สูงวัยไทย
เมื่อหนังสือมอบอำนาจใช้ไม่ได้แล้ว ต้องขอศาลตั้งผู้อนุบาลอย่างไร
พิมพ์เมื่อ 21 กันยายน 2026
เมื่อหนังสือมอบอำนาจใช้ไม่ได้แล้ว ต้องขอศาลตั้งผู้อนุบาลอย่างไร
อธิบายจุดที่หนังสือมอบอำนาจทั่วไปหมดผลใช้บังคับ และขั้นตอนที่ครอบครัวต้องยื่นคำร้องต่อศาลขอเป็นผู้อนุบาลให้คนไร้ความสามารถ พร้อมสิ่งที่ต้องเตรียมและข้อจำกัดของอำนาจที่ได้รับ
เผยแพร่เมื่อ 20 กันยายน 2026

รูปภาพโดย https://kaboompics.com/ / Pexels
คำตอบสั้น ๆ
- หนังสือมอบอำนาจทั่วไปใช้ได้เฉพาะขณะที่ผู้มอบอำนาจยังมีความสามารถในการตัดสินใจของตนเองอยู่ เมื่อผู้สูงอายุสูญเสียความสามารถในการเข้าใจและตัดสินใจอย่างถาวร เช่น จากภาวะสมองเสื่อมระยะที่ประเมินแล้วว่ารุนแรง หนังสือมอบอำนาจจะไม่มีผลบังคับใช้อีกต่อไป เพราะกฎหมายถือว่าผู้มอบอำนาจไม่มีความสามารถจะยืนยันเจตนาของตนเองได้แล้ว
- ทางออกในกรณีนี้คือครอบครัวต้องยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอให้ศาลสั่งว่าผู้สูงอายุเป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ และแต่งตั้งผู้อนุบาลหรือผู้พิทักษ์ ซึ่งเป็นกระบวนการทางกฎหมายที่ต้องมีแพทย์ตรวจประเมินและศาลพิจารณาอย่างรอบคอบ ไม่ใช่เพียงญาติเซ็นเอกสารกันเองเหมือนหนังสือมอบอำนาจ
- อำนาจของผู้อนุบาลไม่ได้กว้างไม่มีขอบเขต ศาลจะกำหนดขอบเขตอำนาจตามความจำเป็นจริงของแต่ละกรณี และผู้อนุบาลมีหน้าที่ต้องดูแลผลประโยชน์ของผู้ไร้ความสามารถเป็นหลัก ไม่ใช่ทรัพย์สินของตนเอง การกระทำบางอย่าง เช่น การขายทรัพย์สินสำคัญ อาจต้องขออนุญาตศาลเพิ่มเติมเป็นกรณีไป
- ขั้นตอนนี้ใช้เวลาและมีค่าใช้จ่าย ครอบครัวจึงควรวางแผนล่วงหน้าตั้งแต่ผู้สูงอายุยังมีความสามารถเต็มที่ ด้วยการทำหนังสือมอบอำนาจและพินัยกรรมไว้ก่อน เพื่อลดโอกาสที่ต้องพึ่งกระบวนการขอตั้งผู้อนุบาลซึ่งซับซ้อนกว่ามาก
เหมาะกับใคร
- เหมาะกับผู้ดูแลหรือลูกหลานที่ผู้สูงอายุในบ้านเริ่มมีภาวะความจำเสื่อมหรือความสามารถในการตัดสินใจลดลงชัดเจน จนหนังสือมอบอำนาจเดิมเริ่มใช้ไม่ได้ผลในทางปฏิบัติ
- ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายเฉพาะกรณี ขั้นตอนศาลและเอกสารที่ต้องใช้อาจแตกต่างกันตามข้อเท็จจริงแต่ละครอบครัว ควรปรึกษาทนายความหรือหน่วยให้คำปรึกษากฎหมายก่อนยื่นคำร้องจริง
สิ่งที่ควรรู้
จุดที่หนังสือมอบอำนาจ 'ใช้ไม่ได้แล้ว' ต่างจากที่ครอบครัวมักเข้าใจ
