สูงวัยไทย
เมื่อคุยกับผู้สูงอายุในบ้านไม่รู้เรื่อง ควรหาใครช่วยไกล่เกลี่ยดี
พิมพ์เมื่อ 15 กันยายน 2026
เมื่อคุยกับผู้สูงอายุในบ้านไม่รู้เรื่อง ควรหาใครช่วยไกล่เกลี่ยดี
เทียบตัวเลือกคนกลางที่ช่วยไกล่เกลี่ยเมื่อครอบครัวคุยเรื่องดูแลผู้สูงอายุไม่ลงตัว ทั้งนักสังคมสงเคราะห์ นักจิตวิทยาครอบครัว และเจ้าหน้าที่ในระบบสาธารณสุข พร้อมเกณฑ์เลือกให้เหมาะกับสถานการณ์
เผยแพร่เมื่อ 1 กันยายน 2026

รูปภาพโดย Pavel Danilyuk / Pexels
ข้อจำกัดความรับผิดชอบทางการแพทย์
เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ ไม่สามารถใช้วินิจฉัย รักษา หรือป้องกันโรคได้ หากมีอาการผิดปกติหรือมีความเสี่ยง ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร
คำตอบสั้น ๆ
- เมื่อครอบครัวคุยเรื่องดูแลผู้สูงอายุไม่ลงตัวจนกลายเป็นความขัดแย้ง มีคนกลางให้เลือกหลักสามกลุ่ม คือ นักสังคมสงเคราะห์ในโรงพยาบาลหรือเทศบาล นักจิตวิทยาหรือนักบำบัดครอบครัวเอกชน และเจ้าหน้าที่ในระบบสาธารณสุขอย่างอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน
- เกณฑ์เลือกหลักคือ ลักษณะความขัดแย้ง ค่าใช้จ่ายที่รับไหว และความเร่งด่วนของสถานการณ์ ความขัดแย้งเรื่องการเงินหรือสิทธิ์ตามกฎหมายอาจต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางมากกว่าความขัดแย้งเรื่องความรู้สึกทั่วไป
- นักสังคมสงเคราะห์ในโรงพยาบาลมักไม่มีค่าใช้จ่ายและเข้าถึงง่ายที่สุดสำหรับครอบครัวที่ใช้สิทธิ์รักษาอยู่แล้ว ส่วนนักจิตวิทยาหรือนักบำบัดครอบครัวเอกชนเหมาะกับกรณีที่ความขัดแย้งฝังลึกและต้องการเวลาทำงานร่วมกันต่อเนื่อง
- หากความขัดแย้งในครอบครัวรุนแรงถึงขั้นมีการใช้คำพูดข่มขู่หรือกระทบความปลอดภัยของผู้สูงอายุ นั่นเกินกว่าการไกล่เกลี่ยทั่วไป ควรแจ้งหน่วยงานคุ้มครองสิทธิ์ผู้สูงอายุหรือตำรวจทันที
เหมาะกับใคร
- เหมาะกับครอบครัวที่คุยเรื่องดูแลผู้สูงอายุกันเองแล้วไม่คืบหน้า หรือจบด้วยการทะเลาะทุกครั้ง
- เหมาะกับพี่น้องที่มีความเห็นต่างกันมากเรื่องวิธีดูแลพ่อแม่ เช่น จะให้อยู่บ้านหรือย้ายไปสถานดูแล
- เหมาะกับผู้สูงอายุที่รู้สึกว่าตัวเองไม่ถูกรับฟังในการตัดสินใจเรื่องชีวิตของตัวเอง และต้องการคนกลางช่วยสื่อสาร
- ไม่ครอบคลุมกรณีมีการทำร้ายร่างกายหรือละเมิดสิทธิ์ผู้สูงอายุอย่างชัดเจน กรณีนั้นต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือหน่วยงานคุ้มครองสิทธิ์ทันที ไม่ใช่รอการไกล่เกลี่ย
สิ่งที่ควรรู้
นักสังคมสงเคราะห์: เข้าถึงง่าย เชื่อมโยงสิทธิ์และบริการได้
