สูงวัยไทย
เมื่ออุณหภูมิร่างกายผู้สูงอายุขึ้นๆ ลงๆ ผิดจากเดิม ควรอ่านสัญญาณอย่างไร
พิมพ์เมื่อ 5 สิงหาคม 2026
เมื่ออุณหภูมิร่างกายผู้สูงอายุขึ้นๆ ลงๆ ผิดจากเดิม ควรอ่านสัญญาณอย่างไร
อุณหภูมิร่างกายผู้สูงอายุมักต่ำกว่าคนหนุ่มสาวเล็กน้อยและควบคุมได้ยากขึ้นตามวัย บทความนี้ช่วยแยกไข้ต่ำที่ซ่อนการติดเชื้อ ภาวะตัวเย็นเกิน และสัญญาณที่ต้องรีบไปโรงพยาบาล
ตรวจสอบล่าสุด 5 สิงหาคม 2026

รูปภาพโดย Vlada Karpovich / Pexels
ข้อจำกัดความรับผิดชอบทางการแพทย์
เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ ไม่สามารถใช้วินิจฉัย รักษา หรือป้องกันโรคได้ หากมีอาการผิดปกติหรือมีความเสี่ยง ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร
คำตอบสั้น ๆ
- อุณหภูมิร่างกายปกติของผู้สูงอายุมักต่ำกว่าคนวัยหนุ่มสาวเล็กน้อย จึงอาจติดเชื้อรุนแรงได้โดยไม่มีไข้สูงแบบที่คนทั่วไปคุ้นเคย ต้องดูอาการร่วมมากกว่าตัวเลขเดียว
- การวัดอุณหภูมิควรใช้เครื่องเดิม ตำแหน่งเดิม และเวลาใกล้เคียงกันทุกครั้ง เพื่อเทียบกับค่าปกติของคนคนนั้นเอง ไม่ใช่เทียบกับตัวเลขมาตรฐานอย่างเดียว
- ตัวเย็นเกินไป หรืออุณหภูมิต่ำกว่า 35 องศาเซลเซียส อันตรายไม่แพ้ไข้สูง โดยเฉพาะเมื่อเคลื่อนไหวน้อยหรืออยู่ในห้องที่ควบคุมอุณหภูมิได้ไม่ดี
- ถ้าอุณหภูมิเปลี่ยนพร้อมกับความสับสนที่เพิ่งเกิด ซึมลง หายใจเร็วขึ้น หรือปลุกไม่ค่อยตื่น ต้องรีบไปโรงพยาบาลทันที ไม่ควรรอดูอาการที่บ้าน
- การจดอุณหภูมิ ชีพจร และอาการร่วมไว้เป็นข้อมูลที่ช่วยให้แพทย์ประเมินได้แม่นยำขึ้นเมื่อไปพบ ทั้งกรณีฉุกเฉินและกรณีนัดตรวจตามปกติ
เหมาะกับใคร
- เหมาะกับผู้สูงอายุที่ยังดูแลตัวเองได้และต้องการรู้วิธีสังเกตอุณหภูมิร่างกายของตนเองอย่างถูกต้อง
- เหมาะกับผู้สูงอายุที่เพิ่งออกจากโรงพยาบาลหรือมีโรคเรื้อรังที่เสี่ยงติดเชื้อง่าย เช่น เบาหวานหรือโรคไต
- ไม่ได้ใช้แทนการประเมินไข้ในเด็กเล็กหรือผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องรุนแรง ซึ่งมีเกณฑ์เฉพาะทางที่ต่างออกไป
- ไม่ใช่คู่มือการใช้เครื่องวัดอุณหภูมิทางการแพทย์เฉพาะทางในโรงพยาบาลหรือหอผู้ป่วยวิกฤต
สิ่งที่ควรรู้
ทำไมร่างกายที่อายุมากขึ้นควบคุมอุณหภูมิได้ยากขึ้น
การเปลี่ยนแปลงตามวัยทำให้ร่างกายปรับอุณหภูมิได้ช้าและแคบลง ไขมันใต้ผิวหนังที่บางลงเก็บความร้อนได้น้อยลง ต่อมเหงื่อตอบสนองช้าลงเมื่ออากาศร้อน หลอดเลือดที่ผิวหนังหดหรือขยายตัวเพื่อรักษาอุณหภูมิได้ไม่ไวเท่าคนอายุน้อย และความรู้สึกหิวน้ำที่ลดลงตามวัยทำให้ขาดน้ำได้ง่ายโดยไม่รู้ตัว ซึ่งยิ่งซ้ำเติมปัญหาการควบคุมอุณหภูมิ
ผลรวมของการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้คือช่วงอุณหภูมิที่ร่างกายรู้สึกสบายและปลอดภัยแคบลงกว่าตอนอายุน้อย ห้องที่คนหนุ่มสาวรู้สึกเย็นสบายอาจทำให้ผู้สูงอายุตัวเย็นเกินไปได้ ในทางกลับกัน อากาศร้อนจัดก็ทำให้เสี่ยงภาวะขาดน้ำและตัวร้อนเกินได้เร็วกว่าที่คิด
- ไขมันใต้ผิวหนังบางลง เก็บความร้อนได้น้อยลง
- ต่อมเหงื่อและหลอดเลือดผิวหนังตอบสนองช้าลง
- ความรู้สึกหิวน้ำลดลงตามวัย เสี่ยงขาดน้ำโดยไม่รู้ตัว
- กล้ามเนื้อที่ลดลงตามวัยผลิตความร้อนจากการสั่นได้น้อยลงเมื่อหนาว
ไข้ในผู้สูงอายุอาจไม่ ‘ไข้’ แบบที่คุ้นเคย
แพทย์เรียกลักษณะนี้ว่าอาการแสดงไม่ตรงแบบ หมายถึงโรคเดียวกันอาจแสดงอาการต่างไปจากที่คนทั่วไปคุ้นเคยเมื่อเกิดในผู้สูงอายุ การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะหรือปอดอักเสบในผู้สูงอายุบางคนอาจไม่ทำให้ตัวร้อนจัดเลย แต่กลับแสดงออกเป็นความสับสนที่เกิดขึ้นเร็ว ซึมลง เบื่ออาหาร หรือหกล้มโดยไม่มีสาเหตุชัดเจน
ความสับสนที่เกิดขึ้นเร็วและอาการผันผวนภายในไม่กี่ชั่วโมงถึงไม่กี่วันแบบนี้เรียกว่าภาวะสับสนเฉียบพลัน ซึ่งต่างจากความจำเสื่อมที่ค่อยเป็นค่อยไป ภาวะสับสนเฉียบพลันมักมีสาเหตุที่รักษาได้ เช่น การติดเชื้อ ขาดน้ำ หรือผลข้างเคียงของยา จึงต้องได้รับการประเมินเร็ว ไม่ควรสรุปเองว่าเป็นเรื่องปกติของวัย
ครอบครัวที่คุ้นเคยกับ ‘ไข้สูงตัวร้อน’ เป็นสัญญาณเตือนหลักในเด็กหรือคนหนุ่มสาว มักรอจนอุณหภูมิขึ้นสูงมากก่อนพาไปพบแพทย์ ทำให้พลาดช่วงเวลาที่ควรรีบประเมินตั้งแต่ยังไม่มีไข้สูง
ภาวะตัวเย็นเกิน ความเสี่ยงที่มักถูกมองข้าม
ภาวะตัวเย็นเกิน หรืออุณหภูมิร่างกายต่ำกว่า 35 องศาเซลเซียส เกิดได้แม้ในบ้านที่ไม่ได้หนาวจัด โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่ตัวผอม เคลื่อนไหวน้อย นั่งหรือนอนอยู่กับที่นาน สวมเสื้อผ้าเปียกชื้นค้างนาน หรืออยู่ในห้องที่เปิดพัดลมหรือแอร์แรงเป็นเวลานานโดยไม่มีผ้าห่ม
ยาบางกลุ่มที่ผู้สูงอายุใช้ร่วมกันหลายชนิด หรือที่เรียกว่าการใช้ยาหลายชนิดพร้อมกัน อาจลดความสามารถของร่างกายในการสั่นเพื่อสร้างความร้อนหรือลดการรับรู้ความหนาวเย็น ทำให้ผู้สูงอายุตัวเย็นลงเรื่อยๆ โดยไม่รู้สึกหนาวชัดเจนและไม่บ่นเอง ครอบครัวจึงต้องสังเกตแทนมากกว่ารอให้บอก
