สูงวัยไทย
อายุครบ 60 ปีแล้วได้สิทธิอะไรบ้าง และสิทธิไหนที่ต้องเดินไปลงทะเบียนเอง
พิมพ์เมื่อ 21 กันยายน 2026
อายุครบ 60 ปีแล้วได้สิทธิอะไรบ้าง และสิทธิไหนที่ต้องเดินไปลงทะเบียนเอง
รวมสิทธิรัฐที่เปิดให้เมื่ออายุครบ 60 ปี โดยแยกชัดว่าอะไรได้อัตโนมัติและอะไรต้องไปลงทะเบียนเอง พร้อมลำดับควรทำก่อนหลังในปีที่กำลังจะครบ 60 และหน่วยงานที่ต้องติดต่อของแต่ละเรื่อง
เผยแพร่เมื่อ 18 กันยายน 2026

รูปภาพโดย Kampus Production / Pexels
คำตอบสั้น ๆ
- สิทธิที่มาพร้อมอายุ 60 ปีส่วนใหญ่ไม่ได้วิ่งมาหาเราเอง สิ่งที่เกิดขึ้นอัตโนมัติมีน้อยมาก สิ่งที่ต้องไปลงทะเบียนหรือยื่นคำขอเองมีมากกว่า ใครที่รอให้รัฐติดต่อมาก่อน มักพบว่าเวลาผ่านไปหลายเดือนโดยไม่ได้อะไรเลย
- สามเรื่องที่ควรจัดการก่อนเพื่อน คือ ลงทะเบียนรับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามทะเบียนบ้าน ตรวจสอบว่าสิทธิรักษาพยาบาลของตัวเองอยู่ที่ไหนหลังออกจากงาน และเช็กว่ามีเงินชราภาพค้างอยู่กับสำนักงานประกันสังคมหรือกองทุนใดหรือไม่
- การลงทะเบียนเบี้ยยังชีพมักเปิดให้ทำล่วงหน้าตั้งแต่ปีงบประมาณก่อนที่จะมีอายุครบ 60 ปี ไม่ต้องรอถึงวันเกิด คนที่รู้เรื่องนี้จะได้รับเงินต่อเนื่องตั้งแต่เดือนถัดจากเดือนที่อายุครบ ส่วนคนที่ไปลงทะเบียนช้าอาจเริ่มได้รับช้ากว่าที่ควร
- อัตราเบี้ยยังชีพ คุณสมบัติ และรายละเอียดของสิทธิแต่ละเรื่องมีการแก้ไขระเบียบเป็นระยะ บทความนี้จึงเน้นที่ลำดับการเดินเรื่องและหน่วยงานที่ต้องติดต่อ ส่วนตัวเลขและเงื่อนไขล่าสุดควรยืนยันกับเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานเจ้าของสิทธิโดยตรงก่อนดำเนินการทุกครั้ง
เหมาะกับใคร
- เหมาะกับผู้ที่กำลังจะมีอายุครบ 60 ปีในปีนี้หรือปีหน้า และยังไม่เคยติดต่อหน่วยงานรัฐเรื่องสิทธิผู้สูงอายุมาก่อน
- เหมาะกับลูกหลานที่ต้องพาพ่อแม่ไปเดินเรื่องและอยากรู้ว่าควรไปที่ไหนก่อนหลัง เพื่อไม่ต้องลางานหลายรอบ
- ไม่เหมาะเป็นคำตอบเฉพาะรายว่าใครจะได้เงินเท่าไร เพราะจำนวนขึ้นอยู่กับคุณสมบัติรายบุคคล สิทธิอื่นที่ได้รับอยู่แล้ว และระเบียบที่ใช้บังคับในขณะนั้น
สิ่งที่ควรรู้
แยกให้ชัดก่อน อะไรมาเอง อะไรต้องไปเอา
ความเข้าใจผิดที่ทำให้เสียสิทธิมากที่สุดคือคิดว่าเมื่ออายุครบ 60 ปีแล้วระบบจะประมวลผลให้เองจากฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร ความจริงคือสิทธิเกือบทั้งหมดในกลุ่มนี้เป็นสิทธิที่ต้องยื่นคำขอ ซึ่งแปลว่าถ้าไม่มีใครเดินเข้าไปที่หน่วยงาน ก็ไม่มีเรื่องเกิดขึ้นในระบบเลย
