สูงวัยไทย
เช็กลิสต์สิทธิผู้สูงอายุเมื่อถูกทอดทิ้ง สิ่งที่ครอบครัวควรตรวจสอบให้ครบ
พิมพ์เมื่อ 4 สิงหาคม 2026
เช็กลิสต์สิทธิผู้สูงอายุเมื่อถูกทอดทิ้ง สิ่งที่ครอบครัวควรตรวจสอบให้ครบ
รายการตรวจสอบสัญญาณ สิทธิ และช่องทางความช่วยเหลือเมื่อผู้สูงอายุถูกทอดทิ้งหรือดูแลไม่เพียงพอ ครอบคลุมสิ่งที่ควรสังเกต สวัสดิการที่ควรตรวจสอบ และเอกสารที่ควรเตรียมก่อนแจ้งหน่วยงาน
ตรวจสอบล่าสุด 5 สิงหาคม 2026

รูปภาพโดย Vladimir Srajber / Pexels
คำตอบสั้น ๆ
- เช็กลิสต์นี้รวมสิ่งที่ควรตรวจสอบเมื่อสงสัยว่าผู้สูงอายุกำลังถูกทอดทิ้งหรือดูแลไม่เพียงพอ แบ่งเป็นสัญญาณที่ควรสังเกต สิทธิและสวัสดิการที่ควรตรวจสอบ ช่องทางติดต่อหน่วยงาน และเอกสารที่ควรเตรียมไว้ก่อนแจ้งเหตุ
- การถูกทอดทิ้งไม่ได้จำกัดเฉพาะการถูกทิ้งไว้คนเดียวในบ้าน แต่รวมถึงการไม่ได้รับอาหาร ยา หรือการดูแลด้านสุขภาพที่จำเป็นอย่างต่อเนื่อง แม้จะยังมีคนอาศัยอยู่ในบ้านเดียวกันก็ตาม
- ผู้สูงอายุที่ถูกทอดทิ้งมีสิทธิได้รับการคุ้มครองและความช่วยเหลือจากรัฐ รวมถึงการประเมินความจำเป็นและการจัดหาที่พักพิงชั่วคราวในกรณีที่จำเป็น โดยไม่ต้องรอให้ญาติเป็นผู้แจ้งเท่านั้น เพื่อนบ้านหรือบุคคลทั่วไปก็แจ้งได้
- หากพบสัญญาณอันตรายเฉียบพลัน เช่น ไม่ได้กินอาหารหรือยาจนเสี่ยงชีวิต หรือถูกทำร้ายร่างกาย ให้ข้ามขั้นตอนตรวจสอบและโทร 1669 หรือแจ้งตำรวจ 191 ทันที
เหมาะกับใคร
- เหมาะกับผู้สูงอายุที่สงสัยว่าตนเองกำลังถูกทอดทิ้งหรือดูแลไม่เพียงพอและต้องการตรวจสอบสิทธิของตนเอง
- เหมาะกับญาติ เพื่อนบ้าน หรือคนในชุมชนที่พบเห็นสัญญาณผิดปกติของผู้สูงอายุใกล้บ้านและต้องการตรวจสอบก่อนแจ้งเหตุ
- เหมาะกับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านหรือเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นที่ต้องคัดกรองกรณีเบื้องต้นก่อนส่งต่อหน่วยงาน
- ไม่เหมาะกับสถานการณ์ที่มีอันตรายเฉพาะหน้าเฉียบพลัน ซึ่งควรโทร 1669 หรือแจ้งตำรวจทันทีแทนการตรวจสอบตามเช็กลิสต์
สิ่งที่ควรรู้
กลุ่มที่ 1 สัญญาณที่ควรสังเกตในชีวิตประจำวัน
สัญญาณของการถูกทอดทิ้งมักไม่ชัดเจนในครั้งแรกที่พบ ควรสังเกตความเปลี่ยนแปลงต่อเนื่อง เช่น น้ำหนักลดลงผิดปกติ เสื้อผ้าหรือที่อยู่อาศัยสกปรกกว่าเดิมมาก ยาที่ต้องกินประจำเหลือค้างจำนวนมากหรือหมดเร็วผิดปกติ และการไม่มีใครพาไปพบแพทย์ตามนัดต่อเนื่องหลายครั้ง
