สูงวัยไทย

ประกันสังคมมาตรา 40 ตอนอายุ 50 ขึ้นไป: สมัครทันไหม คุ้มครองอะไร และต่างจากมาตรา 39 อย่างไร

อธิบายมาตรา 40 สำหรับคนวัย 50 ปีขึ้นไปที่ไม่มีนายจ้าง ว่ายังสมัครได้ถึงอายุเท่าไร แต่ละทางเลือกคุ้มครองอะไรบ้าง ต่างจากมาตรา 39 ตรงไหน และเทียบกับการไม่สมัครเลยแล้วได้อะไรเพิ่ม

17 นาทีในการอ่าน

เผยแพร่เมื่อ 18 กันยายน 2026

Elder man using laptop in a lush outdoor setting, showcasing freelance remote work lifestyle.

รูปภาพโดย Marcus Aurelius / Pexels

คำตอบสั้น ๆ

  • มาตรา 40 เปิดให้ผู้ประกอบอาชีพอิสระที่ไม่มีนายจ้างสมัครเป็นผู้ประกันตนโดยสมัครใจ โดยผู้สมัครต้องมีอายุตั้งแต่ 15 ปีบริบูรณ์ถึง 65 ปีบริบูรณ์ คนวัย 50 ถึง 60 ต้นจึงยังสมัครได้ ไม่ใช่สิทธิที่ปิดไปแล้วอย่างที่หลายคนเข้าใจ
  • มีสามทางเลือกตามจำนวนเงินสมทบต่อเดือน คือ 70 บาท 100 บาท และ 300 บาท ความคุ้มครองเพิ่มขึ้นตามทางเลือก โดยทางเลือกที่จ่ายสูงกว่าจะมีกรณีชราภาพและเงินค่าทำศพในวงเงินที่สูงกว่า
  • สิ่งที่มาตรา 40 ไม่ได้ให้คือสิทธิรักษาพยาบาล ผู้ประกันตนมาตรา 40 ยังใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติหรือสิทธิบัตรทองในการรักษาตามเดิม สิ่งที่ได้เพิ่มคือเงินทดแทนการขาดรายได้และสิทธิด้านอื่นตามทางเลือกที่เลือกไว้
  • คนที่เพิ่งออกจากงานประจำควรเทียบกับมาตรา 39 ก่อน เพราะมาตรา 39 ให้ความคุ้มครองกว้างกว่ารวมถึงการรักษาพยาบาล แต่มีเงื่อนไขว่าต้องเคยเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 และส่งเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 12 เดือน และต้องสมัครภายใน 6 เดือนนับแต่วันที่ออกจากงาน
  • อัตราเงินสมทบ วงเงินประโยชน์ทดแทน และเงื่อนไขรายละเอียดมีการปรับปรุงเป็นระยะ ก่อนสมัครควรยืนยันตัวเลขที่ใช้อยู่จริงกับสำนักงานประกันสังคมผ่านสายด่วน 1506 หรือเว็บไซต์ sso.go.th

เหมาะกับใคร

  • เหมาะกับคนอายุ 50 ปีขึ้นไปที่ทำงานอิสระ ค้าขาย รับจ้างรายวัน หรือเพิ่งออกจากงานประจำและยังไม่มีหลักประกันรายได้
  • เหมาะกับลูกที่อยากช่วยพ่อแม่ซึ่งยังทำงานหาเงินเองอยู่ ให้มีหลักประกันรองรับวันที่เจ็บป่วยจนทำงานไม่ได้
  • ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุนหรือคำมั่นเรื่องผลตอบแทน และไม่ได้บอกว่าทางเลือกใดดีที่สุดสำหรับทุกคน เพราะขึ้นอยู่กับรายได้ ภาระ และสิทธิอื่นที่มีอยู่แล้ว