สิ่งที่ใกล้เคียงกับคำว่ามาเองที่สุดคือสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งคนไทยที่ไม่มีสิทธิรักษาพยาบาลอื่นจะมีอยู่แล้วโดยไม่ต้องสมัครใหม่ทุกปี แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังต้องตรวจสอบว่าหน่วยบริการประจำของตัวเองยังถูกต้องหรือไม่ โดยเฉพาะคนที่เพิ่งย้ายบ้านหรือเพิ่งออกจากงานประจำ
ส่วนเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เงินชราภาพจากประกันสังคม บำนาญจากกองทุนการออมแห่งชาติ และการกู้ยืมทุนประกอบอาชีพจากกองทุนผู้สูงอายุ ล้วนอยู่ในกลุ่มต้องยื่นเองทั้งหมด และแต่ละเรื่องอยู่คนละหน่วยงาน ใช้เอกสารคนละชุด นี่คือเหตุผลที่ควรวางลำดับก่อนเดิน แทนการไปทีละที่ตามที่นึกออก
- กลุ่มต้องไปลงทะเบียนเอง ได้แก่ เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
- กลุ่มต้องยื่นคำขอเอง ได้แก่ เงินชราภาพประกันสังคม และบำนาญกองทุนการออมแห่งชาติ
- กลุ่มต้องตรวจสอบเอง ได้แก่ สิทธิรักษาพยาบาลและหน่วยบริการประจำ
- กลุ่มต้องขอเป็นรายกรณี ได้แก่ การกู้ยืมทุนประกอบอาชีพและการช่วยเหลือปรับสภาพบ้าน
เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เรื่องแรกที่ควรจัดการและจุดที่คนพลาดบ่อย
เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเป็นเงินรายเดือนที่จ่ายผ่านองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การลงทะเบียนต้องทำที่เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล หรือสำนักงานเขตตามทะเบียนบ้านของผู้สูงอายุ ไม่ใช่ที่ไหนก็ได้ตามความสะดวก จุดนี้สำคัญมากสำหรับผู้สูงอายุที่ย้ายมาอยู่กับลูกคนละจังหวัดแต่ยังไม่ได้ย้ายชื่อในทะเบียนบ้าน
การลงทะเบียนมักเปิดให้ทำล่วงหน้าได้ในปีงบประมาณก่อนปีที่จะมีอายุครบ 60 ปี ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบที่หลายคนไม่รู้ ผลของการลงทะเบียนไว้ก่อนคือเมื่อถึงเดือนถัดจากเดือนที่อายุครบ ระบบก็จ่ายได้ทันทีโดยไม่ต้องรอรอบถัดไป ส่วนคนที่เพิ่งไปลงทะเบียนหลังวันเกิดไปแล้วหลายเดือน มักต้องรอรอบการจ่ายตามที่ระเบียบกำหนด
อัตราที่จ่ายเป็นแบบขั้นบันไดตามช่วงอายุ โดยผู้สูงอายุที่อายุมากขึ้นจะได้รับต่อเดือนสูงขึ้น ตัวเลขที่พูดกันทั่วไปอยู่ในช่วงหกร้อยถึงหนึ่งพันบาทต่อเดือน อย่างไรก็ตามคุณสมบัติและอัตราในกลุ่มนี้มีการแก้ไขระเบียบมาแล้วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จึงควรถามเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นถึงอัตราและเงื่อนไขที่ใช้อยู่จริงในปีที่ไปลงทะเบียน