ปัจจัยอื่นที่ทำให้อุณหภูมิผันผวนโดยไม่ใช่การติดเชื้อ
ภาวะขาดน้ำ อากาศร้อนจัด การอยู่กลางแดดนาน ปัญหาต่อมไทรอยด์ และผลข้างเคียงของยาบางชนิดที่ลดการขับเหงื่อ ล้วนทำให้อุณหภูมิร่างกายผิดปกติได้โดยไม่มีการติดเชื้อ การแยกสาเหตุเหล่านี้ออกจากกันต้องอาศัยการซักประวัติและตรวจร่างกาย ไม่ใช่สิ่งที่ครอบครัวจะสรุปเองได้ทั้งหมด
เมื่อมีไข้หรือมีอาการป่วยแม้เพียงเล็กน้อย ความสามารถทำกิจวัตรประจำวันพื้นฐาน เช่น ลุกจากเตียง เดินไปห้องน้ำ หรือกินอาหารเอง มักลดลงเร็วกว่าคนอายุน้อย การสังเกตว่าผู้สูงอายุทำกิจวัตรประจำวันได้น้อยลงกว่าปกติทันทีที่เริ่มไม่สบาย จึงเป็นสัญญาณเตือนที่มีความหมายพอๆ กับตัวเลขอุณหภูมิ

รูปภาพโดย Kampus Production / Pexels
ขั้นตอนที่ควรทำ
วัดอุณหภูมิให้ได้ค่าที่เชื่อถือได้
เลือกเครื่องวัดอุณหภูมิแบบดิจิทัลที่ใช้งานง่ายและวัดตำแหน่งเดิมทุกครั้ง เช่น ใต้ลิ้นหรือใต้รักแร้ ปรอทวัดไข้แบบปรอทแก้วแบบเก่าไม่แนะนำให้ใช้ต่อเพราะเสี่ยงแตกและมีสารปรอท ควรบันทึกค่าอุณหภูมิเมื่อร่างกายปกติไว้เป็นค่าฐาน เพื่อใช้เทียบเมื่อไม่สบาย เนื่องจากค่าปกติของแต่ละคนต่างกัน
วัดในช่วงเวลาใกล้เคียงกันทุกวัน เช่น หลังตื่นนอนก่อนลุกทำกิจกรรม เพราะอุณหภูมิร่างกายเปลี่ยนแปลงได้ตามช่วงเวลาของวันและหลังออกกำลังกายหรืออาบน้ำอุ่น
- ใช้เครื่องวัดแบบดิจิทัลตำแหน่งเดิมทุกครั้ง
- บันทึกค่าอุณหภูมิปกติของตัวเองไว้เป็นค่าฐาน
- วัดซ้ำห่างกันสิบถึงสิบห้านาทีหากค่าที่ได้ดูผิดปกติมาก
- จดวันเวลาที่วัดไว้คู่กับอาการร่วมทุกครั้ง
สิ่งที่ทำได้อย่างปลอดภัยเมื่อพบไข้ต่ำๆ ที่บ้าน
ให้สวมเสื้อผ้าบางเบาที่ระบายอากาศได้ดี เปิดหน้าต่างหรือพัดลมให้อากาศถ่ายเทโดยไม่จ่อตัวโดยตรง จิบน้ำบ่อยๆ ตามที่ร่างกายรับได้ และพักผ่อนให้เพียงพอ ผู้ที่มีโรคไตหรือโรคหัวใจที่ต้องจำกัดปริมาณน้ำควรปฏิบัติตามคำแนะนำเดิมของแพทย์เจ้าของไข้ ไม่ควรเพิ่มปริมาณน้ำเองโดยไม่ปรึกษา
ระหว่างนี้ให้สังเกตอาการร่วมอื่นอย่างใกล้ชิด เช่น การรับรู้สติ การพูดคุย ความอยากอาหาร และปริมาณปัสสาวะ หากมีอาการเหล่านี้เปลี่ยนไปจากปกติ ควรติดต่อขอคำแนะนำจากสถานพยาบาลแม้ยังไม่ถึงระดับฉุกเฉิน
- สวมเสื้อผ้าบางเบา ระบายอากาศได้ดี
- จิบน้ำบ่อยๆ ตามคำแนะนำเดิมของแพทย์หากมีข้อจำกัด
- สังเกตสติ การพูดคุย และความอยากอาหารทุกไม่กี่ชั่วโมง
- ห้ามให้ยาลดไข้เองโดยไม่ทราบสาเหตุหรือไม่ปรึกษาเภสัชกร