นักสังคมสงเคราะห์ประจำโรงพยาบาลหรือสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ในแต่ละจังหวัด มีบทบาทช่วยไกล่เกลี่ยความขัดแย้งในครอบครัวควบคู่กับการให้ข้อมูลสิทธิ์สวัสดิการที่ผู้สูงอายุควรได้รับ เช่น เบี้ยยังชีพหรือบริการดูแลที่บ้าน
ข้อดีคือส่วนใหญ่ไม่มีค่าใช้จ่ายและเข้าถึงได้ผ่านโรงพยาบาลรัฐที่ผู้สูงอายุใช้สิทธิ์รักษาอยู่แล้ว เหมาะกับครอบครัวที่ต้องการทั้งการไกล่เกลี่ยและข้อมูลบริการช่วยเหลือไปพร้อมกัน
นักจิตวิทยา/นักบำบัดครอบครัว: เหมาะกับความขัดแย้งที่ฝังลึก
หากความขัดแย้งในครอบครัวมีรากมาจากความสัมพันธ์เก่าที่สะสมมานาน เช่น ความรู้สึกลำเอียงระหว่างพี่น้อง นักจิตวิทยาหรือนักบำบัดครอบครัวที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางจะช่วยคลี่คลายได้ลึกกว่าการไกล่เกลี่ยทั่วไป
ข้อจำกัดคือมีค่าใช้จ่ายและอาจต้องนัดต่อเนื่องหลายครั้งกว่าจะเห็นผล จึงเหมาะกับครอบครัวที่มีความพร้อมด้านเวลาและงบประมาณ
เจ้าหน้าที่ในระบบสาธารณสุขชุมชน: ใกล้ชิดและรู้จักครอบครัวดี
อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านหรือเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล มักรู้จักครอบครัวและผู้สูงอายุในพื้นที่เป็นอย่างดี เหมาะกับการช่วยไกล่เกลี่ยความขัดแย้งเรื่องการดูแลประจำวันที่ไม่ซับซ้อนมาก
ข้อจำกัดคือบทบาทหลักไม่ใช่การให้คำปรึกษาเชิงจิตวิทยา จึงเหมาะเป็นจุดเริ่มต้นมากกว่าทางออกสุดท้ายสำหรับความขัดแย้งที่ซับซ้อน
เมื่อไหร่ที่ต้องข้ามการไกล่เกลี่ยไปหาหน่วยงานคุ้มครองสิทธิ์
หากความขัดแย้งเกี่ยวข้องกับการแย่งชิงทรัพย์สินโดยไม่ชอบธรรม การกักขังหรือจำกัดสิทธิ์ผู้สูงอายุ หรือมีความเสี่ยงถูกทำร้าย ต้องแจ้งสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์หรือตำรวจทันที ไม่ใช่พยายามไกล่เกลี่ยกันเองต่อไป
ภาวะสับสนเฉียบพลันหรือ delirium ในผู้สูงอายุบางครั้งถูกเข้าใจผิดว่าเป็นความดื้อรั้นในความขัดแย้งครอบครัว จึงควรพาไปพบแพทย์ตรวจแยกสาเหตุทางกายก่อนสรุปว่าเป็นปัญหาความสัมพันธ์ล้วน ๆ
ความสับสนเรื่องบทบาทระหว่างพี่น้องก็เป็นอีกต้นตอของความขัดแย้งที่พบบ่อย เช่น ไม่มีใครตกลงกันชัดเจนว่าใครรับผิดชอบเรื่องการเงิน ใครรับผิดชอบพาไปพบแพทย์ หรือใครดูแลกิจวัตรประจำวัน คนกลางที่ดีจะช่วยแบ่งบทบาทให้ชัดเจนเป็นลายลักษณ์อักษร แทนที่จะปล่อยให้ต่างคนต่างเข้าใจไปคนละแบบจนเกิดการโทษกันไปมา

รูปภาพโดย Antoni Shkraba / Pexels
ขั้นตอนที่ควรทำ
ขั้นที่ 1: ประเมินลักษณะความขัดแย้งก่อนเลือกคนกลาง