อีกสัญญาณที่มักถูกมองข้ามคือการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ เช่น ผู้สูงอายุเงียบลงผิดปกติ หลีกเลี่ยงการพูดคุยเรื่องคนดูแล หรือแสดงความกลัวเมื่อมีคนบางคนเข้ามาใกล้ ซึ่งอาจสะท้อนถึงสถานการณ์ที่ไม่ปลอดภัยมากกว่าที่เห็นภายนอก
- น้ำหนักลดลงผิดปกติหรือดูซูบผอมกว่าครั้งก่อนอย่างชัดเจน
- ยาประจำตัวเหลือค้างจำนวนมากหรือหมดเร็วผิดปกติ
- ที่อยู่อาศัยสกปรกหรือไม่ปลอดภัยกว่าที่เคยเห็น
กลุ่มที่ 2 สิทธิและสวัสดิการที่ควรตรวจสอบ
ผู้สูงอายุมีสิทธิได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายผู้สูงอายุ รวมถึงสิทธิได้รับการดูแลจากครอบครัวหรือรัฐเมื่อไม่มีผู้ดูแล ควรตรวจสอบว่าผู้สูงอายุยังได้รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุอย่างต่อเนื่องหรือไม่ เพราะบางครั้งเงินสวัสดิการอาจถูกบุคคลอื่นรับแทนโดยผู้สูงอายุไม่ได้รับประโยชน์จริง
หากผู้สูงอายุมีสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติหรือสิทธิรักษาพยาบาลอื่น ควรตรวจสอบว่ายังใช้สิทธินี้ได้ตามปกติหรือถูกละเลยจนขาดการรักษาต่อเนื่อง เพราะการถูกทอดทิ้งมักมาพร้อมกับการขาดการดูแลด้านสุขภาพ ไม่ใช่แค่ด้านความเป็นอยู่
- ตรวจสอบว่าเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุยังจ่ายให้ผู้สูงอายุใช้ประโยชน์จริง
- ตรวจสอบว่ายังได้รับการรักษาพยาบาลตามสิทธิอย่างต่อเนื่อง
กลุ่มที่ 3 หน่วยงานและช่องทางติดต่อ
หากพบสัญญาณที่น่ากังวล สามารถแจ้งได้หลายช่องทาง ได้แก่ กรมกิจการผู้สูงอายุ องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น หรือสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด โดยไม่จำเป็นต้องเป็นญาติของผู้สูงอายุจึงจะแจ้งได้ เพื่อนบ้านหรือบุคคลทั่วไปที่พบเห็นก็มีสิทธิแจ้งเหตุเช่นกัน
ควรจดชื่อเจ้าหน้าที่ผู้รับเรื่องและเลขที่เรื่องที่ได้รับหลังแจ้งทุกครั้ง เพื่อใช้ติดตามความคืบหน้าในภายหลัง หากไม่ได้รับการติดต่อกลับภายในเวลาที่สมควร ควรติดตามด้วยตนเองแทนการรอเฉย ๆ
- แจ้งกรมกิจการผู้สูงอายุหรือองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นในพื้นที่
- จดชื่อเจ้าหน้าที่และเลขที่เรื่องทุกครั้งที่แจ้งเหตุ
กลุ่มที่ 4 เอกสารและหลักฐานที่ควรเตรียมก่อนแจ้งเหตุ
การเตรียมข้อมูลให้พร้อมก่อนแจ้งเหตุช่วยให้หน่วยงานประเมินความเร่งด่วนได้เร็วขึ้น ควรเตรียมชื่อและที่อยู่ของผู้สูงอายุ ความสัมพันธ์ของผู้แจ้งกับผู้สูงอายุ รายละเอียดสัญญาณที่พบพร้อมวันที่ และภาพถ่ายสภาพความเป็นอยู่หากสามารถถ่ายได้โดยไม่เป็นการบุกรุกพื้นที่ส่วนตัวของผู้อื่น
