สูงวัยไทย

ตรวจผิวหนังผู้สูงอายุติดเตียงพลาดจุดไหนบ้าง กว่าจะรู้ตัวแผลกดทับก็ลุกลาม

ข้อผิดพลาดที่ครอบครัวมักทำเวลาสังเกตผิวหนังผู้สูงอายุติดเตียง ตั้งแต่จุดที่มองข้าม เวลาที่ควรตรวจ ไปจนถึงสัญญาณที่ต้องรีบพาไปพบแพทย์

14 นาทีในการอ่าน

ตรวจสอบล่าสุด 3 สิงหาคม 2026

A woman provides comfort to an elderly man lying in bed, showcasing caregiving and family support.

รูปภาพโดย Yaroslav Shuraev / Pexels

ข้อจำกัดความรับผิดชอบทางการแพทย์

เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ ไม่สามารถใช้วินิจฉัย รักษา หรือป้องกันโรคได้ หากมีอาการผิดปกติหรือมีความเสี่ยง ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร

คำตอบสั้น ๆ

  • จุดที่ครอบครัวพลาดบ่อยที่สุดคือการตรวจผิวหนังเฉพาะตอนอาบน้ำ ทั้งที่จุดเสี่ยงแผลกดทับอย่างก้นกบ สะโพก ส้นเท้า และท้ายทอย ต้องถูกมองและสัมผัสอย่างน้อยวันละครั้งโดยเฉพาะในผู้สูงอายุที่พลิกตัวเองไม่ได้หรือได้น้อย
  • แผลกดทับระยะแรกมักไม่ใช่แผล แต่เป็นรอยแดงที่กดแล้วไม่จางภายใน 15-30 นาที ถ้าครอบครัวรอจนเห็นแผลเปิดจึงเริ่มดูแล มักหมายความว่าเนื้อเยื่อใต้ผิวหนังเสียหายไปก่อนหน้านั้นแล้ว
  • การพลิกตัวผู้สูงอายุติดเตียงทุก 2 ชั่วโมงเป็นหลักทั่วไปที่ใช้ได้กับคนส่วนใหญ่ แต่ผู้ที่ตัวผอมมาก มีภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อยตามวัย หรือผิวบางลงมาก อาจต้องพลิกถี่กว่านั้น ควรให้พยาบาลหรือนักกายภาพบำบัดประเมินความถี่ที่เหมาะกับแต่ละคน
  • หากพบแผลที่มีของเหลวขุ่นเหม็น ผิวรอบแผลร้อนบวมขยายวงเร็ว หรือผู้สูงอายุมีไข้ร่วมกับซึมลงหรือสับสนเฉียบพลัน ต้องติดต่อสถานพยาบาลทันทีในวันเดียวกัน ไม่ควรรอดูอาการต่อเอง

เหมาะกับใคร

  • เหมาะกับผู้ดูแลและลูกหลานที่ดูแลผู้สูงอายุติดเตียงหรือผู้ที่ลุกนั่งเองได้จำกัดที่บ้าน ไม่ว่าจะดูแลเองทั้งหมดหรือมีผู้ดูแลผลัดเปลี่ยนหลายคน
  • เหมาะกับครอบครัวที่เพิ่งรับผู้สูงอายุกลับจากโรงพยาบาลและต้องเริ่มดูแลผิวหนังที่บ้านเป็นครั้งแรก
  • ไม่ใช่คำแนะนำสำหรับการรักษาแผลกดทับที่เกิดขึ้นแล้ว การทำแผล การเลือกวัสดุปิดแผล หรือการประเมินระยะความรุนแรงของแผล ซึ่งต้องให้พยาบาลหรือแพทย์เป็นผู้ประเมินและวางแผนรักษาโดยตรง