ครอบครัวจำนวนมากเข้าใจผิดว่าหนังสือมอบอำนาจที่ทำไว้ล่วงหน้าจะใช้ได้ตลอดไปไม่ว่าผู้สูงอายุจะมีสภาพจิตใจเป็นอย่างไร แต่ในทางกฎหมาย หนังสือมอบอำนาจอาศัยหลักที่ว่าผู้มอบอำนาจยังมีความสามารถเข้าใจและยืนยันเจตนาของตนเองได้ เมื่อภาวะความจำเสื่อมหรือภาวะสับสนเรื้อรังรุนแรงถึงขั้นที่ผู้สูงอายุไม่สามารถเข้าใจผลของการกระทำของตนเองได้อีกต่อไป หนังสือมอบอำนาจนั้นจะขาดความชอบธรรมในทางปฏิบัติ แม้เอกสารจะยังมีลายเซ็นอยู่ก็ตาม
สัญญาณที่ควรเริ่มพิจารณาเรื่องนี้ไม่ใช่แค่ความจำไม่ดี แต่คือเมื่อผู้สูงอายุเริ่มไม่สามารถเข้าใจผลของการตัดสินใจทางการเงินหรือการรักษาของตนเองได้อย่างต่อเนื่อง เช่น ไม่เข้าใจว่าเซ็นเอกสารอะไรไป หรือให้ความยินยอมโดยไม่เข้าใจเนื้อหาเลย ซึ่งต้องได้รับการประเมินโดยแพทย์อย่างเป็นทางการ ไม่ใช่ครอบครัวตัดสินเอง
ความแตกต่างระหว่างคนไร้ความสามารถกับคนเสมือนไร้ความสามารถ
กฎหมายแยกระดับความสามารถออกเป็นสองระดับหลัก คนไร้ความสามารถคือผู้ที่วิกลจริตหรือไม่สามารถจัดการงานของตนเองได้เลย ซึ่งศาลจะแต่งตั้งผู้อนุบาลให้ทำการแทนเกือบทั้งหมด ส่วนคนเสมือนไร้ความสามารถคือผู้ที่ยังพอจัดการเรื่องบางอย่างได้เอง แต่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือจิตใจจนทำให้ไม่อาจจัดการงานสำคัญบางอย่างได้ ซึ่งศาลจะแต่งตั้งผู้พิทักษ์ให้ความยินยอมเฉพาะเรื่องที่กำหนด
ความแตกต่างนี้สำคัญมากในทางปฏิบัติ เพราะกำหนดว่าผู้สูงอายุยังมีสิทธิตัดสินใจด้วยตนเองในเรื่องใดบ้าง ครอบครัวไม่ควรถือว่าเมื่อศาลตั้งผู้อนุบาลหรือผู้พิทักษ์แล้ว ผู้สูงอายุจะหมดสิทธิในทุกเรื่องโดยอัตโนมัติ ศาลจะพิจารณาความสามารถที่ยังเหลืออยู่จริงเป็นหลัก และผู้อนุบาลหรือผู้พิทักษ์มีหน้าที่เคารพความสามารถที่ยังเหลืออยู่นั้น
ขั้นตอนที่ศาลใช้พิจารณาและบทบาทของแพทย์
การยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งว่าบุคคลใดเป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถต้องมีรายงานความเห็นแพทย์ประกอบ โดยแพทย์จะตรวจประเมินสภาพจิตใจและความสามารถในการตัดสินใจของผู้สูงอายุ ณ ช่วงเวลานั้น ศาลจะพิจารณาจากพยานหลักฐานทั้งหมดรวมถึงความเห็นแพทย์ ก่อนมีคำสั่งและแต่งตั้งผู้อนุบาลหรือผู้พิทักษ์ตามความเหมาะสม กระบวนการนี้จึงไม่ใช่เรื่องที่ทำเสร็จได้ในวันเดียว และอาจใช้เวลาหลายเดือนขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของแต่ละคดี