หากมีเอกสารด้านสวัสดิการ เช่น สมุดบัญชีเบี้ยยังชีพหรือบัตรประจำตัวผู้สูงอายุ ควรเตรียมสำเนาไว้ด้วย เพราะช่วยให้หน่วยงานตรวจสอบสิทธิและสถานะปัจจุบันของผู้สูงอายุได้เร็วขึ้นเมื่อเข้าไปประเมินสถานการณ์จริง

รูปภาพโดย Centre for Ageing Better / Pexels
ขั้นตอนที่ควรทำ
ขั้นที่ 1 ตรวจสอบสัญญาณและบันทึกรายละเอียด
สังเกตและจดบันทึกสัญญาณที่พบพร้อมวันที่ ก่อนตัดสินใจแจ้งหน่วยงาน เพื่อให้มีข้อมูลที่เป็นรูปธรรมประกอบการแจ้งเหตุ
- จดวันที่และรายละเอียดของสัญญาณที่พบแต่ละครั้ง
- ถ่ายภาพสภาพความเป็นอยู่หากทำได้โดยไม่ละเมิดความเป็นส่วนตัว
ขั้นที่ 2 ตรวจสอบสิทธิสวัสดิการที่ผู้สูงอายุควรได้รับ
ตรวจสอบว่าผู้สูงอายุยังได้รับเบี้ยยังชีพและสิทธิรักษาพยาบาลตามปกติหรือไม่ เพื่อประเมินว่าปัญหาครอบคลุมด้านการเงินและสุขภาพร่วมด้วยหรือไม่
- สอบถามหรือตรวจสอบการรับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุล่าสุด
- ตรวจสอบประวัติการพบแพทย์ตามสิทธิรักษาพยาบาล
ขั้นที่ 3 แจ้งหน่วยงานพร้อมข้อมูลที่เตรียมไว้
แจ้งกรมกิจการผู้สูงอายุหรือองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นพร้อมข้อมูลที่เตรียมไว้ จดชื่อเจ้าหน้าที่และเลขที่เรื่อง แล้วติดตามความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง
- แจ้งเหตุพร้อมข้อมูลบันทึกและเอกสารที่เตรียมไว้
- ติดตามความคืบหน้ากับหน่วยงานหากไม่ได้รับการติดต่อกลับ
สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง
- อย่ารอจนกว่าจะแน่ใจร้อยเปอร์เซ็นต์ก่อนแจ้งเหตุ หากมีสัญญาณที่น่ากังวลควรแจ้งให้หน่วยงานประเมิน
- อย่าเข้าไปเผชิญหน้าหรือกล่าวหาผู้ดูแลโดยตรงด้วยตนเองหากไม่แน่ใจในความปลอดภัยของสถานการณ์
- อย่าละเลยสัญญาณด้านอารมณ์ เช่น ความกลัวหรือความเงียบผิดปกติ เพียงเพราะไม่มีร่องรอยทางกายภาพชัดเจน
- อย่าถ่ายภาพหรือเข้าไปในพื้นที่ส่วนตัวของผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาตเพียงเพื่อหาหลักฐาน
- อย่าหยุดติดตามเรื่องหลังแจ้งเหตุไปแล้วครั้งเดียว ควรติดตามผลจนกว่าจะได้ข้อสรุป
เมื่อใดควรขอความช่วยเหลือ
- หากผู้สูงอายุไม่ได้รับอาหารหรือยาจนเสี่ยงชีวิต หรือถูกทำร้ายร่างกาย ให้โทร 1669 หรือแจ้งตำรวจ 191 ทันที
- หากพบสัญญาณน่ากังวลชัดเจน เช่น น้ำหนักลดมากหรือที่อยู่อาศัยไม่ปลอดภัย ควรแจ้งกรมกิจการผู้สูงอายุหรือองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นภายในวันเดียวกัน