สิ่งที่ควรรู้

พลาดที่ 1: ตรวจผิวหนังเฉพาะตอนอาบน้ำ ไม่ตรวจตอนอื่นเลย

ครอบครัวจำนวนมากคิดว่าการอาบน้ำวันละครั้งเพียงพอสำหรับการเห็นผิวหนังทุกจุด แต่ในความเป็นจริง ช่วงอาบน้ำมักเป็นช่วงที่รีบเร่งที่สุด เพราะผู้สูงอายุอาจหนาวหรือเหนื่อยจากการเคลื่อนย้ายตัว ทำให้ผู้ดูแลมองผ่านจุดที่มองเห็นยากอย่างก้นกบ สะโพกทั้งสองข้าง ส้นเท้า ข้อเท้าด้านนอก และท้ายทอยไปอย่างรวดเร็ว

จุดที่ควรตรวจเพิ่มคือช่วงเปลี่ยนผ้าอ้อมหรือเปลี่ยนท่านอน เพราะเป็นเวลาที่ผิวหนังถูกเปิดออกอยู่แล้วโดยไม่ต้องเสียเวลาจัดท่าเพิ่ม การใช้จังหวะที่มีอยู่แล้วในกิจวัตรประจำวัน หรือที่เรียกว่า ADL (กิจวัตรพื้นฐานอย่างการกิน อาบน้ำ แต่งตัว เข้าห้องน้ำ และเคลื่อนย้ายตัว) ช่วยให้ตรวจผิวหนังได้บ่อยขึ้นโดยไม่เพิ่มภาระผู้ดูแลมากนัก

  • ตรวจผิวหนังทุกครั้งที่เปลี่ยนผ้าอ้อมหรือเปลี่ยนท่านอน ไม่ใช่รอถึงเวลาอาบน้ำ
  • ใช้แสงไฟที่สว่างพอ ไม่ตรวจในที่มืดหรือแสงเงาบัง
  • สัมผัสด้วยหลังมือเบา ๆ เพื่อรู้สึกถึงความร้อนผิดปกติ ไม่ใช่มองอย่างเดียว

พลาดที่ 2: รอให้เห็นแผลก่อนจึงเริ่มสนใจ ทั้งที่รอยแดงคือสัญญาณเตือนแรก

หลายครอบครัวเข้าใจว่าผิวหนังต้อง “เป็นแผล” ก่อนถึงจะเรียกว่ามีปัญหา แต่แผลกดทับระยะแรกมักแสดงออกเป็นเพียงรอยแดงหรือรอยคล้ำบนผิวที่ไม่จางหายเมื่อกดแล้วปล่อย ต่างจากรอยแดงปกติที่กดแล้วจะซีดลงชั่วครู่แล้วกลับมาแดงใหม่ วิธีทดสอบง่าย ๆ คือใช้นิ้วกดเบา ๆ บนรอยแดงนาน 3 วินาทีแล้วปล่อย ถ้ารอยยังแดงอยู่ไม่จางภายในเวลาสั้น ๆ ควรถือว่าเป็นสัญญาณเตือนที่ต้องจัดการทันที ไม่ใช่รอดูเฉย ๆ

เหตุผลที่จุดนี้สำคัญคือ ผิวหนังผู้สูงอายุมีการเปลี่ยนแปลงตามวัยอยู่แล้ว เช่น ผิวบางลง ความยืดหยุ่นของผิวหรือ skin turgor ลดลง ไขมันใต้ผิวหนังบางลง ทำให้แรงกดทับจากการนอนนิ่งนานส่งผลถึงเนื้อเยื่อชั้นลึกได้เร็วกว่าคนวัยหนุ่มสาวมาก การรอจนเห็นแผลเปิดจึงมักหมายความว่าความเสียหายใต้ผิวหนังเกิดขึ้นมาก่อนหน้านั้นแล้วหลายวัน

  • ทดสอบรอยแดงด้วยการกดเบา ๆ 3 วินาทีแล้วปล่อย ถ้ารอยไม่จางให้ถือเป็นสัญญาณเตือน
  • จดตำแหน่ง ขนาด และวันที่พบรอยแดงทุกครั้งเพื่อเปรียบเทียบความเปลี่ยนแปลง
  • ลดแรงกดทับที่จุดนั้นทันทีด้วยการปรับท่าหรือใช้หมอนรองรับ ไม่ใช่รอให้หายเอง

