สูงวัยไทย

ต่อใบขับขี่ตอนอายุมาก: ต้องผ่านทดสอบสมรรถภาพอะไรบ้าง และคุยกันในบ้านอย่างไรเมื่อยังอยากขับต่อ

รวมสิ่งที่ผู้สูงอายุควรรู้ก่อนไปต่อใบขับขี่ ทั้งเอกสารที่ต้องเตรียม การทดสอบสมรรถภาพร่างกายที่ต้องผ่าน วิธีฝึกและแก้ไขสิ่งที่ยังไม่ผ่าน และวิธีคุยในครอบครัวเรื่องการลดหรือหยุดขับโดยไม่ทะเลาะกัน

17 นาทีในการอ่าน

เผยแพร่เมื่อ 18 กันยายน 2026

Senior man driving a car, wearing a winter coat, captured through the vehicle window.

รูปภาพโดย Andrea Piacquadio / Pexels

ข้อจำกัดความรับผิดชอบทางการแพทย์

เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ ไม่สามารถใช้วินิจฉัย รักษา หรือป้องกันโรคได้ หากมีอาการผิดปกติหรือมีความเสี่ยง ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร

คำตอบสั้น ๆ

  • การต่อใบขับขี่ไม่ได้วัดว่าอายุเท่าไร แต่วัดว่าร่างกายยังทำสิ่งที่การขับรถต้องใช้ได้หรือไม่ สิ่งที่ถูกทดสอบจึงเป็นกลุ่มความสามารถพื้นฐาน เช่น การมองเห็นด้านข้าง การกะระยะ การแยกสี และความเร็วในการตอบสนองของเท้า ซึ่งเป็นความสามารถที่เสื่อมลงอย่างเงียบ ๆ ตามวัยโดยที่เจ้าตัวมักไม่รู้สึก
  • รายละเอียดว่าใครต้องทดสอบอะไรบ้าง ขึ้นกับประเภทใบอนุญาต อายุใบอนุญาตที่หมดไปแล้ว และระเบียบที่กรมการขนส่งทางบกใช้อยู่ในขณะนั้น ซึ่งปรับได้เป็นระยะ ควรโทรถามสายด่วนกรมการขนส่งทางบก 1584 หรือดูที่ dlt.go.th ก่อนเดินทางไปทุกครั้ง ไม่ควรเชื่อข้อมูลบอกต่อจากคนรู้จัก
  • ถ้าสอบไม่ผ่านในรอบแรก ส่วนใหญ่ไม่ได้แปลว่าต้องเลิกขับ แต่แปลว่ามีบางอย่างที่แก้ไขได้ยังไม่ได้แก้ เช่น ต้องตัดแว่นใหม่เพราะค่าสายตาเปลี่ยน หรือมีต้อกระจกที่ควรได้รับการรักษา ให้ไปพบจักษุแพทย์หรือแพทย์ประจำตัวก่อน แล้วค่อยกลับมาทดสอบใหม่
  • การผ่านการทดสอบเป็นเกณฑ์ขั้นต่ำทางกฎหมาย ไม่ใช่คำรับรองว่าขับปลอดภัยในทุกสถานการณ์ ครอบครัวยังต้องดูสัญญาณจากการขับจริง เช่น เฉี่ยวชนเล็ก ๆ บ่อยขึ้น หลงทางในเส้นทางที่คุ้นเคย หรือคนในบ้านเริ่มเลี่ยงไม่อยากนั่งรถด้วย

เหมาะกับใคร

  • เหมาะกับผู้สูงอายุที่ยังขับรถอยู่และใบขับขี่ใกล้หมดอายุ และอยากรู้ว่าต้องเตรียมตัวอย่างไรเพื่อให้ผ่านการทดสอบ
  • เหมาะกับลูกหลานที่กังวลเรื่องความปลอดภัย แต่ไม่อยากเริ่มบทสนทนาด้วยการบอกให้เลิกขับ
  • ไม่เหมาะกับการใช้แทนการตรวจสายตาหรือการประเมินทางการแพทย์ บทความนี้ช่วยให้เตรียมตัวและคุยกัน แต่การตัดสินว่าโรคหรือยาที่ใช้อยู่กระทบการขับหรือไม่ ต้องให้แพทย์เป็นผู้ประเมิน