อีกเรื่องที่ทำให้เงินไม่เข้าทั้งที่ลงทะเบียนแล้ว คือบัญชีธนาคารที่แจ้งไว้ถูกปิดหรือไม่มีความเคลื่อนไหวจนถูกระงับ และการย้ายทะเบียนบ้านข้ามท้องถิ่นโดยไม่แจ้งเรื่องใหม่ ผู้สูงอายุที่ย้ายตามลูกไปอยู่ต่างจังหวัดควรถือว่าการแจ้งย้ายสิทธิเป็นงานที่ต้องทำคู่กับการย้ายทะเบียนบ้านเสมอ
สิทธิรักษาพยาบาลเปลี่ยนมือเงียบ ๆ ตอนออกจากงาน
คนวัยใกล้ 60 จำนวนมากใช้สิทธิประกันสังคมมาตลอดชีวิตการทำงาน พอลาออกหรือเกษียณ ความเป็นผู้ประกันตนจะสิ้นสุดลงตามเงื่อนไขของกฎหมาย และสิทธิรักษาพยาบาลจะไม่ได้อยู่กับประกันสังคมอีกต่อไป ช่วงรอยต่อนี้เป็นจุดที่คนเจ็บป่วยแล้วไปโรงพยาบาลแล้วพบว่าสิทธิไม่ตรงกับที่เข้าใจ
สิ่งที่ควรทำคือตรวจสอบสิทธิของตัวเองกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติผ่านสายด่วน 1330 หรือช่องทางออนไลน์ของ สปสช. แล้วยืนยันว่าหน่วยบริการประจำที่ผูกไว้เป็นโรงพยาบาลหรือคลินิกที่เดินทางไปได้จริง ไม่ใช่สถานพยาบาลใกล้ที่ทำงานเดิมซึ่งตอนนี้ไกลจากบ้านมาก
สำหรับผู้ที่ยังอยากรักษาความเป็นผู้ประกันตนต่อ ยังมีทางเลือกสมัครมาตรา 39 ภายในกรอบเวลาที่กำหนดหลังออกจากงาน หรือสมัครมาตรา 40 สำหรับผู้ประกอบอาชีพอิสระ ซึ่งมีเงื่อนไขและความคุ้มครองต่างกันคนละแบบ เรื่องนี้ควรตัดสินใจภายในไม่กี่เดือนแรกหลังออกจากงาน เพราะกรอบเวลาสมัครมาตรา 39 นั้นสั้น
เงินก้อนและเงินรายเดือนที่อาจค้างอยู่โดยไม่รู้ตัว
ผู้สูงอายุจำนวนไม่น้อยเคยทำงานมีนายจ้างในช่วงหนึ่งของชีวิต แม้จะเป็นเพียงไม่กี่ปีในวัยหนุ่มสาว เงินสมทบกรณีชราภาพที่ส่งไว้ในช่วงนั้นไม่ได้หายไปไหน แต่จะได้รับก็ต่อเมื่อยื่นคำขอกับสำนักงานประกันสังคมเมื่อเข้าเงื่อนไข ซึ่งโดยหลักคือมีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์และความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลงแล้ว
จำนวนที่ได้รับขึ้นอยู่กับระยะเวลาส่งเงินสมทบ ผู้ที่ส่งครบตามเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดจะได้รับเป็นเงินบำนาญรายเดือนตลอดชีวิต ส่วนผู้ที่ส่งไม่ถึงเกณฑ์จะได้รับเป็นเงินบำเหน็จก้อนเดียว การยื่นคำขอมีกรอบเวลาตามกฎหมายของตัวเอง จึงไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ ควรโทรถามสายด่วนประกันสังคม 1506 เพื่อตรวจประวัติของตัวเองก่อน