สิ่งที่ควรรู้

อายุ 50 กว่าแล้วยังสมัครได้จริงหรือไม่ และเส้นตายอยู่ตรงไหน

คำถามแรกของคนวัยนี้มักเป็นว่าสายไปแล้วหรือยัง คำตอบคือมาตรา 40 กำหนดให้ผู้สมัครมีอายุตั้งแต่ 15 ปีบริบูรณ์ถึง 65 ปีบริบูรณ์ ดังนั้นคนอายุ 52 หรือ 58 ยังอยู่ในกรอบ ส่วนคนที่อายุเกิน 65 แล้วจะสมัครใหม่ไม่ได้ จุดนี้ต่างจากความเชื่อที่ว่าประกันสังคมรับเฉพาะคนหนุ่มสาว

เงื่อนไขอีกข้อคือผู้สมัครต้องไม่เป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 หรือมาตรา 39 อยู่ในขณะนั้น และไม่เป็นข้าราชการหรือผู้ที่มีสิทธิตามระบบอื่นที่กฎหมายกำหนดไว้ ผู้ที่ยังมีนายจ้างจึงยังสมัครมาตรา 40 ไม่ได้ ต้องรอให้สถานะการทำงานเปลี่ยนก่อน

สิ่งที่ควรระวังคือเวลาที่เหลือ ยิ่งสมัครตอนอายุมาก จำนวนเดือนที่จ่ายเงินสมทบสะสมก่อนถึงวัยรับสิทธิชราภาพก็ยิ่งสั้น ผลคือเงินก้อนที่จะได้รับเมื่ออายุครบ 60 ปีจะน้อยกว่าคนที่เริ่มเร็ว จึงควรมองมาตรา 40 ในวัยนี้เป็นหลักประกันช่วงเจ็บป่วยและหลักประกันให้ครอบครัวเป็นหลัก มากกว่าการหวังเงินก้อนใหญ่ตอนเกษียณ

คนจำนวนไม่น้อยเคยสมัครไว้ช่วงที่มีการรณรงค์ในชุมชนแล้วขาดส่ง ทำให้เข้าใจว่าสิทธิหมดไปแล้ว ความจริงคือสถานะของแต่ละคนต่างกัน บางกรณีกลับมาส่งต่อได้ บางกรณีต้องเริ่มใหม่ ควรโทรตรวจสถานะกับสายด่วน 1506 ก่อน แทนการเดาเอง

สามทางเลือกให้อะไรบ้าง และข้อจำกัดที่ต้องรู้ก่อนสมัคร

ทางเลือกที่ 1 จ่ายเงินสมทบเดือนละ 70 บาท ให้ความคุ้มครองกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย กรณีทุพพลภาพ และกรณีเสียชีวิต ทางเลือกที่ 2 จ่ายเดือนละ 100 บาท ได้ความคุ้มครองเช่นเดียวกันและเพิ่มกรณีชราภาพ ส่วนทางเลือกที่ 3 จ่ายเดือนละ 300 บาท ได้ครบทั้งห้ากรณีโดยเพิ่มกรณีสงเคราะห์บุตรเข้ามา

กรณีเจ็บป่วยของมาตรา 40 ไม่ใช่การจ่ายค่ารักษา แต่เป็นเงินทดแทนการขาดรายได้เมื่อต้องนอนโรงพยาบาลหรือแพทย์ให้หยุดพักรักษาตัว ตามอัตราและจำนวนวันสูงสุดที่กำหนดไว้ต่างกันในแต่ละทางเลือก จุดนี้สำคัญมากสำหรับคนที่หยุดงานหนึ่งวันแล้วรายได้หายไปหนึ่งวัน

กรณีเสียชีวิตมีเงินค่าทำศพให้ผู้จัดการศพ โดยทางเลือกที่ 1 และ 2 อยู่ที่ 25,000 บาท ส่วนทางเลือกที่ 3 อยู่ที่ 50,000 บาท ตามเงื่อนไขการส่งเงินสมทบที่ประกันสังคมกำหนด ครอบครัวที่ไม่ทราบว่าผู้สูงอายุเคยสมัครไว้ มักพลาดสิทธินี้ไปเพราะไม่ได้ยื่นภายในกรอบเวลา