พลาดที่ 3: พลิกตัวตามความสะดวกของผู้ดูแล ไม่ใช่ตามความเสี่ยงของผู้สูงอายุ

การพลิกตัวทุก 2 ชั่วโมงเป็นแนวทางทั่วไปที่ใช้อ้างอิงได้ในหลายกรณี แต่ในทางปฏิบัติ ผู้ดูแลหลายคนพลิกตัวตามความสะดวกของตัวเอง เช่น พลิกเฉพาะตอนตื่นมาทำธุระกลางคืนพอดี หรือข้ามช่วงกลางคืนไปเพราะกลัวปลุกผู้สูงอายุ ทั้งที่ช่วงกลางคืนเป็นช่วงที่นอนนิ่งนานที่สุดและเสี่ยงมากที่สุด

ผู้สูงอายุที่มีภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อยตามวัยหรือ sarcopenia ตัวผอมมาก น้ำหนักตัวน้อย หรือมีประวัติแผลกดทับมาก่อน ควรได้รับการประเมินความถี่การพลิกตัวที่เหมาะกับตัวเองโดยเฉพาะจากพยาบาลหรือนักกายภาพบำบัด เพราะบางคนอาจต้องพลิกถี่กว่าทุก 2 ชั่วโมง ขณะที่บางคนที่ใช้ที่นอนลดแรงกดทับอาจเว้นระยะได้นานขึ้นตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ ไม่มีตัวเลขตายตัวที่ใช้ได้กับทุกคนเหมือนกันหมด

  • จัดตารางพลิกตัวให้ครอบคลุมกลางคืนด้วย ไม่ใช่เฉพาะเวลากลางวัน
  • ขอให้พยาบาลหรือนักกายภาพบำบัดประเมินความถี่ที่เหมาะกับสภาพร่างกายจริง
  • ใช้หมอนหรือแผ่นรองที่เหมาะสมรองรับจุดกระดูกที่ยื่น เช่น ก้นกบ สะโพก ส้นเท้า และตาตุ่ม

พลาดที่ 4: มองข้ามปัจจัยแฝงอย่างความชื้น โภชนาการ และยา

ครอบครัวส่วนใหญ่มุ่งความสนใจไปที่การพลิกตัวเพียงอย่างเดียว แต่ความชื้นที่ผิวหนังจากเหงื่อหรือปัสสาวะที่ค้างอยู่นานทำให้ผิวเปื่อยและเสี่ยงเป็นแผลได้ง่ายกว่าผิวแห้งมาก การเปลี่ยนผ้าอ้อมหรือผ้าปูที่นอนช้าเกินไปจึงเป็นอีกจุดที่ทำให้แผลกดทับเกิดเร็วกว่าที่ควร

ด้านโภชนาการ ผู้สูงอายุที่กินได้น้อยหรือมีน้ำหนักลดโดยไม่ตั้งใจ มักมีผิวหนังที่บอบบางและซ่อมแซมตัวเองช้ากว่าคนที่ได้รับสารอาหารเพียงพอ ส่วนเรื่องยา ยาบางกลุ่มที่ทำให้ง่วงซึมหรือลดความรู้สึกตัวจากความเจ็บปวด อาจทำให้ผู้สูงอายุไม่ขยับตัวเองตามธรรมชาติเมื่อรู้สึกไม่สบายจากการนอนนิ่งนาน ซึ่งเป็นกลไกป้องกันตามธรรมชาติที่ร่างกายคนปกติมีอยู่ ควรให้แพทย์หรือเภสัชกรทบทวนรายการยาทั้งหมดหากสงสัยว่ายาที่ใช้อยู่มีผลต่อความรู้สึกตัวหรือการเคลื่อนไหว

  • เปลี่ยนผ้าอ้อมหรือผ้าปูที่นอนทันทีที่เปียกชื้น ไม่รอให้ครบรอบเวลา
  • สังเกตปริมาณอาหารและน้ำหนักตัวของผู้สูงอายุอย่างสม่ำเสมอ
  • นำรายการยาทั้งหมดไปให้แพทย์หรือเภสัชกรทบทวนหากสงสัยว่ายามีผลต่อความง่วงหรือการเคลื่อนไหว
Caregivers supporting an elderly man lying in bed, providing assistance and comfort.