อีกกองทุนที่มักถูกลืมคือกองทุนการออมแห่งชาติ ซึ่งเปิดให้ผู้ประกอบอาชีพอิสระออมเพื่อรับบำนาญเมื่ออายุครบ 60 ปี ผู้ที่เคยสมัครไว้ตอนมีการรณรงค์ในชุมชนแล้วลืมไป ควรตรวจสถานะสมาชิกและยอดเงินของตัวเองกับกองทุน เพราะสิทธิรับบำนาญก็ต้องยื่นขอเช่นกัน ไม่ได้โอนมาเองเมื่อถึงวันเกิดปีที่ 60
- ตรวจประวัติผู้ประกันตนและเงินชราภาพกับสำนักงานประกันสังคม สายด่วน 1506
- ตรวจสถานะสมาชิกและยอดเงินกับกองทุนการออมแห่งชาติ
- ตรวจกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของนายจ้างเดิม หากเคยทำงานบริษัทที่มีกองทุน
- รวบรวมสมุดบัญชีและเอกสารการออมเก่าที่เก็บไว้ในบ้านมาตรวจพร้อมกัน
สิทธิที่คนมักไม่รู้ว่ามี และสิทธิที่จะมาถึงตอนอายุ 65
นอกจากเบี้ยยังชีพและเงินชราภาพ ยังมีสิทธิอีกหลายอย่างที่เปิดให้ผู้สูงอายุแต่ต้องขอเป็นรายกรณี เช่น การกู้ยืมเงินทุนประกอบอาชีพจากกองทุนผู้สูงอายุที่ดูแลโดยกรมกิจการผู้สูงอายุ การขอความช่วยเหลือปรับสภาพบ้านให้เหมาะกับผู้สูงอายุผ่านหน่วยงานในพื้นที่ และการช่วยเหลือผู้สูงอายุที่ประสบปัญหาความเดือดร้อนเฉพาะหน้า
ผู้สูงอายุที่ยังเดินทางเองได้มักได้ประโยชน์จากส่วนลดค่าโดยสารสาธารณะหลายประเภท แต่เงื่อนไข ช่วงเวลา และวิธีแสดงสิทธิต่างกันไปตามผู้ให้บริการแต่ละราย บางกรณีใช้บัตรประชาชนแสดงอายุได้เลย บางกรณีต้องทำบัตรเฉพาะก่อน ควรสอบถามผู้ให้บริการนั้นโดยตรงแทนการเชื่อข้อมูลที่ส่งต่อกันมา
สิทธิที่ยังมาไม่ถึงตอน 60 แต่ควรรู้ไว้ล่วงหน้าคือการยกเว้นเงินได้สำหรับผู้มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป ซึ่งกรมสรรพากรกำหนดให้ยกเว้นเงินได้ในวงเงิน 190,000 บาท ตามเงื่อนไขที่กำหนด ผู้สูงอายุที่ยังมีรายได้จากงานหรือค่าเช่าควรวางแผนเรื่องนี้ล่วงหน้า และตรวจสอบเงื่อนไขล่าสุดที่เว็บไซต์ของกรมสรรพากรที่ www.rd.go.th หรือสายด่วน 1161
สุดท้ายคือสิทธิที่ครอบครัวจะใช้ในวันที่ผู้สูงอายุจากไป ได้แก่ เงินสงเคราะห์ในการจัดการศพผู้สูงอายุตามประเพณีของกรมกิจการผู้สูงอายุ ซึ่งมีกรอบเวลายื่นของตัวเอง การรู้ไว้ล่วงหน้าไม่ใช่เรื่องอัปมงคล แต่คือการไม่ทิ้งภาระให้คนข้างหลังต้องค้นหาข้อมูลในวันที่เหนื่อยที่สุด

รูปภาพโดย Kampus Production / Pexels
ขั้นตอนที่ควรทำ
ขั้นที่ 1: หนึ่งปีก่อนครบ 60 ให้เตรียมเอกสารและถามเรื่องลงทะเบียนล่วงหน้า
เริ่มจากตรวจว่าชื่อในทะเบียนบ้านอยู่ที่ไหน เพราะนั่นคือท้องถิ่นที่ต้องไปลงทะเบียนเบี้ยยังชีพ จากนั้นโทรถามเทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล หรือสำนักงานเขตในพื้นที่นั้นว่าเปิดรับลงทะเบียนล่วงหน้าช่วงใด และต้องใช้เอกสารอะไรบ้าง