สิ่งที่ควรรู้

การทดสอบสมรรถภาพวัดอะไร และทำไมจึงวัดสิ่งเหล่านี้

กลุ่มความสามารถที่ถูกทดสอบเมื่อขอต่อใบอนุญาตขับรถ เป็นกลุ่มที่งานวิจัยและประสบการณ์จากอุบัติเหตุจริงชี้ว่าเกี่ยวข้องกับการขับปลอดภัยที่สุด ได้แก่ การมองเห็นด้านข้างหรือลานสายตา การกะระยะลึกว่าวัตถุอยู่ใกล้หรือไกลแค่ไหน การแยกสีของสัญญาณไฟจราจร และความเร็วในการเปลี่ยนเท้าจากคันเร่งไปเหยียบเบรกเมื่อมีสัญญาณให้หยุด

เหตุผลที่วัดลานสายตาเพราะการมองเห็นด้านข้างคือสิ่งที่บอกว่ามีรถหรือมอเตอร์ไซค์แทรกมาจากด้านข้างหรือไม่ คนที่ลานสายตาแคบลงจะยังอ่านป้ายตรงหน้าได้ชัดเจนและรู้สึกว่าตาตัวเองปกติดี แต่จะไม่เห็นสิ่งที่เข้ามาจากมุมข้าง ซึ่งเป็นรูปแบบอุบัติเหตุที่พบบ่อยในผู้สูงอายุมากกว่าการชนตรงหน้า

การกะระยะลึกสำคัญตอนเปลี่ยนเลน ถอยจอด และเลี้ยวตัดกระแสรถ ส่วนความเร็วในการตอบสนองของเท้าสำคัญเพราะระยะเบรกจริงคือระยะที่รถวิ่งไปในช่วงที่สมองกำลังตัดสินใจ บวกกับระยะที่เบรกทำงาน เวลาที่ช้าลงเพียงเศษวินาทีแปลเป็นระยะทางได้หลายเมตรเมื่อใช้ความเร็วบนถนนจริง

การแยกสีมักเป็นข้อที่ทำให้หลายคนประหลาดใจ เพราะผู้สูงอายุที่มีต้อกระจกจะเห็นสีเหลืองหม่นลงและแยกสีเขียวกับสีเหลืองได้ยากขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป จนไม่รู้สึกว่าเปลี่ยน แต่เมื่อทดสอบจริงจึงพบว่าแยกได้ช้ากว่าเกณฑ์

รายละเอียดที่เปลี่ยนได้ ควรยืนยันกับกรมการขนส่งทางบกก่อนไป

สิ่งที่ครอบครัวควรเข้าใจคือ เงื่อนไขปลีกย่อยของการต่อใบอนุญาตขับรถไม่ได้ตายตัวเสมอไป เช่น ใครต้องทดสอบครบทุกรายการ ใครได้รับการยกเว้นบางรายการ ต้องอบรมกี่ชั่วโมงและอบรมออนไลน์ได้หรือไม่ ใบอนุญาตที่ขาดต่อไปแล้วนานเท่าไรจึงต้องสอบข้อเขียนหรือสอบขับใหม่ รวมถึงเอกสารประกอบเช่นใบรับรองแพทย์ต้องมีอายุไม่เกินเท่าไร ทั้งหมดนี้เป็นระเบียบที่ปรับได้

วิธีที่ปลอดภัยที่สุดคือโทรสายด่วนกรมการขนส่งทางบก 1584 หรือเข้าเว็บไซต์ dlt.go.th แล้วถามให้ตรงกรณีของตัวเอง โดยบอกประเภทใบอนุญาตที่ถืออยู่ วันหมดอายุที่พิมพ์บนบัตร และอายุของผู้ขอ จดคำตอบไว้พร้อมวันที่ที่โทร แล้วจองคิวล่วงหน้าตามช่องทางที่เจ้าหน้าที่แนะนำ เพราะหลายสำนักงานจำกัดจำนวนคิวต่อวัน