รูปภาพโดย Kampus Production / Pexels

ขั้นตอนที่ควรทำ

ตั้งจุดตรวจผิวหนังให้ครบทุกวัน

กำหนดจุดที่ต้องตรวจให้ชัดเจนล่วงหน้า แทนที่จะอาศัยความจำของผู้ดูแลแต่ละคน เพราะเมื่อผลัดเปลี่ยนคนดูแลหลายคน แต่ละคนอาจตรวจไม่เหมือนกัน

  • ก้นกบและกระดูกสะโพกทั้งสองข้าง
  • ส้นเท้า ตาตุ่มด้านนอก และข้อเท้า
  • ท้ายทอยและใบหูสำหรับผู้ที่นอนตะแคงหรือใช้อุปกรณ์ช่วยหายใจ
  • หัวไหล่และข้อศอกสำหรับผู้ที่นอนตะแคงบ่อย

จดบันทึกทุกครั้งที่พบความผิดปกติ

การจดบันทึกช่วยให้เห็นความเปลี่ยนแปลงที่ตาเปล่าอาจมองข้ามไป และเป็นข้อมูลสำคัญที่พยาบาลหรือแพทย์ต้องการเมื่อประเมินอาการ

  • จดวันที่ ตำแหน่ง ขนาด และลักษณะของรอยแดงหรือแผลทุกครั้งที่พบ
  • ถ่ายภาพประกอบในมุมและระยะเดียวกันเพื่อเปรียบเทียบความเปลี่ยนแปลง
  • บันทึกความถี่การพลิกตัวจริงเทียบกับตารางที่วางไว้

แจ้งผู้เชี่ยวชาญก่อนที่รอยแดงจะกลายเป็นแผล

อย่ารอจนแผลเปิดจึงติดต่อพยาบาลหรือแพทย์ เพราะการแทรกแซงตั้งแต่ระยะรอยแดงมีโอกาสป้องกันแผลกดทับได้ดีกว่าการรักษาแผลที่เปิดแล้วมาก

  • ติดต่อพยาบาลผู้ดูแลต่อเนื่องหรือคลินิกใกล้บ้านทันทีที่พบรอยแดงที่กดแล้วไม่จาง
  • เตรียมภาพถ่ายและบันทึกที่จดไว้ไปให้ผู้เชี่ยวชาญดูประกอบ
  • สอบถามอุปกรณ์ลดแรงกดทับที่เหมาะกับสภาพร่างกาย เช่น ที่นอนลมหรือหมอนรองเฉพาะจุด

สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง

  • ตรวจผิวหนังเฉพาะตอนอาบน้ำเพียงครั้งเดียวต่อวัน โดยไม่ใช้ช่วงเปลี่ยนผ้าอ้อมหรือเปลี่ยนท่านอนเป็นโอกาสตรวจเพิ่ม
  • รอให้เห็นแผลเปิดก่อนจึงเริ่มสนใจ ทั้งที่รอยแดงกดแล้วไม่จางคือสัญญาณเตือนที่ต้องจัดการทันที
  • ปล่อยให้ผ้าอ้อมหรือผ้าปูที่นอนเปียกชื้นค้างไว้นานเกินไปเพราะรอถึงรอบเวลาที่กำหนด
  • พลิกตัวตามความสะดวกของผู้ดูแลโดยไม่ประเมินความเสี่ยงเฉพาะบุคคล โดยเฉพาะการข้ามช่วงกลางคืน
  • นวดหรือถูแรงบริเวณรอยแดงเพื่อ “กระตุ้นเลือด” ซึ่งอาจทำให้เนื้อเยื่อที่เสียหายอยู่แล้วแย่ลง