จัดแฟ้มเอกสารประจำตัวไว้ชุดเดียวให้ครบ เพราะแทบทุกเรื่องหลังจากนี้ใช้เอกสารชุดเดียวกัน การมีแฟ้มพร้อมช่วยให้ไม่ต้องรื้อบ้านหาเอกสารทุกครั้งที่ต้องไปติดต่อหน่วยงาน
- ตรวจว่าทะเบียนบ้านปัจจุบันตรงกับที่อยู่จริงหรือไม่
- เตรียมบัตรประชาชน ทะเบียนบ้าน และสมุดบัญชีธนาคารที่ยังใช้งานอยู่
- โทรถามท้องถิ่นเรื่องช่วงเวลารับลงทะเบียนล่วงหน้าและเอกสารที่ต้องใช้
ขั้นที่ 2: ลงทะเบียนเบี้ยยังชีพให้เสร็จก่อนถึงวันเกิดปีที่ 60
พาผู้สูงอายุไปลงทะเบียนด้วยตนเองหากทำได้ เพราะบางพื้นที่ต้องการลายมือชื่อและการยืนยันตัวตน หากผู้สูงอายุเดินทางไม่ไหว ให้ถามเจ้าหน้าที่ล่วงหน้าว่าต้องใช้หนังสือมอบอำนาจแบบใด อย่าเดินทางไปโดยยังไม่ได้ถาม เพราะเป็นสาเหตุที่ทำให้ต้องกลับมาใหม่บ่อยที่สุด
เมื่อลงทะเบียนเสร็จ ขอหลักฐานการรับเรื่องและจดชื่อเจ้าหน้าที่ไว้ แล้วถามให้ชัดว่าเงินจะเริ่มเข้าเดือนไหนและเข้าทางใด
- ยืนยันบัญชีธนาคารที่จะรับเงินว่ายังเคลื่อนไหวปกติ
- ถามว่าหากย้ายทะเบียนบ้านในอนาคตต้องทำอย่างไรกับสิทธิเดิม
- จดเดือนที่เงินจะเริ่มเข้าไว้ในปฏิทินเพื่อตรวจสอบภายหลัง
ขั้นที่ 3: ตรวจสิทธิรักษาพยาบาลและตัดสินใจเรื่องประกันสังคมให้จบ
โทร 1330 เพื่อตรวจสิทธิหลักประกันสุขภาพและหน่วยบริการประจำ หากพบว่าผูกอยู่กับสถานพยาบาลที่ไกลเกินไป ให้ดำเนินการขอเปลี่ยนตามขั้นตอนของ สปสช. เรื่องนี้ควรทำก่อนเจ็บป่วย ไม่ใช่ทำตอนต้องไปโรงพยาบาลแล้ว
หากเพิ่งออกจากงานประจำ ให้ตัดสินใจภายในกรอบเวลาที่กำหนดว่าจะสมัครมาตรา 39 ต่อหรือไม่ และถ้าจะประกอบอาชีพอิสระต่อ ให้พิจารณามาตรา 40 ควบคู่กันไป โดยโทรถามสายด่วนประกันสังคม 1506 เพื่อยืนยันเงื่อนไขที่ใช้อยู่จริง
- ตรวจสิทธิรักษาพยาบาลและหน่วยบริการประจำกับ สปสช. สายด่วน 1330
- ตรวจประวัติการส่งเงินสมทบและสิทธิชราภาพกับสำนักงานประกันสังคม
- ตัดสินใจเรื่องมาตรา 39 หรือมาตรา 40 ภายในกรอบเวลาที่กำหนด
ขั้นที่ 4: ไล่เก็บสิทธิที่เหลือและบันทึกไว้ให้ครอบครัวรู้ที่
เมื่อสามเรื่องหลักเรียบร้อยแล้ว ค่อยไล่เรื่องรอง เช่น การกู้ยืมทุนประกอบอาชีพจากกองทุนผู้สูงอายุ การขอความช่วยเหลือปรับสภาพบ้าน และส่วนลดค่าโดยสารที่ใช้จริงในชีวิตประจำวัน เรื่องเหล่านี้ไม่ด่วนเท่าสามเรื่องแรก แต่มีมูลค่าจริงสำหรับผู้สูงอายุที่ยังทำงานหรือเดินทางเป็นประจำ