ข้อจำกัดที่ต้องพูดให้ชัดคือมาตรา 40 ไม่ให้สิทธิรักษาพยาบาล ผู้ประกันตนยังต้องใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติตามเดิม และไม่มีกรณีว่างงาน ใครที่คาดหวังว่าสมัครแล้วจะได้สิทธิรักษาแบบเดียวกับตอนเป็นลูกจ้างประจำ จะผิดหวังตั้งแต่ครั้งแรกที่ไปโรงพยาบาล

  • ทางเลือกที่ 1 เดือนละ 70 บาท คุ้มครองเจ็บป่วย ทุพพลภาพ และเสียชีวิต
  • ทางเลือกที่ 2 เดือนละ 100 บาท เพิ่มกรณีชราภาพเข้ามา
  • ทางเลือกที่ 3 เดือนละ 300 บาท ได้ครบห้ากรณีรวมสงเคราะห์บุตร
  • ทุกทางเลือกไม่รวมสิทธิรักษาพยาบาลและไม่มีกรณีว่างงาน

เทียบกับการไม่สมัครเลย ได้อะไรเพิ่มจริงบ้างในวัย 50 ขึ้นไป

คนวัยนี้ที่ไม่ได้สมัครอะไรเลย ยังมีสิทธิรักษาพยาบาลผ่านหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และเมื่ออายุครบ 60 ปีก็ยังลงทะเบียนรับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุกับท้องถิ่นได้ตามเกณฑ์ สองเรื่องนี้ไม่ได้หายไปไม่ว่าจะสมัครมาตรา 40 หรือไม่

สิ่งที่ได้เพิ่มจากมาตรา 40 จึงเป็นเรื่องช่องว่างระหว่างวันที่ทำงานไม่ได้กับวันที่ยังต้องกินต้องใช้ ผู้ค้าขายรายวันที่ล้มหมอนนอนเสื่อสองสัปดาห์จะเห็นความต่างชัดที่สุด เพราะเงินทดแทนการขาดรายได้เข้ามาช่วยพยุงในช่วงที่แผงปิด

อีกส่วนคือหลักประกันให้คนข้างหลัง เงินค่าทำศพช่วยลดภาระก้อนแรกของลูกหลานในวันที่ต้องจัดงานอย่างกะทันหัน สำหรับครอบครัวรายได้น้อย เงินก้อนนี้คือส่วนต่างระหว่างการต้องหยิบยืมกับการจัดงานได้ตามกำลัง

สิ่งที่ต้องชั่งคือความสม่ำเสมอของการจ่าย เงินสมทบไม่มาก แต่ต้องจ่ายต่อเนื่องถึงจะรักษาสิทธิไว้ได้ ผู้ที่รายได้ไม่แน่นอนควรเลือกทางเลือกที่จ่ายไหวจริงในเดือนที่ขายไม่ดี ดีกว่าเลือกทางเลือกสูงสุดแล้วขาดส่งกลางคัน

มาตรา 40 กับมาตรา 39 ต่างกันตรงไหน และใครควรเลือกทางไหน

มาตรา 39 เป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่เคยเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 คือเคยเป็นลูกจ้างที่มีนายจ้าง และส่งเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 12 เดือน เมื่อออกจากงานสามารถสมัครเป็นผู้ประกันตนโดยสมัครใจต่อได้ โดยต้องยื่นภายใน 6 เดือนนับแต่วันที่สิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33

ความต่างที่สำคัญคือขอบเขตความคุ้มครอง มาตรา 39 ให้ประโยชน์ทดแทนหลายกรณีรวมถึงการรักษาพยาบาลและกรณีชราภาพที่ต่อยอดจากเดือนที่เคยส่งไว้ตอนเป็นลูกจ้าง ส่วนมาตรา 40 ไม่มีสิทธิรักษาพยาบาลและเป็นระบบของตัวเองแยกจากเดือนสมทบเดิม

เงินสมทบก็ต่างกัน มาตรา 39 กำหนดให้ผู้ประกันตนจ่ายเดือนละ 432 บาท ซึ่งสูงกว่ามาตรา 40 ทุกทางเลือก แต่ได้ความคุ้มครองกว้างกว่า คนที่เพิ่งออกจากงานและยังพอมีกำลังจ่าย มักได้ประโยชน์จากมาตรา 39 มากกว่า โดยเฉพาะผู้ที่ส่งเงินสมทบมานานและใกล้เข้าเกณฑ์รับบำนาญ