เมื่อใดควรขอความช่วยเหลือ

  • โทร 1669 หรือรีบไปห้องฉุกเฉินทันที หากแผลมีของเหลวขุ่นเหม็นร่วมกับไข้และผู้สูงอายุซึมลงหรือสับสนเฉียบพลันซึ่งอาจเป็นอาการแสดงไม่ตรงแบบของการติดเชื้อในผู้สูงอายุ ไม่ใช่แค่ “อ่อนเพลียตามวัย”
  • ติดต่อสถานพยาบาลภายในวันเดียวกัน หากผิวรอบแผลบวมแดงร้อนขยายวงอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่ชั่วโมง หรือแผลมีเลือดออกมากผิดปกติ
  • นัดพบแพทย์หรือพยาบาลผู้ดูแลต่อเนื่องภายในสัปดาห์นี้ หากพบรอยแดงที่กดแล้วไม่จางซ้ำในตำแหน่งเดิม หรือแผลที่มีอยู่ไม่มีแนวโน้มดีขึ้นภายในไม่กี่วัน
  • ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเมื่อสงสัยว่ายาที่ใช้อยู่ทำให้ผู้สูงอายุง่วงซึมจนไม่ขยับตัวเองตามธรรมชาติ
  • เฝ้าสังเกตและจดบันทึกไว้คุยกับพยาบาลในนัดถัดไป หากพบรอยแดงเล็กน้อยที่จางหายภายในเวลาสั้นหลังลดแรงกด ไม่ต้องตื่นตระหนก แต่ควรบันทึกตำแหน่งไว้เพื่อเฝ้าระวังต่อ

เช็กลิสต์สรุป

  • กำหนดจุดตรวจผิวหนังให้ครบ ก้นกบ สะโพก ส้นเท้า ตาตุ่ม ท้ายทอย และหัวไหล่
  • ตรวจผิวหนังทุกครั้งที่เปลี่ยนผ้าอ้อมหรือเปลี่ยนท่านอน ไม่รอถึงเวลาอาบน้ำ
  • ทดสอบรอยแดงด้วยการกดเบา ๆ 3 วินาทีแล้วสังเกตว่าจางหรือไม่
  • จัดตารางพลิกตัวให้ครอบคลุมกลางคืน และขอผู้เชี่ยวชาญประเมินความถี่ที่เหมาะสม
  • จดวันที่ ตำแหน่ง และลักษณะทุกครั้งที่พบความผิดปกติ พร้อมถ่ายภาพประกอบ
  • เปลี่ยนผ้าอ้อมหรือผ้าปูที่นอนทันทีเมื่อเปียกชื้น
  • นำรายการยาไปให้แพทย์หรือเภสัชกรทบทวนหากสงสัยว่ามีผลต่อความง่วงหรือการเคลื่อนไหว
  • ติดต่อพยาบาลหรือแพทย์ทันทีที่พบรอยแดงกดแล้วไม่จาง อย่ารอให้เป็นแผล

คำถามที่พบบ่อย

รอยแดงจากแผลกดทับต่างจากรอยแดงทั่วไปอย่างไร

รอยแดงทั่วไปจากการนอนทับเป็นเวลาสั้น เมื่อกดเบา ๆ แล้วปล่อยจะซีดลงชั่วครู่แล้วกลับมาแดงใหม่ ส่วนรอยแดงที่เป็นสัญญาณเริ่มต้นของแผลกดทับจะไม่จางลงเมื่อกด และมักอยู่ตรงตำแหน่งกระดูกที่ยื่นออกมา เช่น ก้นกบหรือสะโพก หากไม่แน่ใจควรให้พยาบาลหรือแพทย์ประเมินแทนการสรุปเอง

ต้องพลิกตัวผู้สูงอายุติดเตียงทุกกี่ชั่วโมงถึงจะปลอดภัย

แนวทางทั่วไปมักแนะนำทุก 2 ชั่วโมง แต่ความถี่ที่เหมาะสมจริงขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัว สภาพผิวหนัง ประวัติแผลกดทับเดิม และชนิดของที่นอนที่ใช้ ควรให้พยาบาลหรือนักกายภาพบำบัดประเมินและกำหนดตารางเฉพาะบุคคล ไม่ควรยึดตัวเลขเดียวกับทุกคน

ใช้แป้งหรือโลชั่นทาบริเวณที่มีรอยแดงช่วยได้จริงหรือไม่

การทาแป้งหรือโลชั่นไม่สามารถแก้ปัญหาที่ต้นเหตุคือแรงกดทับได้ และแป้งบางชนิดอาจสะสมความชื้นจนทำให้ผิวระคายเคืองมากขึ้น สิ่งสำคัญกว่าคือการลดแรงกดที่จุดนั้นทันทีและให้พยาบาลหรือแพทย์ประเมิน ไม่ควรใช้ผลิตภัณฑ์ใดทดแทนการลดแรงกด