ผู้ที่จะยื่นคำร้องได้ตามกฎหมายมักเป็นคู่สมรส ผู้บุพการี ผู้สืบสันดาน หรือญาติสนิทที่กฎหมายกำหนด หากในครอบครัวมีผู้ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมหลายคนและมีความเห็นไม่ตรงกันว่าใครควรเป็นผู้อนุบาล ศาลจะเป็นผู้พิจารณาตัดสินโดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของผู้ไร้ความสามารถเป็นหลัก ไม่ใช่ความสะดวกของญาติฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

รูปภาพโดย Pavel Danilyuk / Pexels
ขั้นตอนที่ควรทำ
ขั้นที่ 1: บันทึกสัญญาณที่บ่งชี้ว่าความสามารถในการตัดสินใจลดลง
จดบันทึกเหตุการณ์ที่ผู้สูงอายุแสดงให้เห็นว่าไม่เข้าใจผลของการตัดสินใจของตนเองอย่างต่อเนื่อง เช่น เซ็นเอกสารโดยไม่เข้าใจเนื้อหา หรือให้คนแปลกหน้าเข้าถึงเงินโดยไม่ระแวดระวัง เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบเมื่อปรึกษาแพทย์และทนายความ
- จดวันเวลาและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแต่ละครั้งให้ชัดเจน
- เก็บหลักฐาน เช่น เอกสารที่เซ็นโดยไม่เข้าใจ หรือธุรกรรมที่ผิดปกติ
- พูดคุยกับสมาชิกครอบครัวคนอื่นเพื่อยืนยันว่าพฤติกรรมนี้เกิดขึ้นสม่ำเสมอ ไม่ใช่ครั้งเดียว
ขั้นที่ 2: นัดพบแพทย์เพื่อประเมินความสามารถอย่างเป็นทางการ
พาผู้สูงอายุไปพบแพทย์เพื่อประเมินความสามารถในการตัดสินใจ ซึ่งเป็นเอกสารสำคัญที่ต้องใช้ประกอบการยื่นคำร้องต่อศาล การประเมินนี้ต้องทำโดยแพทย์ ไม่สามารถใช้ความเห็นของครอบครัวแทนได้
- เตรียมบันทึกสัญญาณและเหตุการณ์ที่รวบรวมไว้ไปให้แพทย์ประกอบการประเมิน
- สอบถามแพทย์ว่าจำเป็นต้องส่งต่อผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชหรือประสาทวิทยาเพิ่มเติมหรือไม่
- ขอสำเนาผลการประเมินไว้เพื่อใช้ยื่นคำร้องต่อศาล
ขั้นที่ 3: ปรึกษาทนายความและเตรียมยื่นคำร้องต่อศาล
ปรึกษาทนายความหรือหน่วยงานให้คำปรึกษากฎหมายเพื่อเตรียมเอกสารและขั้นตอนยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งว่าผู้สูงอายุเป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ และแต่งตั้งผู้อนุบาลหรือผู้พิทักษ์
- รวบรวมเอกสารทะเบียนบ้าน บัตรประชาชน และผลการประเมินแพทย์ให้ครบ
- หารือกับสมาชิกครอบครัวล่วงหน้าว่าใครจะเป็นผู้ยื่นคำร้องและใครจะเป็นผู้อนุบาล
- สอบถามศาลหรือทนายความเรื่องระยะเวลาและค่าใช้จ่ายที่คาดว่าจะเกิดขึ้น