ปิดท้ายด้วยการเขียนสรุปหนึ่งหน้าว่าตอนนี้มีสิทธิอะไร อยู่กับหน่วยงานไหน ใช้บัญชีใด และเบอร์ติดต่อคืออะไร แล้วเก็บไว้ในแฟ้มเดียวกับเอกสารสำคัญ เพื่อให้คนในบ้านหยิบใช้ได้ทันทีในวันที่ผู้สูงอายุเจ็บป่วยหรือสื่อสารเองไม่สะดวก
- สอบถามกองทุนผู้สูงอายุเรื่องการกู้ยืมทุนประกอบอาชีพหากยังต้องการมีรายได้
- ถามท้องถิ่นเรื่องโครงการช่วยเหลือปรับสภาพบ้านสำหรับผู้สูงอายุ
- เขียนสรุปสิทธิหนึ่งหน้าเก็บไว้กับเอกสารสำคัญของบ้าน
- นัดทบทวนสิทธิทั้งหมดอีกครั้งทุกปี หรือเมื่อมีการย้ายบ้านหรือเปลี่ยนสถานะการทำงาน
สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง
- อย่ารอให้หน่วยงานติดต่อมาเอง เพราะสิทธิเกือบทั้งหมดในกลุ่มนี้ต้องยื่นคำขอด้วยตนเอง
- อย่าลงทะเบียนเบี้ยยังชีพผิดพื้นที่ ต้องลงที่ท้องถิ่นตามทะเบียนบ้านของผู้สูงอายุเท่านั้น
- อย่าย้ายทะเบียนบ้านตามลูกโดยไม่จัดการเรื่องสิทธิเดิมให้เรียบร้อยก่อน เพราะเงินอาจสะดุด
- อย่าเชื่อตัวเลขอัตราเบี้ยยังชีพหรือเงื่อนไขจากข้อความที่ส่งต่อกัน ควรถามเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นที่รับเรื่องจริง
- อย่าปล่อยให้ผ่านรอยต่อหลังออกจากงานไปเฉย ๆ โดยไม่ตรวจว่าสิทธิรักษาพยาบาลตอนนี้อยู่ที่ไหน
- อย่าให้บุคคลภายนอกที่อ้างว่ารับดำเนินการให้เก็บบัตรประชาชนหรือสมุดบัญชีของผู้สูงอายุไว้
เมื่อใดควรขอความช่วยเหลือ
- ติดต่อสายด่วนศูนย์ช่วยเหลือสังคม 1300 ภายในวันเดียวกัน หากผู้สูงอายุไม่มีรายได้ ไม่มีคนดูแล หรือกำลังเดือดร้อนเรื่องที่อยู่อาศัยและอาหาร
- ติดต่อ สปสช. สายด่วน 1330 ภายในสัปดาห์นี้ หากตรวจแล้วพบว่าไม่มีสิทธิรักษาพยาบาลใด ๆ ปรากฏในระบบ หรือหน่วยบริการประจำอยู่ไกลจนไปรักษาไม่ได้จริง
- ติดต่อสำนักงานประกันสังคม สายด่วน 1506 ภายในเดือนนี้ หากเพิ่งออกจากงานและยังไม่ตัดสินใจเรื่องมาตรา 39 เพราะกรอบเวลาสมัครมีจำกัด
- ติดต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นภายในเดือนนี้ หากลงทะเบียนเบี้ยยังชีพแล้วแต่เงินไม่เข้าตามเดือนที่เจ้าหน้าที่แจ้งไว้
- เฝ้าติดตามและบันทึกไว้ หากยังไม่ถึงปีที่จะครบ 60 ให้จดวันที่เปิดรับลงทะเบียนล่วงหน้าไว้ในปฏิทิน แล้วทบทวนอีกครั้งเมื่อใกล้ถึงกำหนด
เช็กลิสต์สรุป
- ตรวจว่าทะเบียนบ้านของผู้สูงอายุอยู่ในพื้นที่ใด
- โทรถามท้องถิ่นเรื่องช่วงเวลารับลงทะเบียนเบี้ยยังชีพล่วงหน้า
- ลงทะเบียนเบี้ยยังชีพให้เสร็จก่อนถึงวันเกิดปีที่ 60
- ตรวจสิทธิรักษาพยาบาลและหน่วยบริการประจำกับ สปสช.