การไปโดยไม่ตรวจสอบก่อนมักจบด้วยการเสียเที่ยว ซึ่งเป็นภาระมากสำหรับผู้สูงอายุที่ต้องเดินทางไกล นั่งรอนาน และเหนื่อยล้าจนทำการทดสอบได้แย่กว่าความสามารถจริงของตัวเอง

เตรียมร่างกายก่อนวันทดสอบ ไม่ใช่แค่เตรียมเอกสาร

หลายคนตกการทดสอบเพราะสภาพร่างกายในวันนั้น ไม่ใช่เพราะความสามารถพื้นฐานหายไปจริง ควรตรวจสายตากับจักษุแพทย์หรือร้านแว่นที่มีการวัดสายตาอย่างเป็นระบบก่อนล่วงหน้า เพราะภาวะสายตายาวตามวัยหรือ presbyopia และค่าสายตาที่เปลี่ยนไปเป็นเรื่องปกติ และแว่นที่ใช้อยู่อาจไม่ตรงกับค่าปัจจุบันแล้ว ถ้ามีแว่นให้ใส่ไปด้วยเสมอและแจ้งเจ้าหน้าที่

ควรนัดคิวช่วงเช้าที่ร่างกายยังสดชื่น นอนให้พอในคืนก่อน และไม่ควรอดอาหารเช้า เพราะน้ำตาลในเลือดต่ำทำให้การตอบสนองช้าลงและมึนงงได้ ถ้ามีโรคประจำตัวควรกินยาตามเวลาปกติ ไม่ควรงดเองเพราะกลัวผลทดสอบ การงดยาความดันเองอาจทำให้เกิดภาวะความดันตกเมื่อเปลี่ยนท่าหรือมีปัญหาอื่นตามมาระหว่างเดินทาง

ยาบางกลุ่มทำให้ง่วงหรือตอบสนองช้า เช่น ยาแก้แพ้บางชนิด ยานอนหลับ และยาคลายกังวล ผู้สูงอายุที่ใช้ยาหลายชนิดพร้อมกันหรือ polypharmacy มีโอกาสได้รับผลข้างเคียงสะสมมากกว่า ควรนำรายการยาทั้งหมดไปให้แพทย์หรือเภสัชกรทบทวนว่ามีตัวใดกระทบการขับรถ แต่ห้ามปรับหรือหยุดยาเองเด็ดขาด

เรื่องที่มักถูกมองข้ามคือการได้ยิน ภาวะการได้ยินเสื่อมตามวัยหรือ presbycusis ทำให้ไม่ได้ยินเสียงแตรหรือเสียงไซเรนที่มาจากด้านหลัง ซึ่งกระทบความปลอดภัยแม้จะไม่ได้เป็นรายการทดสอบหลัก การตรวจการได้ยินไว้จึงมีประโยชน์ทั้งต่อการขับรถและต่อชีวิตประจำวัน

สัญญาณจากการขับจริงที่ครอบครัวควรจับตา แม้ต่อใบขับขี่ผ่านแล้ว

การผ่านการทดสอบคือเกณฑ์ขั้นต่ำ ไม่ใช่การรับรองความปลอดภัยรายบุคคลในทุกสภาพถนน สัญญาณที่บอกได้ดีกว่าคือสิ่งที่เกิดขึ้นบนถนนจริง เช่น มีรอยขูดใหม่ที่กันชนหรือเสาในบ้านโดยที่เจ้าตัวจำไม่ได้ว่าเกิดตอนไหน ถูกบีบแตรใส่บ่อยขึ้น ขับทับเส้นแบ่งเลนโดยไม่รู้ตัว หรือเริ่มเหยียบเบรกกะทันหันเพราะเห็นรถคันหน้าช้าไป

อีกกลุ่มคือสัญญาณด้านความคิดและความจำ เช่น หลงทางในเส้นทางที่ขับมาหลายสิบปี สับสนระหว่างคันเร่งกับเบรกแม้เพียงครั้งเดียว ตัดสินใจช้าตรงทางแยกจนรถคันหลังต้องรอ หรือเลี้ยวผิดแล้วต้องแก้ทางกะทันหัน สิ่งเหล่านี้ควรถูกจดบันทึกพร้อมวันเวลา เพราะข้อเท็จจริงที่จดไว้คุยกันได้ดีกว่าความรู้สึกว่าพ่อขับแย่ลง