คนที่ไม่เคยเป็นลูกจ้างมาก่อน หรือพลาดกรอบเวลา 6 เดือนของมาตรา 39 ไปแล้ว มาตรา 40 จึงเป็นประตูที่ยังเปิดอยู่ ส่วนคนที่ยังลังเล ควรโทร 1506 เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจประวัติเดือนสมทบของตัวเองก่อน เพราะจำนวนเดือนที่เคยส่งไว้เป็นตัวชี้ขาดว่าทางไหนคุ้มกว่าสำหรับกรณีของแต่ละคน

  • มาตรา 39 ต้องเคยเป็นมาตรา 33 และส่งเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 12 เดือน
  • มาตรา 39 ต้องสมัครภายใน 6 เดือนนับแต่วันที่สิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตน
  • มาตรา 39 จ่ายเดือนละ 432 บาท และรวมสิทธิรักษาพยาบาล
  • มาตรา 40 จ่ายน้อยกว่าแต่ไม่มีสิทธิรักษาพยาบาลและไม่มีกรณีว่างงาน

เรื่องที่ทำให้สิทธิสะดุด แม้สมัครไว้แล้ว

ปัญหาที่พบบ่อยที่สุดคือการขาดส่งเงินสมทบ เพราะการรับประโยชน์ทดแทนแต่ละกรณีมีเงื่อนไขว่าต้องส่งเงินสมทบครบตามจำนวนเดือนที่กำหนดในช่วงเวลาที่กำหนด คนที่จ่ายบ้างไม่จ่ายบ้างจึงอาจไม่เข้าเงื่อนไขในวันที่ต้องใช้จริง

ทางแก้ที่ได้ผลคือผูกการจ่ายเข้ากับระบบหักบัญชีอัตโนมัติ หรือจ่ายล่วงหน้าหลายเดือนในช่วงที่มีรายได้ดี ผู้สูงอายุที่ใช้เงินสดเป็นหลักอาจให้ลูกช่วยตั้งการจ่ายผ่านแอปธนาคารและส่งหลักฐานกลับมาให้ท่านเก็บไว้ทุกครั้ง

อีกเรื่องคือครอบครัวไม่รู้ว่าผู้สูงอายุเป็นผู้ประกันตนมาตรา 40 อยู่ ทำให้เมื่อท่านเสียชีวิต ไม่มีใครไปยื่นขอรับเงินค่าทำศพภายในกรอบเวลา วิธีป้องกันคือจดไว้ในเอกสารสำคัญของบ้านว่าท่านมีสิทธิใดอยู่บ้าง และเก็บสำเนาหลักฐานการสมัครไว้ในแฟ้มเดียวกัน

สุดท้ายคือการเปลี่ยนสถานะการทำงาน หากกลับไปเป็นลูกจ้างที่มีนายจ้างอีกครั้ง สถานะจะเปลี่ยนไปเป็นมาตรา 33 ซึ่งมีผลต่อการเป็นผู้ประกันตนมาตรา 40 ควรแจ้งและตรวจสอบกับสำนักงานประกันสังคมเมื่อสถานะเปลี่ยน อย่าปล่อยให้ระบบค้างสองสถานะโดยไม่ตรวจสอบ

Senior man working on a laptop surrounded by lush greenery in a greenhouse.

รูปภาพโดย Marcus Aurelius / Pexels

ขั้นตอนที่ควรทำ

ขั้นที่ 1: ตรวจสถานะผู้ประกันตนของตัวเองก่อนตัดสินใจ

โทรสายด่วนประกันสังคม 1506 หรือเข้าเว็บไซต์ sso.go.th เพื่อตรวจว่าปัจจุบันเราอยู่ในสถานะใด เคยส่งเงินสมทบมาแล้วกี่เดือน และสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนเมื่อใด ข้อมูลสามอย่างนี้เป็นตัวชี้ว่าเรามีสิทธิเลือกมาตรา 39 หรือเหลือเพียงมาตรา 40