แยกให้ชัดว่าความขัดแย้งเป็นเรื่องความรู้สึกทั่วไป เรื่องการเงิน หรือเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของผู้สูงอายุ เพราะแต่ละแบบต้องใช้คนกลางที่มีความเชี่ยวชาญต่างกัน
ขั้นที่ 2: เริ่มจากช่องทางที่เข้าถึงง่ายและไม่มีค่าใช้จ่ายก่อน
ลองติดต่อนักสังคมสงเคราะห์ในโรงพยาบาลหรืออาสาสมัครสาธารณสุขในพื้นที่ก่อน หากยังไม่คลี่คลายค่อยพิจารณาหานักจิตวิทยาหรือนักบำบัดครอบครัวที่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
ขั้นที่ 3: นัดประชุมครอบครัวพร้อมคนกลางอย่างเป็นทางการ
จัดประชุมที่มีทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม พร้อมคนกลางทำหน้าที่ควบคุมบทสนทนาให้ทุกคนได้พูดและรับฟังอย่างเท่าเทียม
ขั้นที่ 4: ติดตามผลและนัดต่อเนื่องหากจำเป็น
หลังการไกล่เกลี่ยครั้งแรก ติดตามว่าข้อตกลงที่ได้ยังปฏิบัติได้จริงหรือไม่ หากยังมีความขัดแย้งหลงเหลือ ควรนัดคุยต่อเนื่องกับคนกลางเดิมแทนการเริ่มหาคนใหม่ทุกครั้ง
สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง
- อย่าเลือกญาติหรือเพื่อนสนิทที่มีความเห็นเอียงข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมาทำหน้าที่คนกลาง เพราะจะทำให้อีกฝ่ายรู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรม
- อย่าพยายามไกล่เกลี่ยกันเองต่อไปเรื่อย ๆ หากคุยกันเองแล้วจบด้วยการทะเลาะทุกครั้ง ควรหาคนกลางโดยเร็วก่อนความสัมพันธ์เสียหายมากขึ้น
- อย่าใช้การไกล่เกลี่ยเป็นเวทีระบายความโกรธ ควรตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนว่าต้องการหาข้อตกลงเรื่องการดูแลผู้สูงอายุ ไม่ใช่ตัดสินว่าใครผิดใครถูก
- อย่าละเลยความเห็นของผู้สูงอายุเองในกระบวนการไกล่เกลี่ย ท่านควรมีสิทธิ์แสดงความต้องการของตัวเองด้วย ไม่ใช่ให้ลูกหลานตัดสินใจแทนทั้งหมด
เมื่อใดควรขอความช่วยเหลือ
- หากความขัดแย้งเกี่ยวข้องกับการแย่งชิงทรัพย์สินหรือการจำกัดสิทธิ์ผู้สูงอายุ ให้แจ้งสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์หรือตำรวจทันที
- หากพบสัญญาณว่าผู้สูงอายุถูกข่มขู่หรือมีความเสี่ยงถูกทำร้ายร่างกายจากคนในครอบครัว ให้โทร 1669 หรือแจ้งตำรวจทันทีโดยไม่ต้องรอการไกล่เกลี่ย
- หากพฤติกรรมที่ดูเหมือนดื้อรั้นในความขัดแย้งเกิดขึ้นกะทันหันและมาพร้อมความสับสน ควรพาไปพบแพทย์เพื่อตรวจแยกภาวะสับสนเฉียบพลันหรือ delirium ก่อน
- หากไกล่เกลี่ยหลายครั้งแล้วยังไม่คืบหน้าและความสัมพันธ์ในครอบครัวแย่ลงเรื่อย ๆ ควรปรึกษานักจิตวิทยาครอบครัวที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางต่อเนื่อง