สัญญาณกลุ่มที่สามคือการเปลี่ยนพฤติกรรมของคนรอบตัว เช่น คนในบ้านเริ่มหาข้ออ้างไม่นั่งรถด้วย ไม่ให้หลานนั่งไปด้วยแล้ว หรือเพื่อนบ้านเริ่มพูดเป็นนัย สิ่งนี้มักเกิดก่อนที่ใครจะพูดตรง ๆ และเป็นสัญญาณที่ควรรับฟัง

ควรแยกให้ออกระหว่างการขับที่แย่ลงแบบค่อยเป็นค่อยไปตามวัย กับการเปลี่ยนแปลงเฉียบพลันที่เป็นเรื่องทางการแพทย์ ถ้ามีอาการหน้ามืดขณะขับ ตาพร่าเฉียบพลัน อ่อนแรงครึ่งซีก พูดไม่ชัด หรือสับสนกว่าปกติแบบเกิดในไม่กี่ชั่วโมงถึงไม่กี่วันซึ่งเข้าได้กับภาวะสับสนเฉียบพลัน นั่นไม่ใช่เรื่องใบขับขี่ แต่เป็นเรื่องที่ต้องรีบพบแพทย์

คุยเรื่องลดหรือหยุดขับอย่างไรไม่ให้กลายเป็นการยึดอิสรภาพ

สาเหตุที่บทสนทนานี้ระเบิดบ่อย เพราะลูกหลานมักเปิดด้วยข้อสรุป คือบอกให้เลิกขับ ขณะที่สำหรับผู้สูงอายุ รถไม่ใช่แค่ยานพาหนะ แต่คือความสามารถในการไปไหนมาไหนเองโดยไม่ต้องขอใคร การถูกสั่งให้เลิกจึงถูกรับรู้เป็นการประกาศว่าท่านเป็นภาระ ปฏิกิริยาที่ตามมาจึงเป็นการป้องกันตัว ไม่ใช่การไม่ยอมรับเหตุผล

วิธีที่ได้ผลกว่าคือเริ่มจากเป้าหมายร่วมกัน คือทำอย่างไรให้ยังไปในที่ที่อยากไปได้ โดยที่ทุกคนสบายใจเรื่องความปลอดภัย แล้วค่อยคุยเรื่องวิธี ซึ่งมีทางเลือกอยู่ระหว่างกลางจำนวนมากก่อนจะถึงการหยุดขับถาวร เช่น ขับเฉพาะกลางวัน เลี่ยงทางด่วนและชั่วโมงเร่งด่วน จำกัดรัศมีให้อยู่ในเส้นทางที่คุ้นเคย หรือไม่ขับเมื่อฝนตกหนัก

ควรทำให้การหยุดขับไม่เท่ากับการติดอยู่บ้าน ก่อนจะขอให้ท่านลดการขับ ครอบครัวควรเตรียมทางเลือกให้พร้อมจริง เช่น ตกลงว่าใครรับส่งวันไหน สอนวิธีเรียกรถผ่านแอปพร้อมซ้อมใช้จริงหนึ่งรอบ หรือจัดให้ของที่เคยต้องขับไปซื้อถูกส่งถึงบ้านแทน แผนที่พูดลอย ๆ ว่าเดี๋ยวลูกพาไปมักล้มเหลวในสัปดาห์ที่สอง

ถ้าคุยกันเองแล้วตึงเครียด การให้บุคคลที่สามช่วยมักช่วยได้มาก โดยเฉพาะแพทย์ประจำตัวที่ท่านเชื่อถือ เพราะคำแนะนำจากแพทย์ถูกรับฟังในฐานะข้อเท็จจริงทางสุขภาพมากกว่าเสียงบ่นของลูก และเปิดทางให้ตรวจหาสาเหตุที่แก้ได้ เช่น ปัญหาสายตาหรือผลข้างเคียงจากยา แทนที่จะจบที่การทะเลาะกันในบ้าน

An elderly man in a winter coat stepping out of a parked car outdoors.