หากเพิ่งออกจากงานไม่นาน ให้ถามเจ้าหน้าที่ตรง ๆ ว่ากรอบเวลาสมัครมาตรา 39 ของกรณีเราสิ้นสุดวันไหน แล้วจดวันนั้นไว้ในปฏิทินทันที เพราะเป็นเส้นตายที่ย้อนกลับมาแก้ไม่ได้

  • ตรวจสถานะปัจจุบันและจำนวนเดือนสมทบที่เคยส่ง
  • ถามวันสิ้นสุดกรอบเวลาสมัครมาตรา 39 หากเพิ่งออกจากงาน
  • ตรวจว่ามีสถานะผู้ประกันตนค้างอยู่ในระบบหรือไม่

ขั้นที่ 2: เลือกทางเลือกที่จ่ายไหวในเดือนที่รายได้น้อยที่สุด

แทนที่จะเลือกจากความคุ้มครองสูงสุด ให้ลองนึกถึงเดือนที่ขายไม่ดีที่สุดของปีที่ผ่านมา แล้วถามว่าเดือนแบบนั้นยังจ่ายเงินสมทบจำนวนนี้ไหวหรือไม่ ความต่อเนื่องสำคัญกว่าความคุ้มครองบนกระดาษที่ขาดส่งกลางทาง

ผู้ที่มีลูกเล็กในความอุปการะหรือมีภาระครอบครัวมาก อาจพิจารณาทางเลือกที่ให้ความคุ้มครองกว้างกว่า ส่วนผู้ที่อยู่คนเดียวและต้องการเน้นช่วงเจ็บป่วย อาจเริ่มจากทางเลือกพื้นฐานก่อนแล้วค่อยปรับ

  • ประเมินรายได้เดือนที่ต่ำสุดของปีเป็นเกณฑ์ตัดสิน
  • ดูว่าครอบครัวมีใครอยู่ในความอุปการะบ้าง
  • สอบถามเจ้าหน้าที่เรื่องการเปลี่ยนทางเลือกในภายหลัง

ขั้นที่ 3: สมัครผ่านช่องทางที่สะดวกและเก็บหลักฐานให้ครบ

การสมัครทำได้ที่สำนักงานประกันสังคมทุกแห่ง และมีช่องทางอื่นที่สำนักงานประกันสังคมประกาศไว้ เช่น ระบบออนไลน์และหน่วยบริการที่ร่วมโครงการ ควรตรวจช่องทางล่าสุดที่ sso.go.th หรือโทร 1506 ก่อนเดินทาง เพื่อไม่ต้องไปหลายรอบ

เมื่อสมัครเสร็จ ให้เก็บหลักฐานการสมัครและใบเสร็จการชำระเงินสมทบไว้เป็นชุด พร้อมถ่ายรูปเก็บไว้ในโทรศัพท์ของลูกอีกหนึ่งชุด เพื่อให้ครอบครัวหยิบใช้ได้ในวันที่ต้องยื่นเรื่องแทนผู้สูงอายุ

  • เตรียมบัตรประชาชนตัวจริงและข้อมูลบัญชีธนาคาร
  • ตรวจช่องทางสมัครล่าสุดก่อนเดินทางไปยื่น
  • เก็บหลักฐานการสมัครและใบเสร็จไว้ทั้งแบบกระดาษและดิจิทัล

ขั้นที่ 4: วางระบบจ่ายต่อเนื่องและบอกครอบครัวว่ามีสิทธิอะไร

ตั้งการจ่ายแบบอัตโนมัติหรือกำหนดวันจ่ายประจำเดือนไว้ให้ชัด แล้วตรวจยอดทุกสามเดือนว่าการจ่ายเข้าระบบครบจริง การขาดส่งโดยไม่รู้ตัวเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ไม่เข้าเงื่อนไขในวันที่ต้องใช้สิทธิ