ผู้สูงอายุที่นอนโรงพยาบาลนานแล้วกลับบ้าน ต้องเริ่มดูแลผิวหนังอย่างไรเป็นพิเศษ

ควรสอบถามพยาบาลก่อนออกจากโรงพยาบาลว่ามีรอยแดงหรือแผลอยู่แล้วหรือไม่ และมีตารางพลิกตัวหรืออุปกรณ์ลดแรงกดที่ใช้อยู่แบบใด เพื่อสานต่อการดูแลที่บ้านให้สอดคล้องกัน แทนที่จะเริ่มนับหนึ่งใหม่โดยไม่มีข้อมูลเดิม

ที่นอนลมหรือที่นอนลดแรงกดทับจำเป็นสำหรับทุกคนหรือไม่

ไม่จำเป็นสำหรับทุกคน อุปกรณ์ชนิดนี้ช่วยลดความเสี่ยงในผู้ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ตัวผอมมาก มีประวัติแผลกดทับ หรือพลิกตัวเองไม่ได้เลย แต่ไม่ทดแทนการพลิกตัวและการตรวจผิวหนังสม่ำเสมอ ควรปรึกษาพยาบาลหรือนักกายภาพบำบัดว่าจำเป็นกับผู้สูงอายุในบ้านหรือไม่ก่อนตัดสินใจซื้อ

ถ้าผู้ดูแลหลายคนผลัดกันดูแล จะทำอย่างไรให้ตรวจผิวหนังไม่ตกหล่น

ควรมีสมุดหรือระบบบันทึกกลางที่ทุกคนเข้าถึงได้ ระบุตำแหน่งที่ต้องตรวจ เวลาที่พลิกตัวล่าสุด และรอยแดงหรือแผลที่พบ เพื่อให้ผู้ดูแลคนถัดไปเห็นข้อมูลต่อเนื่อง ไม่ต้องเริ่มสังเกตใหม่ทุกครั้งที่ผลัดเวร

แผลกดทับที่เริ่มมีรอยแดงแล้ว หายเองได้โดยไม่ต้องพบแพทย์หรือไม่

หากลดแรงกดทับได้ทันทีตั้งแต่ระยะรอยแดง โอกาสที่ผิวจะฟื้นตัวเองมีอยู่ แต่ควรแจ้งพยาบาลหรือแพทย์ทราบไว้เสมอเพื่อประเมินและติดตาม เพราะบางกรณีความเสียหายใต้ผิวหนังอาจลึกกว่าที่มองเห็นจากภายนอก ไม่ควรตัดสินใจว่าปลอดภัยแล้วด้วยตัวเองเพียงลำพัง

สรุป

  • ความผิดพลาดส่วนใหญ่เรื่องผิวหนังผู้สูงอายุติดเตียงไม่ได้เกิดจากความละเลย แต่เกิดจากการตรวจไม่ครบจุด ไม่ครบเวลา และรอจนเห็นแผลก่อนจึงลงมือ
  • รอยแดงที่กดแล้วไม่จางคือสัญญาณเตือนที่สำคัญที่สุด และเป็นจุดที่ป้องกันได้ง่ายกว่าการรักษาแผลที่เปิดแล้วมาก
  • ความถี่ในการพลิกตัวและวิธีดูแลผิวหนังไม่มีสูตรเดียวที่ใช้ได้กับทุกคน ควรให้พยาบาลหรือนักกายภาพบำบัดประเมินตามสภาพร่างกายจริง
  • การจดบันทึกอย่างสม่ำเสมอช่วยให้ครอบครัวเห็นความเปลี่ยนแปลงเร็วขึ้น และเป็นข้อมูลสำคัญเมื่อต้องปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ

จัดทำโดยทีมกองบรรณาธิการสูงวัยไทย

เครื่องมือและคู่มือที่เกี่ยวข้อง