รูปภาพโดย Andrea Piacquadio / Pexels

ขั้นตอนที่ควรทำ

ขั้นที่ 1: ตรวจสอบเงื่อนไขของกรณีตัวเองก่อนออกจากบ้าน

เงื่อนไขไม่เหมือนกันทุกคน ขึ้นกับประเภทใบอนุญาต วันหมดอายุ และอายุผู้ขอ ให้ยืนยันกับหน่วยงานโดยตรงแทนการถามคนรู้จัก

  • หาบัตรใบขับขี่ปัจจุบันแล้วจดประเภทและวันหมดอายุที่พิมพ์ไว้
  • โทรสายด่วนกรมการขนส่งทางบก 1584 หรือดูที่ dlt.go.th แล้วถามให้ตรงกรณีของตัวเอง
  • ถามให้ครบว่าต้องอบรมหรือไม่ อบรมช่องทางใดได้ ต้องทดสอบรายการใดบ้าง และต้องใช้ใบรับรองแพทย์หรือไม่
  • จดคำตอบพร้อมวันที่ที่โทรไว้ เพราะระเบียบปรับได้เป็นระยะ
  • จองคิวล่วงหน้าตามช่องทางที่เจ้าหน้าที่แนะนำ และเลือกช่วงเช้าถ้าเลือกได้

ขั้นที่ 2: ตรวจสายตาและทบทวนยาก่อนวันนัดอย่างน้อยสองสัปดาห์

การเผื่อเวลาไว้ล่วงหน้าทำให้มีเวลาตัดแว่นใหม่หรือรักษาสิ่งที่พบ แทนที่จะรู้ตัวตอนสอบไม่ผ่านแล้วต้องเริ่มใหม่ทั้งกระบวนการ

  • ตรวจสายตาและวัดค่าใหม่ ถ้าใช้แว่นอยู่ให้ตรวจว่ายังตรงกับค่าปัจจุบันหรือไม่
  • แจ้งจักษุแพทย์ว่ากำลังจะไปต่อใบขับขี่ เพื่อให้ประเมินเรื่องลานสายตาและต้อกระจกด้วย
  • นำรายการยาทั้งหมดรวมอาหารเสริมไปให้แพทย์หรือเภสัชกรทบทวนว่ามีตัวใดทำให้ง่วงหรือตอบสนองช้า
  • ตรวจการได้ยินไว้ด้วยถ้ายังไม่เคยตรวจในช่วงหลัง
  • อย่าปรับหรือหยุดยาเองก่อนไปทดสอบ ให้แพทย์เป็นผู้ตัดสินเท่านั้น

ขั้นที่ 3: จัดการวันไปทดสอบให้ร่างกายอยู่ในสภาพดีที่สุด

การทดสอบวัดความเร็วในการตอบสนองและการมองเห็น ซึ่งแปรผันตามความเหนื่อยล้าและระดับน้ำตาลในเลือดอย่างชัดเจน การจัดวันให้ดีจึงมีผลจริง

  • นอนให้พอในคืนก่อน และกินอาหารเช้าตามปกติก่อนออกเดินทาง
  • กินยาประจำตามเวลาเดิม และพกยาที่ต้องกินระหว่างวันไปด้วย
  • พกแว่นสายตาและเครื่องช่วยฟังถ้าใช้อยู่ พร้อมเอกสารทั้งหมดในแฟ้มเดียว
  • ไปถึงก่อนเวลาเพื่อได้นั่งพักก่อนเข้ารับการทดสอบ ไม่ใช่เดินเข้าไปทั้งที่ยังหอบ
  • ให้ลูกหลานไปด้วยถ้าทำได้ เพื่อช่วยฟังคำแนะนำของเจ้าหน้าที่และช่วยจดสิ่งที่ต้องแก้ไข

ขั้นที่ 4: วางแผนต่อหลังรู้ผล ไม่ว่าผ่านหรือไม่ผ่าน

ผลการทดสอบเป็นข้อมูลสุขภาพที่มีประโยชน์ ไม่ใช่แค่ผ่านหรือตก ควรใช้มันตั้งข้อตกลงในบ้านต่อ