เช็กลิสต์สรุป
- ประเมินลักษณะความขัดแย้งว่าเป็นเรื่องความรู้สึก การเงิน หรือความปลอดภัย
- เริ่มจากนักสังคมสงเคราะห์หรืออาสาสมัครสาธารณสุขที่เข้าถึงง่ายก่อน
- นัดประชุมครอบครัวอย่างเป็นทางการพร้อมคนกลางที่เป็นกลางจริง
- เปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุแสดงความต้องการของตัวเองในการไกล่เกลี่ย
- ติดตามผลข้อตกลงหลังการไกล่เกลี่ยว่าปฏิบัติได้จริงหรือไม่
- แยกแยะให้ชัดว่าเมื่อไหร่ต้องแจ้งหน่วยงานคุ้มครองสิทธิ์แทนการไกล่เกลี่ยทั่วไป
คำถามที่พบบ่อย
นักสังคมสงเคราะห์ในโรงพยาบาลช่วยไกล่เกลี่ยความขัดแย้งในครอบครัวได้จริงหรือไม่
ได้ โดยเฉพาะความขัดแย้งที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจเรื่องการดูแลรักษาหรือการใช้สิทธิ์สวัสดิการ นักสังคมสงเคราะห์มีบทบาทเชื่อมโยงข้อมูลและช่วยให้ทุกฝ่ายเข้าใจทางเลือกที่มีอยู่ก่อนตัดสินใจร่วมกัน
ถ้าไม่มีเงินจ้างนักจิตวิทยาครอบครัวเอกชน มีทางเลือกอื่นหรือไม่
มี สามารถเริ่มจากนักสังคมสงเคราะห์ในโรงพยาบาลรัฐหรือสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ในจังหวัด ซึ่งให้บริการโดยไม่มีค่าใช้จ่าย หรือปรึกษาสายด่วนสุขภาพจิต 1323 เพื่อขอคำแนะนำเบื้องต้นก่อน
ควรให้ผู้สูงอายุเข้าร่วมการไกล่เกลี่ยด้วยหรือไม่
ควรให้เข้าร่วมหากท่านมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ เพราะการตัดสินใจเรื่องชีวิตของตัวเองโดยไม่มีท่านร่วมอยู่ด้วยอาจทำให้ท่านรู้สึกถูกลิดรอนสิทธิ์ ยกเว้นกรณีที่ท่านมีปัญหาความจำรุนแรงจนไม่สามารถเข้าใจสถานการณ์ได้
ความขัดแย้งแบบไหนที่ต้องข้ามการไกล่เกลี่ยไปแจ้งตำรวจทันที
หากมีการข่มขู่ ทำร้ายร่างกาย กักขัง หรือแย่งชิงทรัพย์สินโดยไม่ชอบธรรม ต้องแจ้งตำรวจหรือสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ทันที เพราะเป็นการละเมิดสิทธิ์ผู้สูงอายุที่ต้องได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย ไม่ใช่ปัญหาที่แก้ด้วยการไกล่เกลี่ยทั่วไป
ต้องไกล่เกลี่ยกี่ครั้งกว่าจะเห็นผล
ไม่มีจำนวนครั้งตายตัว ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของความขัดแย้ง บางครอบครัวอาจเห็นผลภายใน 1-2 ครั้ง ขณะที่ความขัดแย้งที่ฝังลึกมานานอาจต้องใช้เวลาหลายเดือนกับนักจิตวิทยาครอบครัวที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง
ถ้าพี่น้องบางคนไม่ยอมเข้าร่วมการไกล่เกลี่ยเลย ควรทำอย่างไร