เขียนไว้ในเอกสารสำคัญของบ้านว่าผู้สูงอายุเป็นผู้ประกันตนมาตรา 40 ทางเลือกใด เลขบัตรประชาชนที่ใช้ และสายด่วนที่ต้องโทร เพื่อให้ลูกหลานยื่นเรื่องได้ทันในวันที่เกิดเหตุ โดยเฉพาะกรณีเสียชีวิตซึ่งมีกรอบเวลายื่นของตัวเอง

  • ตั้งระบบจ่ายเงินสมทบให้ต่อเนื่องและตรวจยอดทุกสามเดือน
  • บันทึกทางเลือกที่สมัครไว้ในแฟ้มเอกสารสำคัญของบ้าน
  • แจ้งลูกหลานว่าต้องติดต่อใครและใช้เอกสารใดเมื่อต้องยื่นเรื่อง
  • ทบทวนความเหมาะสมของทางเลือกทุกปีเมื่อรายได้เปลี่ยน

สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง

  • อย่าสมัครโดยเข้าใจว่าจะได้สิทธิรักษาพยาบาลเหมือนตอนเป็นลูกจ้าง เพราะมาตรา 40 ไม่มีกรณีรักษาพยาบาล
  • อย่าเลือกทางเลือกที่จ่ายสูงเกินกำลังในเดือนที่รายได้น้อย เพราะการขาดส่งทำให้ไม่เข้าเงื่อนไขรับประโยชน์ทดแทน
  • อย่าปล่อยกรอบเวลาสมัครมาตรา 39 ให้เลยไปโดยยังไม่ได้ตรวจสอบสิทธิของตัวเอง
  • อย่าเชื่อตัวเลขเงินสมทบหรือวงเงินประโยชน์ทดแทนจากข้อความส่งต่อ ควรยืนยันกับสายด่วน 1506
  • อย่าเก็บหลักฐานการสมัครไว้คนเดียวโดยไม่บอกครอบครัว เพราะสิทธิบางกรณีต้องให้ทายาทเป็นผู้ยื่น
  • อย่าลืมแจ้งเปลี่ยนสถานะเมื่อกลับไปทำงานที่มีนายจ้าง เพราะมีผลต่อการเป็นผู้ประกันตน

เมื่อใดควรขอความช่วยเหลือ

  • ติดต่อสำนักงานประกันสังคมหรือสายด่วน 1506 ภายในวันนี้หรือพรุ่งนี้ หากเพิ่งออกจากงานและยังไม่ทราบว่ากรอบเวลาสมัครมาตรา 39 ของตนสิ้นสุดเมื่อใด
  • ติดต่อสำนักงานประกันสังคมภายในสัปดาห์นี้ หากจ่ายเงินสมทบแล้วแต่ตรวจสอบพบว่ายอดไม่เข้าระบบ
  • โทร 1506 ภายในเดือนนี้ หากเคยสมัครไว้แล้วขาดส่งและอยากทราบว่าสถานะปัจจุบันกลับมาส่งต่อได้หรือไม่
  • ปรึกษาเจ้าหน้าที่ก่อนตัดสินใจเปลี่ยนทางเลือก หากรายได้เปลี่ยนแปลงมากจนจ่ายอัตราเดิมไม่ไหว
  • เฝ้าติดตามและบันทึกไว้ หากยังไม่ตัดสินใจ ให้จดวันครบกำหนดสำคัญและทบทวนอีกครั้งภายในสามเดือน

เช็กลิสต์สรุป

  • ตรวจสถานะผู้ประกันตนและจำนวนเดือนสมทบกับสายด่วน 1506
  • ตรวจว่าตนเองอยู่ในช่วงอายุ 15 ถึง 65 ปีบริบูรณ์ตามเงื่อนไข
  • เทียบมาตรา 40 กับมาตรา 39 ตามประวัติการทำงานของตนเอง
  • เลือกทางเลือกที่จ่ายไหวในเดือนที่รายได้น้อยที่สุด
  • ตั้งระบบจ่ายเงินสมทบให้ต่อเนื่องและตรวจยอดเป็นระยะ
  • เก็บหลักฐานการสมัครไว้ทั้งแบบกระดาษและดิจิทัล
  • บันทึกสิทธิที่มีไว้ในเอกสารสำคัญของบ้านให้ครอบครัวทราบ