- หากตรวจสอบแล้วพบว่าสิทธิสวัสดิการถูกละเลยหรือถูกบุคคลอื่นใช้แทน ควรติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายในสัปดาห์นี้
- หากแจ้งเหตุไปแล้วหนึ่งถึงสองสัปดาห์ยังไม่ได้รับการติดต่อกลับ ควรติดตามความคืบหน้าด้วยตนเองอย่างจริงจัง
- หากยังไม่มีสัญญาณเร่งด่วนแต่รู้สึกไม่แน่ใจ ให้เฝ้าสังเกตต่อเนื่องและบันทึกความเปลี่ยนแปลงไว้เป็นระยะ
เช็กลิสต์สรุป
- สังเกตและจดบันทึกสัญญาณผิดปกติด้านร่างกาย ความเป็นอยู่ และอารมณ์
- ตรวจสอบว่าผู้สูงอายุยังได้รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุอย่างต่อเนื่อง
- ตรวจสอบว่ายังได้รับการรักษาพยาบาลตามสิทธิอย่างสม่ำเสมอ
- เตรียมข้อมูลชื่อ ที่อยู่ และรายละเอียดสัญญาณที่พบก่อนแจ้งเหตุ
- แจ้งกรมกิจการผู้สูงอายุหรือองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นในพื้นที่
- จดชื่อเจ้าหน้าที่และเลขที่เรื่องทุกครั้งที่แจ้งเหตุ
- ติดตามความคืบหน้าจนกว่าจะได้ข้อสรุปที่ชัดเจน
คำถามที่พบบ่อย
ถ้าไม่ใช่ญาติของผู้สูงอายุ สามารถแจ้งเหตุถูกทอดทิ้งได้หรือไม่
ได้ เพื่อนบ้าน อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน หรือบุคคลทั่วไปที่พบเห็นสัญญาณผิดปกติสามารถแจ้งกรมกิจการผู้สูงอายุหรือองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นได้โดยไม่จำเป็นต้องเป็นญาติ หน่วยงานจะเป็นผู้ประเมินสถานการณ์และดำเนินการต่อ
เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุถูกญาติรับแทนโดยผู้สูงอายุไม่ได้ใช้เอง นับเป็นสัญญาณที่ควรแจ้งหรือไม่
ใช่ ควรตรวจสอบและแจ้งหากพบว่าเงินสวัสดิการที่ผู้สูงอายุมีสิทธิได้รับไม่ได้ถูกนำไปใช้เพื่อประโยชน์ของผู้สูงอายุเองอย่างเหมาะสม เพราะเป็นทั้งประเด็นสวัสดิการและอาจเป็นสัญญาณของการถูกเอาเปรียบทางการเงินร่วมด้วย
หากผู้สูงอายุยืนยันว่าไม่ได้ถูกทอดทิ้งทั้งที่มีสัญญาณน่ากังวล ควรทำอย่างไร
ควรยังคงแจ้งหน่วยงานให้ทราบสัญญาณที่พบ เพราะผู้สูงอายุบางรายอาจไม่กล้าพูดตรง ๆ ด้วยความกลัวหรือความรู้สึกผูกพันกับผู้ดูแล หน่วยงานมีกระบวนการประเมินอย่างละเอียดอ่อนเพื่อพูดคุยกับผู้สูงอายุโดยตรงและไม่ก่อให้เกิดผลกระทบที่ไม่จำเป็น
การถ่ายภาพสภาพความเป็นอยู่ของผู้สูงอายุที่ถูกทอดทิ้งเพื่อเป็นหลักฐาน ทำได้แค่ไหน
ควรถ่ายภาพเฉพาะในส่วนที่มองเห็นได้ตามปกติโดยไม่บุกรุกพื้นที่ส่วนตัวของผู้อื่นหรือละเมิดสิทธิของบุคคลอื่นในบ้าน หากไม่แน่ใจ ควรอธิบายสิ่งที่พบเป็นคำบรรยายให้เจ้าหน้าที่ฟังแทน และให้เจ้าหน้าที่เป็นผู้ประเมินสถานการณ์จริงในพื้นที่