ควรเริ่มไกล่เกลี่ยกับฝ่ายที่ยินยอมก่อนเพื่อไม่ให้สถานการณ์แย่ลงไปกว่าเดิม พร้อมให้คนกลางช่วยติดต่อชี้แจงเหตุผลกับฝ่ายที่ยังลังเลอีกครั้ง หากยังปฏิเสธต่อเนื่องอาจต้องยอมรับว่าบางความเห็นต่างอาจไม่สามารถแก้ไขได้ทั้งหมดในทันที
สรุป
- เมื่อครอบครัวคุยเรื่องดูแลผู้สูงอายุไม่ลงตัว มีคนกลางให้เลือกตามลักษณะความขัดแย้ง ทั้งนักสังคมสงเคราะห์ นักจิตวิทยาครอบครัว และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขชุมชน
- ควรเริ่มจากช่องทางที่เข้าถึงง่ายและไม่มีค่าใช้จ่ายก่อน แล้วค่อยขยับไปหาผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางหากยังไม่คลี่คลาย
- ผู้สูงอายุควรมีสิทธิ์แสดงความต้องการของตัวเองในกระบวนการไกล่เกลี่ยเสมอ
- หากความขัดแย้งเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยหรือการละเมิดสิทธิ์ ต้องแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันที ไม่ใช่รอการไกล่เกลี่ยทั่วไป
แหล่งข้อมูล
- คู่มือการดูแลผู้สูงอายุระยะยาวในครอบครัว — กรมกิจการผู้สูงอายุ (เปิดในแท็บใหม่)(เข้าถึงเมื่อ 2026-08-22)
- แนวทางส่งเสริมสุขภาพจิตผู้สูงอายุ — กรมสุขภาพจิต (เปิดในแท็บใหม่)(เข้าถึงเมื่อ 2026-08-20)
- สิทธิหลักประกันสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุ — สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (เปิดในแท็บใหม่)(เข้าถึงเมื่อ 2026-08-23)
จัดทำโดยทีมกองบรรณาธิการสูงวัยไทย
บทความที่เกี่ยวข้อง

วิธีเปิดบทสนทนายากกับพ่อแม่สูงอายุ เรื่องสุขภาพ เงิน และแผนดูแลระยะยาว
ขั้นตอนปฏิบัติสำหรับลูกหลานที่ต้องคุยเรื่องยากกับพ่อแม่ผู้สูงอายุ เช่น สุขภาพที่แย่ลง เงินเก็บ หรือแผนดูแลระยะยาว โดยไม่ทำร้ายความสัมพันธ์ในครอบครัว

เช็กลิสต์เตรียมตัวก่อนคุยเรื่องสำคัญกับผู้สูงอายุในครอบครัว
เช็กลิสต์เตรียมตัวสำหรับลูกหลานก่อนเปิดบทสนทนาเรื่องสุขภาพ เงิน หรือแผนดูแลระยะยาวกับผู้สูงอายุในบ้าน เพื่อให้คุยกันได้ราบรื่นและไม่ทำร้ายความสัมพันธ์

คุยกับพ่อแม่สูงวัยอย่างไรไม่ให้จบด้วยการงอนหรือเงียบใส่กัน
บทสนทนาในครอบครัวที่มีผู้สูงอายุมักติดขัดเรื่องจังหวะพูด การได้ยิน และความรู้สึกไม่อยากถูกสั่ง บทความนี้ชวนดูวิธีคุยที่ช่วยให้ทั้งสองฝ่ายรู้สึกถูกรับฟังจริง ไม่ใช่แค่คุยเสร็จไปวัน ๆ

ดูแลคุณแม่มาสามปีจนรู้สึกหมดแรง ควรขอความช่วยเหลือตอนไหนดี
ผู้ดูแลผู้สูงอายุที่กำลังเผชิญความเศร้าโศกจากการสูญเสียคนใกล้ชิดพร้อมกับภาระดูแลคนในบ้าน มักถึงจุดที่รับมือไม่ไหวโดยไม่รู้ตัว คู่มือนี้ช่วยสังเกตสัญญาณเตือนและแนวทางขอความช่วยเหลือก่อนสถานการณ์เลวร้ายลง