- ตรวจประวัติเงินชราภาพกับสำนักงานประกันสังคม
- ตรวจสถานะสมาชิกกองทุนการออมแห่งชาติหากเคยสมัครไว้
- เขียนสรุปสิทธิหนึ่งหน้าเก็บไว้ในแฟ้มเอกสารสำคัญของบ้าน
คำถามที่พบบ่อย
ต้องรอให้อายุครบ 60 ปีก่อนหรือไม่ถึงจะลงทะเบียนเบี้ยยังชีพได้
โดยทั่วไปไม่ต้องรอ การลงทะเบียนมักเปิดให้ทำล่วงหน้าตั้งแต่ปีงบประมาณก่อนปีที่จะมีอายุครบ 60 ปี เพื่อให้ระบบพร้อมจ่ายตั้งแต่เดือนถัดจากเดือนที่อายุครบ ควรโทรถามเทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล หรือสำนักงานเขตตามทะเบียนบ้านว่ารอบรับลงทะเบียนของปีนั้นเปิดช่วงใด
ย้ายมาอยู่กับลูกคนละจังหวัด ต้องไปลงทะเบียนที่ไหน
ต้องลงทะเบียนกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามทะเบียนบ้านของผู้สูงอายุ ไม่ใช่ตามที่อยู่อาศัยจริง หากต้องการย้ายทะเบียนบ้านมาอยู่กับลูก ควรถามเจ้าหน้าที่ทั้งท้องถิ่นเดิมและท้องถิ่นใหม่ให้ชัดก่อนย้าย ว่าต้องดำเนินการอย่างไรกับสิทธิเดิมเพื่อไม่ให้การจ่ายเงินสะดุด
รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุแล้ว ยังรับเงินบำนาญประกันสังคมได้อีกหรือไม่
เป็นเงินคนละกองทุนและคนละหน่วยงาน โดยเบี้ยยังชีพมาจากงบประมาณผ่านองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ส่วนเงินชราภาพมาจากเงินสมทบที่ผู้ประกันตนส่งไว้เอง อย่างไรก็ตามเงื่อนไขการรับสิทธิซ้ำซ้อนของสวัสดิการรัฐมีการปรับระเบียบเป็นระยะ ควรสอบถามเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นและสำนักงานประกันสังคมเพื่อยืนยันกรณีของตนเอง
ไม่เคยทำงานประจำเลย มีสิทธิอะไรบ้างตอนอายุ 60
ยังมีหลายเรื่อง เช่น เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุที่ลงทะเบียนกับท้องถิ่น สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และการกู้ยืมเงินทุนประกอบอาชีพจากกองทุนผู้สูงอายุ นอกจากนี้ผู้ประกอบอาชีพอิสระยังอาจเป็นสมาชิกกองทุนการออมแห่งชาติหรือผู้ประกันตนมาตรา 40 ได้ตามเงื่อนไขอายุที่กำหนด ควรตรวจสอบกับแต่ละหน่วยงานโดยตรง
ลูกไปดำเนินการแทนพ่อแม่ได้ไหม ถ้าท่านเดินทางไม่ไหว
หลายพื้นที่เปิดให้ทำแทนได้ แต่มักต้องมีหนังสือมอบอำนาจและเอกสารยืนยันตัวตนตามรูปแบบที่หน่วยงานกำหนด ซึ่งรายละเอียดต่างกันไปตามพื้นที่ วิธีที่ประหยัดเวลาที่สุดคือโทรถามเจ้าหน้าที่ก่อนเดินทาง ว่ากรณีของครอบครัวเราต้องใช้เอกสารชุดใดและต้องให้ผู้สูงอายุลงลายมือชื่อตรงไหนบ้าง
อายุ 65 ปีขึ้นไปมีสิทธิทางภาษีเพิ่มขึ้นจริงหรือไม่
กรมสรรพากรกำหนดให้ผู้มีเงินได้ที่มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไปและอยู่ในประเทศไทยตามเงื่อนไข ได้รับยกเว้นเงินได้ในวงเงิน 190,000 บาท ซึ่งช่วยลดภาระภาษีของผู้สูงอายุที่ยังมีรายได้ ทั้งนี้เงื่อนไขและวิธีใช้สิทธิควรตรวจสอบล่าสุดที่เว็บไซต์กรมสรรพากร www.rd.go.th หรือสายด่วน 1161 ก่อนยื่นแบบ
ลงทะเบียนเรียบร้อยแล้วแต่เงินไม่เข้า ควรทำอย่างไร