หลังแจ้งเหตุแล้ว หน่วยงานจะเข้ามาช่วยเหลือภายในเวลาเท่าใด
ระยะเวลาขึ้นอยู่กับความเร่งด่วนของสถานการณ์และภาระงานของหน่วยงานในพื้นที่ ซึ่งอาจแตกต่างกันไป ควรจดเลขที่เรื่องและชื่อเจ้าหน้าที่ไว้เพื่อติดตามความคืบหน้าด้วยตนเองหากไม่ได้รับการติดต่อกลับภายในเวลาที่สมควร
ถ้าผู้สูงอายุมีภาวะสมองเสื่อมและไม่สามารถบอกเล่าสถานการณ์ของตนเองได้ เช็กลิสต์นี้ยังใช้ได้หรือไม่
ยังใช้สังเกตสัญญาณภายนอกได้ เช่น สภาพร่างกายและความเป็นอยู่ แต่ควรแจ้งหน่วยงานให้ทราบว่าผู้สูงอายุมีภาวะสมองเสื่อมร่วมด้วย เพื่อให้ทีมประเมินที่มีความเชี่ยวชาญด้านนี้เข้าร่วมการประเมิน เพราะความเสี่ยงและวิธีสื่อสารกับผู้สูงอายุกลุ่มนี้ต่างจากกรณีทั่วไป
สรุป
- การถูกทอดทิ้งครอบคลุมทั้งการขาดการดูแลด้านร่างกาย สุขภาพ และอารมณ์ ไม่ใช่แค่การถูกทิ้งไว้คนเดียว
- การตรวจสอบสิทธิสวัสดิการควบคู่กับสัญญาณความเป็นอยู่ช่วยให้เห็นภาพรวมของสถานการณ์ได้ชัดเจนกว่าการดูเพียงด้านเดียว
- บุคคลทั่วไปที่ไม่ใช่ญาติก็มีสิทธิแจ้งเหตุเมื่อพบเห็นผู้สูงอายุถูกทอดทิ้ง ไม่ต้องรอให้ครอบครัวเป็นผู้แจ้งเท่านั้น
- การเตรียมข้อมูลและติดตามผลอย่างต่อเนื่องหลังแจ้งเหตุสำคัญพอกับการแจ้งเหตุครั้งแรก
แหล่งข้อมูล
- สิทธิและการคุ้มครองผู้สูงอายุที่ถูกทอดทิ้งหรือถูกละเลย — กรมกิจการผู้สูงอายุ (ผส.) (เปิดในแท็บใหม่)(เข้าถึงเมื่อ 2026-07-28)
- Elder abuse and neglect prevention — World Health Organization (WHO) (เปิดในแท็บใหม่)(เข้าถึงเมื่อ 2026-07-28)
จัดทำโดยทีมกองบรรณาธิการสูงวัยไทย
เครื่องมือและคู่มือที่เกี่ยวข้อง
บทความที่เกี่ยวข้อง

สิทธิและความช่วยเหลือสำหรับผู้สูงอายุที่ถูกทอดทิ้งหรือไม่มีคนดูแลเพียงพอ
แนวทางทำความเข้าใจว่าการถูกทอดทิ้งในผู้สูงอายุมีรูปแบบใดบ้าง สัญญาณที่ควรสังเกต สิทธิตามกฎหมาย และช่องทางขอความช่วยเหลือเมื่อครอบครัวดูแลไม่เพียงพอ

สิทธิเมื่อผู้สูงอายุถูกทอดทิ้ง: จุดที่ครอบครัวมักเข้าใจผิดจนพลาดโอกาสขอความช่วยเหลือ
รวมความเข้าใจผิดที่พบบ่อยเรื่องสิทธิของผู้สูงอายุที่ถูกทอดทิ้งหรือถูกละเลย พร้อมแนวทางบันทึกหลักฐานและติดต่อหน่วยงานที่ถูกต้องตั้งแต่ต้น

วางแผนความปลอดภัยเมื่อผู้สูงอายุถูกทอดทิ้งหรือดูแลไม่เพียงพอ ระหว่างรอความช่วยเหลือ
แนวทางวางแผนความปลอดภัยต่อเนื่องสำหรับผู้สูงอายุที่ถูกทอดทิ้งหรือดูแลไม่เพียงพอ ตั้งแต่สร้างเครือข่ายสนับสนุน ป้องกันทรัพย์สิน ไปจนถึงประสานหน่วยงานระหว่างรอการช่วยเหลือระยะยาว