สิ่งที่ทำได้เมื่อสงสัยว่าตัวเย็นเกินไป
พาไปอยู่ในห้องที่อุ่นขึ้นทันที ถอดเสื้อผ้าที่เปียกชื้นออกและเปลี่ยนเป็นชุดแห้ง ห่มผ้าให้ทั่วร่างกายรวมถึงศีรษะ ให้เครื่องดื่มอุ่นที่ไม่มีแอลกอฮอล์หากยังรู้สึกตัวดีและกลืนได้ปกติ การอุ่นร่างกายควรค่อยเป็นค่อยไป
หลีกเลี่ยงการใช้กระเป๋าน้ำร้อนหรือแผ่นความร้อนแนบผิวหนังโดยตรงเพราะผิวที่บางลงตามวัยไหม้ได้ง่ายโดยไม่รู้สึกร้อนทันเวลา และหลีกเลี่ยงการนวดถูแขนขาแรงๆ ในผู้ที่ตัวเย็นมากเพราะอาจกระตุ้นภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะได้ ถ้าซึมลงหรือปลุกไม่ค่อยตื่นระหว่างนี้ ต้องรีบเรียกความช่วยเหลือฉุกเฉินทันที
- ย้ายไปห้องอุ่น เปลี่ยนเสื้อผ้าแห้ง ห่มผ้ารวมศีรษะ
- ให้เครื่องดื่มอุ่นหากยังรู้สึกตัวดีและกลืนได้ปกติ
- หลีกเลี่ยงการประคบร้อนแนบผิวโดยตรงหรือถูแรงๆ
- เฝ้าดูระดับการรู้สึกตัวระหว่างอุ่นร่างกาย
สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง
- ห้ามให้ยาลดไข้เองซ้ำๆ โดยไม่ทราบสาเหตุ เพราะอาจบดบังอาการที่ควรได้รับการประเมิน
- ห้ามใช้ผ้าเย็นจัดหรือแอลกอฮอล์เช็ดตัวแรงเพื่อลดไข้เร็วเกินไป เพราะกระตุ้นให้ตัวสั่นและอุณหภูมิแกนกลางเปลี่ยนแปลงเร็วกว่าที่ปลอดภัย
- ห้ามละเลยไข้ต่ำๆ ที่มาพร้อมความสับสนหรือซึมลง เพราะในผู้สูงอายุนี่อาจเป็นสัญญาณสำคัญกว่าตัวเลขอุณหภูมิเอง
- ห้ามใช้กระเป๋าน้ำร้อนหรือผ้าห่มไฟฟ้าแนบผิวหนังโดยตรงกับผู้ที่ตัวเย็นเกินหรือรับความรู้สึกที่แขนขาลดลง
- ห้ามสรุปว่า ‘ไม่มีไข้ก็ไม่มีการติดเชื้อ’ เพราะค่าอุณหภูมิพื้นฐานของแต่ละคนต่างกันและผู้สูงอายุหลายคนมีอาการแสดงไม่ตรงแบบ
- ห้ามรอดูอาการนานเกินไปเมื่อมีสัญญาณร่วมที่ผิดปกติ เช่น หายใจเร็ว ปากเบี้ยว หรือพูดไม่ชัด
เมื่อใดควรขอความช่วยเหลือ
- โทร 1669 หรือรีบไปห้องฉุกเฉินทันที หากตัวเย็นจัดต่ำกว่า 35 องศาเซลเซียสร่วมกับซึมลงหรือปลุกไม่ค่อยตื่น หรือมีไข้สูงร่วมกับสับสนเฉียบพลัน หายใจหอบเหนื่อย ความดันตก หรือชัก
- โทร 1669 หรือรีบไปห้องฉุกเฉินทันที หากอุณหภูมิผิดปกติร่วมกับแขนขาอ่อนแรงข้างเดียว ปากเบี้ยว หรือพูดไม่ชัด ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของหลอดเลือดสมอง
- ติดต่อสถานพยาบาลภายในวันเดียวกัน หากมีไข้ร่วมกับปัสสาวะแสบขัดหรือมีกลิ่นผิดปกติ ไอมีเสมหะ หรือแผลที่มีรอยแดงร้อนบวม
- นัดพบแพทย์ภายในไม่กี่วัน หากอุณหภูมิผิดปกติเป็นๆ หายๆ นานเกินสองถึงสามวันโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือรู้สึกหนาวสั่นบ่อยผิดปกติ