ขั้นที่ 4: วางแผนการดูแลทรัพย์สินระหว่างรอคำสั่งศาล
ระหว่างรอกระบวนการศาล ครอบครัวควรดูแลทรัพย์สินของผู้สูงอายุอย่างระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะยังไม่มีผู้อนุบาลที่มีอำนาจตามกฎหมายอย่างเป็นทางการ
- หลีกเลี่ยงการทำธุรกรรมทางการเงินขนาดใหญ่ในนามผู้สูงอายุระหว่างรอคำสั่งศาล
- แจ้งธนาคารหรือสถาบันการเงินหากพบความเสี่ยงเรื่องการถูกหลอกลวง
- เก็บเอกสารสำคัญทั้งหมดไว้ในที่ปลอดภัยและให้สมาชิกครอบครัวที่ไว้ใจได้ทราบตำแหน่ง
สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง
- อย่าใช้หนังสือมอบอำนาจเดิมทำธุรกรรมต่อไปทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าผู้สูงอายุไม่เข้าใจผลของการเซ็นเอกสารนั้นอีกต่อไป
- อย่าให้ครอบครัวตัดสินใจกันเองว่าผู้สูงอายุ 'ไร้ความสามารถ' โดยไม่มีการประเมินจากแพทย์อย่างเป็นทางการ
- อย่าคิดว่าคนที่ดูแลผู้สูงอายุมากที่สุดจะได้เป็นผู้อนุบาลโดยอัตโนมัติ ศาลเป็นผู้พิจารณาตามประโยชน์สูงสุดของผู้ไร้ความสามารถ
- อย่าใช้อำนาจผู้อนุบาลตัดสินใจแทนผู้สูงอายุในเรื่องที่ท่านยังทำเองได้ตามความสามารถที่เหลืออยู่
- อย่าปล่อยให้เรื่องนี้ค้างไว้จนเกิดปัญหาทางการเงินหรือมีคนแปลกหน้าฉวยโอกาสก่อนที่ครอบครัวจะเริ่มกระบวนการทางศาล
เมื่อใดควรขอความช่วยเหลือ
- หากพบว่ามีบุคคลภายนอกกำลังหลอกลวงหรือพยายามเข้าถึงทรัพย์สินของผู้สูงอายุที่ความสามารถในการตัดสินใจลดลงแล้ว ควรติดต่อตำรวจหรือหน่วยงานคุ้มครองสิทธิทันที ไม่รอให้กระบวนการศาลเสร็จสิ้นก่อน
- ติดต่อทนายความหรือหน่วยให้คำปรึกษากฎหมายภายในสัปดาห์นี้หากเริ่มพบว่าหนังสือมอบอำนาจเดิมใช้ไม่ได้ผลในทางปฏิบัติ เพื่อประเมินว่าจำเป็นต้องยื่นคำร้องขอตั้งผู้อนุบาลหรือไม่
- นัดพบแพทย์เพื่อประเมินความสามารถในการตัดสินใจของผู้สูงอายุอย่างเป็นทางการเมื่อสังเกตเห็นสัญญาณความจำหรือการตัดสินใจถดถอยชัดเจนต่อเนื่อง
- เฝ้าสังเกตและบันทึกไว้หากเป็นเพียงความหลงลืมเล็กน้อยที่ยังไม่กระทบการตัดสินใจสำคัญ แล้วนำมาทบทวนอีกครั้งหากอาการเปลี่ยนแปลงชัดเจนขึ้น
เช็กลิสต์สรุป
- บันทึกเหตุการณ์ที่บ่งชี้ว่าความสามารถในการตัดสินใจลดลงอย่างต่อเนื่อง
- นัดพบแพทย์เพื่อประเมินความสามารถอย่างเป็นทางการ
- ปรึกษาทนายความเรื่องขั้นตอนยื่นคำร้องต่อศาล
- รวบรวมเอกสารทะเบียนบ้าน บัตรประชาชน และผลการประเมินแพทย์