คำถามที่พบบ่อย

อายุ 62 ปีแล้ว ยังสมัครมาตรา 40 ได้หรือไม่

เงื่อนไขอายุของมาตรา 40 คือตั้งแต่ 15 ปีบริบูรณ์ถึง 65 ปีบริบูรณ์ ผู้ที่อายุ 62 ปีจึงยังอยู่ในกรอบ แต่ต้องไม่เป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 หรือมาตรา 39 อยู่ และไม่มีสิทธิตามระบบอื่นที่กฎหมายกำหนด ควรโทรยืนยันเงื่อนไขของกรณีตนเองกับสายด่วน 1506 ก่อนเดินทางไปสมัคร

สมัครมาตรา 40 แล้วจะเสียสิทธิบัตรทองหรือเปล่า

มาตรา 40 ไม่ได้ให้สิทธิรักษาพยาบาล ผู้ประกันตนจึงยังใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติในการรักษาตามเดิม สิ่งที่ได้เพิ่มคือเงินทดแทนการขาดรายได้และประโยชน์ทดแทนกรณีอื่นตามทางเลือกที่เลือก หากไม่แน่ใจสถานะสิทธิรักษาของตน ตรวจสอบได้ที่สายด่วน สปสช. 1330

มาตรา 40 กับมาตรา 39 ควรเลือกอะไรถ้าเพิ่งลาออกจากงานประจำ

ถ้ายังอยู่ในกรอบเวลา 6 เดือนนับแต่วันสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 และเคยส่งเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 12 เดือน มาตรา 39 มักให้ความคุ้มครองกว้างกว่าเพราะรวมการรักษาพยาบาลและต่อยอดเดือนสมทบเดิม แต่จ่ายเดือนละ 432 บาทซึ่งสูงกว่า ควรให้เจ้าหน้าที่ตรวจประวัติเดือนสมทบก่อนตัดสินใจ

ขาดส่งเงินสมทบไปหลายเดือน สิทธิหายไปเลยไหม

ผลของการขาดส่งขึ้นอยู่กับกรณีและช่วงเวลา เพราะประโยชน์ทดแทนแต่ละกรณีมีเงื่อนไขจำนวนเดือนที่ต้องส่งครบต่างกัน บางกรณียังกลับมาส่งต่อได้ บางกรณีต้องเริ่มนับใหม่ วิธีที่ชัดที่สุดคือโทร 1506 พร้อมเลขบัตรประชาชนเพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสถานะจริงให้

เงินชราภาพของมาตรา 40 ได้รับเมื่อไรและได้เท่าไร

กรณีชราภาพมีเฉพาะทางเลือกที่ 2 และทางเลือกที่ 3 โดยรับได้เมื่ออายุครบ 60 ปีและสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตน จำนวนที่ได้ขึ้นอยู่กับเงินสมทบส่วนที่สะสมไว้พร้อมผลประโยชน์ตอบแทนตามที่กองทุนกำหนด ผู้ที่เริ่มสมัครตอนอายุมากจึงได้เงินก้อนน้อยกว่าผู้ที่เริ่มเร็ว สอบถามยอดของตนเองได้ที่สำนักงานประกันสังคม

ถ้าผู้สูงอายุเสียชีวิต ครอบครัวต้องทำอย่างไรกับสิทธิมาตรา 40

ผู้จัดการศพสามารถยื่นขอรับเงินค่าทำศพกับสำนักงานประกันสังคมตามเงื่อนไขของทางเลือกที่ผู้เสียชีวิตสมัครไว้ โดยต้องใช้ใบมรณบัตรและเอกสารตามที่สำนักงานกำหนด และมีกรอบเวลายื่นที่ต้องตรวจสอบ ครอบครัวจึงควรโทร 1506 ตั้งแต่วันแรก ๆ หลังจัดการเอกสารเบื้องต้นเสร็จ