- เฝ้าสังเกตและบันทึกอาการที่บ้าน หากอุณหภูมิเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยแต่ยังกินได้ พูดคุยรู้เรื่อง และทำกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติ
เช็กลิสต์สรุป
- มีเครื่องวัดอุณหภูมิดิจิทัลที่บ้านและรู้วิธีใช้ที่ถูกต้อง
- รู้ค่าอุณหภูมิปกติของตัวเองเมื่อไม่ป่วยไว้เป็นค่าฐาน
- จดอุณหภูมิ เวลา และอาการร่วมทุกครั้งที่วัด
- ตรวจอุณหภูมิห้องนอนโดยเฉพาะช่วงกลางคืนและฤดูฝนหรือฤดูหนาว
- ทบทวนรายการยาที่อาจกระทบการควบคุมอุณหภูมิร่างกายกับแพทย์หรือเภสัชกร
- เตรียมผ้าห่มและเสื้อผ้าอุ่นสำรองไว้ใกล้มือ
- เตรียมเบอร์โรงพยาบาลใกล้บ้านและเบอร์ 1669 ไว้ในที่หยิบง่าย
คำถามที่พบบ่อย
วัดไข้ทางไหนแม่นยำที่สุดสำหรับผู้สูงอายุ
เครื่องวัดอุณหภูมิแบบดิจิทัลใต้ลิ้นหรือใต้รักแร้ให้ค่าที่เชื่อถือได้และใช้ง่ายที่บ้าน สิ่งสำคัญคือใช้ตำแหน่งและเครื่องเดิมทุกครั้งเพื่อเทียบกับค่าฐานของคนคนนั้น หากผู้สูงอายุหายใจทางปากเป็นประจำ การวัดใต้รักแร้อาจให้ค่าที่สม่ำเสมอกว่า
อุณหภูมิเท่าไรถึงเรียกว่าไข้ในผู้สูงอายุ
โดยทั่วไปแพทย์มักใช้เกณฑ์ที่ต่ำกว่าคนหนุ่มสาวเล็กน้อยในการพิจารณาไข้ในผู้สูงอายุ เนื่องจากอุณหภูมิพื้นฐานมักต่ำกว่าเดิมตามวัย ตัวเลขที่แน่นอนควรตรวจสอบกับแพทย์ประจำตัวหรือสถานพยาบาล เพราะการตัดสินใจทางคลินิกต้องดูปัจจัยอื่นร่วมด้วย ไม่ใช่ตัวเลขเดียว
ผู้สูงอายุตัวเย็นแต่ไม่บ่นหนาวเป็นเรื่องปกติหรือไม่
ไม่ควรถือว่าเป็นเรื่องปกติเสมอไป การรับรู้ความหนาวเย็นที่ลดลงตามวัยหรือจากผลของยาบางชนิดทำให้ผู้สูงอายุตัวเย็นลงได้โดยไม่รู้สึกหนาวหรือไม่บ่น ครอบครัวจึงควรสังเกตสีผิว การสั่น และความรู้สึกตัวแทนการรอให้บอกเอง
กินยาลดไข้เองได้ไหมถ้าไข้ไม่สูงมาก
ควรปรึกษาเภสัชกรหรือแพทย์ก่อนใช้ยาลดไข้เองในผู้สูงอายุ เพราะยาบางชนิดมีผลต่อไตหรือกระเพาะอาหารมากกว่าคนอายุน้อย และการลดไข้เองอาจบดบังอาการที่ควรได้รับการประเมินสาเหตุ
ทำไมผู้สูงอายุติดเชื้อทางเดินปัสสาวะแล้วไม่มีไข้แต่กลับสับสน
นี่คือลักษณะอาการแสดงไม่ตรงแบบที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ ระบบภูมิคุ้มกันและการตอบสนองของร่างกายที่เปลี่ยนไปตามวัยทำให้การติดเชื้อแสดงออกเป็นความสับสนเฉียบพลันแทนไข้สูง จึงต้องพาไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุแม้จะไม่มีไข้