- หารือในครอบครัวว่าใครควรเป็นผู้ยื่นคำร้องและผู้อนุบาล
- ดูแลทรัพย์สินอย่างระมัดระวังระหว่างรอคำสั่งศาล
คำถามที่พบบ่อย
รู้ได้อย่างไรว่าถึงเวลาที่ต้องขอศาลตั้งผู้อนุบาลแล้ว
สัญญาณหลักคือผู้สูงอายุไม่สามารถเข้าใจผลของการตัดสินใจทางการเงินหรือการรักษาของตนเองได้อย่างต่อเนื่อง เช่น เซ็นเอกสารโดยไม่เข้าใจเนื้อหา หรือให้ความยินยอมโดยไม่รู้ว่าตกลงอะไรไป ควรพาไปพบแพทย์เพื่อประเมินอย่างเป็นทางการก่อนตัดสินใจยื่นคำร้องต่อศาล
ผู้อนุบาลกับผู้พิทักษ์ต่างกันอย่างไร
ผู้อนุบาลแต่งตั้งให้คนไร้ความสามารถ ซึ่งไม่สามารถจัดการงานของตนเองได้เลย โดยผู้อนุบาลทำการแทนในเรื่องส่วนใหญ่ ส่วนผู้พิทักษ์แต่งตั้งให้คนเสมือนไร้ความสามารถ ซึ่งยังพอจัดการเรื่องบางอย่างได้เอง โดยผู้พิทักษ์ทำหน้าที่ให้ความยินยอมเฉพาะเรื่องสำคัญที่ศาลกำหนดเท่านั้น
ใครมีสิทธิยื่นคำร้องขอตั้งผู้อนุบาลได้บ้าง
โดยทั่วไปคือคู่สมรส ผู้บุพการี ผู้สืบสันดาน หรือญาติสนิทตามที่กฎหมายกำหนด รายละเอียดคุณสมบัติผู้มีสิทธิยื่นคำร้องควรตรวจสอบกับทนายความหรือสำนักงานศาลยุติธรรมโดยตรง เพราะอาจมีเงื่อนไขเฉพาะแต่ละกรณี
ขอตั้งผู้อนุบาลใช้เวลานานแค่ไหนและมีค่าใช้จ่ายเท่าไร
ระยะเวลาและค่าใช้จ่ายแตกต่างกันไปตามความซับซ้อนของแต่ละคดี เช่น มีทายาทคัดค้านหรือไม่ มีทรัพย์สินซับซ้อนแค่ไหน โดยทั่วไปกระบวนการนี้ใช้เวลานานกว่าการทำหนังสือมอบอำนาจมาก ควรสอบถามตัวเลขที่แน่นอนจากทนายความหรือศาลในพื้นที่ก่อนเริ่มดำเนินการ
เมื่อศาลตั้งผู้อนุบาลแล้ว ผู้สูงอายุยังมีสิทธิตัดสินใจอะไรได้เองบ้างไหม
มี ศาลจะพิจารณาความสามารถที่ยังเหลืออยู่จริงเป็นหลัก และกำหนดขอบเขตอำนาจของผู้อนุบาลตามความจำเป็น ไม่ใช่ริบสิทธิทุกอย่างไปโดยอัตโนมัติ ผู้อนุบาลมีหน้าที่เคารพความสามารถและความชอบที่ผู้สูงอายุยังมีอยู่ในเรื่องที่ไม่กระทบความปลอดภัยหรือทรัพย์สินสำคัญ
ถ้าพี่น้องไม่เห็นด้วยกันว่าใครควรเป็นผู้อนุบาล ควรทำอย่างไร
หากครอบครัวมีความเห็นไม่ตรงกัน ควรปรึกษาทนายความและปล่อยให้ศาลเป็นผู้พิจารณาตัดสินตามประโยชน์สูงสุดของผู้ไร้ความสามารถ ไม่ควรปล่อยให้ความขัดแย้งในครอบครัวทำให้กระบวนการล่าช้าจนเกิดความเสี่ยงต่อทรัพย์สินหรือความปลอดภัยของผู้สูงอายุ
สรุป
- หนังสือมอบอำนาจใช้ได้เฉพาะขณะผู้มอบอำนาจยังมีความสามารถตัดสินใจอยู่ เมื่อความสามารถนั้นเสื่อมถอยถาวร ต้องพึ่งกระบวนการขอศาลตั้งผู้อนุบาลแทน
