้นทีละน้อยจนหลายครอบครัวไม่ทันสังเกต แนวทางแยกหูตึงตามวัยจากหูดับเฉียบพลันที่เป็นภาวะฉุกเฉิน พร้อมวิธีดูแลและสื่อสารกับผู้สูงอายุที่ได้ยินลดลง

อัปเดตล่าสุด 5 สิงหาคม 2026อ่าน 11 นาที
6 ข้อผิดพลาดในการดูแลผู้สูงอายุหูตึงที่ครอบครัวมักไม่รู้ตัว
health-body

6 ข้อผิดพลาดในการดูแลผู้สูงอายุหูตึงที่ครอบครัวมักไม่รู้ตัว

ตั้งแต่การใช้คัตตอนบัดแคะหูไปจนถึงการปล่อยหูดับเฉียบพลันไว้เพราะคิดว่าเป็นแค่หูตึงตามวัย ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการดูแลผู้สูงอายุที่มีปัญหาการได้ยิน พร้อมวิธีแก้ไขที่ปลอดภัยกว่า

อัปเดตล่าสุด 5 สิงหาคม 2026อ่าน 11 นาที
สังเกตว่าพ่อแม่หูตึงแล้ว ควรทำอะไรก่อนหลังใน 30 วันแรก
health-body

สังเกตว่าพ่อแม่หูตึงแล้ว ควรทำอะไรก่อนหลังใน 30 วันแรก

ลำดับขั้นตอนที่ควรทำหลังสังเกตว่าผู้สูงอายุในบ้านเริ่มหูตึง ตั้งแต่ตัดสาเหตุที่แก้ได้ง่ายออกก่อน ไปจนถึงปรับการสื่อสารในบ้านระหว่างรอผลตรวจ

อัปเดตล่าสุด 6 สิงหาคม 2026อ่าน 11 นาที