ห้องนอนควรมีอุณหภูมิเท่าไรเพื่อลดความเสี่ยงตัวเย็นเกิน
โดยทั่วไปควรเป็นห้องที่รู้สึกอบอุ่นสบาย ไม่มีลมโกรกหรือแอร์เป่าจ่อตัวตลอดคืน และมีผ้าห่มเพียงพอ อุณหภูมิที่เหมาะสมต่างกันตามสภาพร่างกายของแต่ละคน ควรสังเกตความรู้สึกของผู้สูงอายุเองเป็นหลักมากกว่ายึดตัวเลขตายตัว
ควรวัดอุณหภูมิบ่อยแค่ไหนถ้ามีโรคเรื้อรัง
หากมีโรคเรื้อรังที่เสี่ยงติดเชื้อง่าย เช่น เบาหวานหรือโรคไต การวัดอุณหภูมิเป็นประจำทุกวันตอนเช้าช่วยให้เห็นค่าฐานและความเปลี่ยนแปลงได้เร็ว ควรวัดเพิ่มทันทีเมื่อรู้สึกไม่สบายหรือมีอาการผิดปกติอื่นร่วมด้วย
สรุป
- อุณหภูมิร่างกายผู้สูงอายุไม่จำเป็นต้องสูงมากจึงจะอันตราย สัญญาณร่วมสำคัญกว่าตัวเลขเดียวเสมอ
- ตัวเย็นเกินไปอันตรายพอกับไข้สูง โดยเฉพาะในบ้านที่ควบคุมอุณหภูมิได้ไม่ดีหรือเคลื่อนไหวน้อย
- การจดบันทึกสม่ำเสมอช่วยให้เห็นสิ่งที่เปลี่ยนไปจากปกติของคนคนนั้นได้เร็วกว่าการรอดูตัวเลขมาตรฐาน
- เมื่อมีสัญญาณเร่งด่วนอย่าลังเลที่จะโทร 1669 การรอดูอาจทำให้การรักษาล่าช้าเกินไป
แหล่งข้อมูล
- แนวทางการดูแลผู้สูงอายุด้านอายุรศาสตร์และเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ — กรมการแพทย์ (เปิดในแท็บใหม่)(เข้าถึงเมื่อ 2026-08-04)
- คำแนะนำด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพผู้สูงอายุ — กรมอนามัย (เปิดในแท็บใหม่)(เข้าถึงเมื่อ 2026-08-04)
- Ageing and health — World Health Organization (เปิดในแท็บใหม่)(เข้าถึงเมื่อ 2026-08-04)
จัดทำโดยทีมกองบรรณาธิการสูงวัยไทย
บทความที่เกี่ยวข้อง

จับผิด 7 ความเข้าใจผิดเรื่องอุณหภูมิร่างกายที่ทำให้ครอบครัวประเมินอาการผู้สูงอายุพลาด
ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยเรื่องไข้และตัวเย็นเกินในผู้สูงอายุ ตั้งแต่การวัดไข้ไม่สม่ำเสมอไปจนถึงการเช็ดตัวลดไข้แบบรุนแรง พร้อมวิธีแก้ที่ปลอดภัยกว่า

ชีพจรเต้นเร็ว ช้า หรือไม่สม่ำเสมอในผู้สูงอายุ บอกอะไรและควรทำอย่างไร
ชีพจรของผู้สูงอายุอ่านค่าไม่เหมือนคนหนุ่มสาวเสมอไป บทความนี้อธิบายชีพจรปกติตามวัย สาเหตุที่ทำให้เต้นเร็วช้าหรือไม่สม่ำเสมอ และเมื่อไรควรรีบไปโรงพยาบาล

ค่าความดันโลหิตในผู้สูงอายุ: เป้าหมายที่ต่างจากวัยหนุ่มสาว และวิธีวัดให้ได้ค่าจริง
อธิบายว่าทำไมเป้าหมายความดันโลหิตในผู้สูงอายุต้องปรับตามแต่ละคน ไม่ใช่ตัวเลขเดียวสำหรับทุกคน พร้อมวิธีวัดความดันที่บ้านให้แม่นยำและสัญญาณที่ต้องรีบพบแพทย์