สรุป

  • มาตรา 40 รับผู้สมัครอายุตั้งแต่ 15 ปีบริบูรณ์ถึง 65 ปีบริบูรณ์ คนวัย 50 ขึ้นไปที่ไม่มีนายจ้างจึงยังสมัครได้
  • มีสามทางเลือกที่เงินสมทบเดือนละ 70 บาท 100 บาท และ 300 บาท โดยความคุ้มครองเพิ่มขึ้นตามทางเลือก
  • มาตรา 40 ไม่มีสิทธิรักษาพยาบาลและไม่มีกรณีว่างงาน การรักษายังใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติตามเดิม
  • ผู้ที่เคยเป็นลูกจ้างและเพิ่งออกจากงานควรเทียบกับมาตรา 39 ซึ่งคุ้มครองกว้างกว่าแต่มีกรอบเวลาสมัคร 6 เดือน
  • ความต่อเนื่องของการจ่ายเงินสมทบคือหัวใจ และควรบอกครอบครัวไว้ว่ามีสิทธินี้อยู่เพื่อให้ยื่นเรื่องได้ทันเมื่อถึงเวลา

จัดทำโดยทีมกองบรรณาธิการสูงวัยไทย

เครื่องมือและคู่มือที่เกี่ยวข้อง

บทความที่เกี่ยวข้อง

เกษียณแล้วเงินเดือนหมดไป จะรู้ได้อย่างไรว่ารายได้ที่เหลือพอใช้ไปตลอดชีวิต
finance-rights

เกษียณแล้วเงินเดือนหมดไป จะรู้ได้อย่างไรว่ารายได้ที่เหลือพอใช้ไปตลอดชีวิต

คำถามที่คนใกล้เกษียณกังวลที่สุดไม่ใช่ 'มีเงินเท่าไร' แต่คือ 'จะพอใช้นานแค่ไหน' บทความนี้ชวนมองรายได้หลังเกษียณจากทุกแหล่งพร้อมกัน และวางแผนรับมือกรณีที่ค่าใช้จ่ายสูงกว่าที่คาดไว้

อัปเดตล่าสุด 5 สิงหาคม 2026อ่าน 13 นาที
ทำงานพาร์ตไทม์แล้วรายได้กระทบเบี้ยยังชีพหรือบำนาญหรือไม่ ไขข้อสงสัยทีละกรณี
finance-rights

ทำงานพาร์ตไทม์แล้วรายได้กระทบเบี้ยยังชีพหรือบำนาญหรือไม่ ไขข้อสงสัยทีละกรณี

ไขความสับสนที่พบบ่อยเมื่อคนก่อนเกษียณเริ่มทำงานพาร์ตไทม์แล้วกังวลว่ารายได้ใหม่จะกระทบเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ บำนาญชราภาพประกันสังคม หรือสิทธิสวัสดิการอื่นที่ได้รับอยู่แล้วหรือไม่

อัปเดตล่าสุด 12 กันยายน 2026อ่าน 12 นาที
ทำไมแผนการเงินก่อนเกษียณของหลายบ้านถึงไม่พอใช้จริงเมื่อถึงเวลา
pre-retirement

ทำไมแผนการเงินก่อนเกษียณของหลายบ้านถึงไม่พอใช้จริงเมื่อถึงเวลา

รวมปัญหาที่พบบ่อยที่สุดในแผนการเงินก่อนเกษียณของผู้สูงอายุไทย ตั้งแต่ต้นทุนสุขภาพที่ถูกมองข้ามไปจนถึงจุดที่ควรเริ่มตั้งหลักใหม่ พร้อมวิธีตรวจสอบสิทธิและเตรียมเอกสารล่วงหน้า

อัปเดตล่าสุด 5 สิงหาคม 2026อ่าน 16 นาที
เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ยื่นอย่างไร ได้เท่าไร และต้องเตรียมอะไรบ้าง
finance-rights

เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ยื่นอย่างไร ได้เท่าไร และต้องเตรียมอะไรบ้าง

แนวทางทำความเข้าใจเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ตั้งแต่คุณสมบัติ เอกสาร ช่องทางลงทะเบียน ไปจนถึงจุดที่ครอบครัวมักพลาดจนสิทธิล่าช้าหรือถูกตัดสิทธิ

อัปเดตล่าสุด 3 สิงหาคม 2026อ่าน 15 นาที