ให้ตรวจสองเรื่องก่อน คือบัญชีธนาคารที่แจ้งไว้ยังใช้งานได้ปกติหรือไม่ และมีการย้ายทะเบียนบ้านหรือเปลี่ยนแปลงข้อมูลหลังลงทะเบียนหรือเปล่า จากนั้นติดต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่รับเรื่องพร้อมหลักฐานการลงทะเบียน เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบสถานะในระบบให้
สรุป
- สรุปแล้ว อายุครบ 60 ปีไม่ได้แปลว่าสิทธิจะวิ่งมาหาเอง เกือบทุกเรื่องต้องมีคนเดินไปยื่นคำขอที่หน่วยงานเจ้าของสิทธิ
- สามเรื่องที่ควรทำก่อนคือลงทะเบียนเบี้ยยังชีพกับท้องถิ่นตามทะเบียนบ้าน ตรวจสิทธิรักษาพยาบาล และตรวจเงินชราภาพที่อาจค้างอยู่
- การลงทะเบียนเบี้ยยังชีพล่วงหน้าก่อนถึงวันเกิดปีที่ 60 ช่วยให้ได้รับเงินต่อเนื่องตั้งแต่เดือนถัดจากเดือนที่อายุครบ
- อัตราและคุณสมบัติของสิทธิกลุ่มนี้ปรับได้ตามระเบียบที่ใช้บังคับ จึงควรยืนยันตัวเลขกับเจ้าหน้าที่ก่อนดำเนินการทุกครั้ง
- เมื่อจัดการครบแล้ว ให้เขียนสรุปไว้หนึ่งหน้าเพื่อให้คนในบ้านใช้ต่อได้ในวันที่ผู้สูงอายุจัดการเองไม่สะดวก
แหล่งข้อมูล
- ข้อมูลบริการและสิทธิสวัสดิการสำหรับผู้สูงอายุ — กรมกิจการผู้สูงอายุ (ผส.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (เปิดในแท็บใหม่)(เข้าถึงเมื่อ 2026-09-18)
- สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติและการตรวจสอบสิทธิรักษาพยาบาล — สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) (เปิดในแท็บใหม่)(เข้าถึงเมื่อ 2026-09-18)
- ประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพและการเป็นผู้ประกันตน — สำนักงานประกันสังคม (เปิดในแท็บใหม่)(เข้าถึงเมื่อ 2026-09-18)
- การเป็นสมาชิกและเงินบำนาญของกองทุนการออมแห่งชาติ — กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) (เปิดในแท็บใหม่)(เข้าถึงเมื่อ 2026-09-18)
จัดทำโดยทีมกองบรรณาธิการสูงวัยไทย
เครื่องมือและคู่มือที่เกี่ยวข้อง
บทความที่เกี่ยวข้อง

เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ยื่นอย่างไร ได้เท่าไร และต้องเตรียมอะไรบ้าง
แนวทางทำความเข้าใจเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ตั้งแต่คุณสมบัติ เอกสาร ช่องทางลงทะเบียน ไปจนถึงจุดที่ครอบครัวมักพลาดจนสิทธิล่าช้าหรือถูกตัดสิทธิ

เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ vs สวัสดิการอื่น เลือกขอสิทธิแบบไหนให้คุ้มที่สุดสำหรับแต่ละบ้าน
เปรียบเทียบเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุกับสวัสดิการซ้อนอื่น ๆ เช่น เบี้ยความพิการ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และกองทุนผู้สูงอายุ พร้อมแนวทางเลือกขอสิทธิให้เหมาะกับสถานะแต่ละครอบครัว

สิทธิรักษาพยาบาลของผู้สูงอายุมีอะไรบ้าง และใช้อย่างไรให้ไม่พลาด
ทำความเข้าใจสิทธิรักษาพยาบาลหลักที่ผู้สูงอายุไทยใช้ได้ ตั้งแต่บัตรทอง ประกันสังคม ไปจนถึงจุดเชื่อมต่อระหว่างสิทธิที่ครอบครัวมักสับสนเมื่อต้องพาไปโรงพยาบาล

ตรวจสอบสิทธิผู้สูงอายุอย่างเป็นระบบ ก่อนติดต่อหน่วยงานจริง
แนวทางไล่ตรวจสิทธิผู้สูงอายุทีละหมวดก่อนติดต่อหน่วยงานที่รับผิดชอบ เอกสารที่มักต้องเตรียม และเหตุผลที่ต้องยืนยันสิทธิกับหน่วยงานเจ้าของเรื่องเสมอ ไม่ใช่เชื่อผลจากแบบตรวจสอบออนไลน์ทันที