- การขอตั้งผู้อนุบาลต้องมีการประเมินจากแพทย์และการพิจารณาของศาล ไม่ใช่ครอบครัวตัดสินกันเองว่าใครไร้ความสามารถ
- อำนาจของผู้อนุบาลมีขอบเขตตามที่ศาลกำหนด และต้องเคารพความสามารถที่ผู้สูงอายุยังเหลืออยู่จริง
- การวางแผนล่วงหน้าด้วยหนังสือมอบอำนาจและพินัยกรรมตั้งแต่ยังมีความสามารถเต็มที่ ช่วยลดความจำเป็นต้องพึ่งกระบวนการนี้ซึ่งใช้เวลาและมีค่าใช้จ่ายมากกว่า
แหล่งข้อมูล
- การร้องขอให้ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถและตั้งผู้อนุบาล — สำนักงานศาลยุติธรรม (เปิดในแท็บใหม่)(เข้าถึงเมื่อ 2026-09-18)
- การให้คำปรึกษากฎหมายแก่ประชาชนผู้ไม่ได้รับความเป็นธรรม — สำนักงานศาลยุติธรรม (เปิดในแท็บใหม่)(เข้าถึงเมื่อ 2026-09-18)
- สิทธิและสวัสดิการผู้สูงอายุที่ขาดความสามารถในการดูแลตนเอง — กรมกิจการผู้สูงอายุ (เปิดในแท็บใหม่)(เข้าถึงเมื่อ 2026-09-18)
จัดทำโดยทีมกองบรรณาธิการสูงวัยไทย
เครื่องมือและคู่มือที่เกี่ยวข้อง
บทความที่เกี่ยวข้อง

อยากให้ลูกไปทำธุรกรรมแทนได้ ต้องทำหนังสือมอบอำนาจแบบไหนถึงจะรัดกุม
หนังสือมอบอำนาจช่วยให้ลูกหลานทำธุรกรรมแทนผู้สูงอายุได้ตามขอบเขตที่ระบุไว้ แต่หลายครอบครัวเข้าใจว่าเอกสารนี้ครอบคลุมทุกเรื่องและใช้ได้ตลอดไป คู่มือนี้อธิบายขอบเขต ข้อจำกัด และสิ่งที่ควรเตรียมก่อนไปทำเอกสารจริง

จังหวะที่ควรทำหนังสือมอบอำนาจให้ผู้สูงอายุ ก่อนการตัดสินใจเริ่มไม่แน่นอน
หลายครอบครัวรอจนพ่อแม่ป่วยหนักแล้วค่อยคิดเรื่องหนังสือมอบอำนาจ ทั้งที่ต้องทำตอนยังมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ บทความนี้ช่วยจับสัญญาณเวลาที่เหมาะสมและขั้นตอนที่ปลอดภัย

มอบอำนาจให้ลูกคนเดียวหรือให้หลายคนร่วมกัน แบบไหนเหมาะกับครอบครัวคุณมากกว่า
การมอบอำนาจให้ลูกคนเดียวดูแลแทนช่วยให้ตัดสินใจได้เร็ว แต่การให้หลายคนร่วมกันช่วยลดความเสี่ยงเรื่องการใช้อำนาจเกินขอบเขต คู่มือนี้เทียบข้อดีข้อเสียของทั้งสองแบบเพื่อช่วยครอบครัวตัดสินใจให้เหมาะกับสถานการณ์จริง

พ่อบอกอยากทำพินัยกรรมไว้ให้ชัดเจน ควรเริ่มต้นอย่างไรให้ลูกหลานไม่ทะเลาะกัน
พินัยกรรมช่วยให้ความประสงค์เรื่องทรัพย์สินของผู้สูงอายุชัดเจนและลดโอกาสขัดแย้งในครอบครัว แต่หลายบ้านไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไรหรือกังวลว่าพูดเรื่องนี้แล้วจะดูแช่งตัวเอง คู่มือนี้ช่วยให้เริ่มต้นพูดคุยและเตรียมเอกสารอย่างรอบคอบ