  • ถ้าไม่ผ่าน ให้ถามเจ้าหน้าที่ว่าไม่ผ่านรายการใด แล้วนำไปปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แก้ได้
  • ถ้าผ่าน ให้ตกลงร่วมกันว่าจะขับในเงื่อนไขใด เช่น เฉพาะกลางวัน เส้นทางคุ้นเคย และไม่ขับเมื่อฝนตกหนัก
  • จดบันทึกเหตุการณ์บนถนนไว้ เช่น เฉี่ยว หลงทาง หรือเกือบชน พร้อมวันเวลาเพื่อใช้ทบทวนร่วมกันในภายหลัง
  • ซ้อมทางเลือกการเดินทางไว้ตั้งแต่ตอนที่ยังขับได้ เช่น เรียกรถผ่านแอป หรือตารางรับส่งของคนในบ้าน
  • นัดทบทวนกันใหม่เป็นระยะ เช่น ทุกครึ่งปี หรือทันทีเมื่อสุขภาพเปลี่ยนแปลงชัดเจน

อุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับขั้นตอนข้างต้น

รายการนี้รวบรวมจากหมวดสินค้าที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์และไม่ใช่การรับรองคุณภาพสินค้า ควรอ่านเกณฑ์การเลือกในบทความก่อน แล้วค่อยเทียบรุ่นด้วยตัวเอง

ลิงก์สินค้าเป็นลิงก์พาร์ทเนอร์ (affiliate) เราอาจได้รับค่าคอมมิชชันเมื่อคุณซื้อผ่านลิงก์ โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม และค่าคอมมิชชันไม่มีผลต่อการคัดเลือกหรือลำดับที่แสดง อ่านนโยบายฉบับเต็ม

สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง

  • อย่าเชื่อข้อมูลเงื่อนไขการต่อใบขับขี่จากคนบอกต่อหรือข้อความที่ส่งต่อกันมา ให้ยืนยันกับกรมการขนส่งทางบกทุกครั้ง
  • อย่าหยุดยาหรือลดยาเองก่อนไปทดสอบเพราะกลัวไม่ผ่าน ให้ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรแทน
  • อย่าไปทดสอบทั้งที่อดนอนหรือยังไม่ได้กินอาหาร เพราะผลจะต่ำกว่าความสามารถจริง
  • อย่าเปิดบทสนทนาเรื่องหยุดขับด้วยข้อสรุป ให้เริ่มจากเป้าหมายร่วมว่ายังไปไหนมาไหนได้อย่างปลอดภัย
  • อย่าขอให้หยุดขับโดยไม่มีแผนเดินทางทดแทนที่ใช้ได้จริง เพราะจะทำให้ท่านติดอยู่บ้านและสุขภาพจิตแย่ลง
  • อย่าเหมาว่าผ่านการทดสอบแล้วแปลว่าปลอดภัยทุกสถานการณ์ ยังต้องดูสัญญาณจากการขับจริงต่อไป

เมื่อใดควรขอความช่วยเหลือ

  • โทร 1669 หรือไปห้องฉุกเฉินทันที ถ้ามีอาการหน้ามืดจะเป็นลม เจ็บแน่นหน้าอก ตามืดหรือมองเห็นผิดปกติเฉียบพลันข้างหนึ่ง ปากเบี้ยว แขนขาอ่อนแรงข้างเดียว พูดไม่ชัด หรือหมดสติแม้เพียงชั่วครู่ ไม่ว่าจะเกิดขณะขับรถหรือไม่ และต้องไม่ขับรถเองไปโรงพยาบาล
  • พบแพทย์ภายในวันเดียวกัน ถ้ามีภาวะสับสนเฉียบพลันที่เกิดในไม่กี่ชั่วโมงถึงไม่กี่วัน สับสนคันเร่งกับเบรกแม้ครั้งเดียว หรือเกิดอุบัติเหตุแล้วจำเหตุการณ์ไม่ได้ และให้หยุดขับไว้ก่อนจนกว่าจะได้รับการประเมิน
  • นัดตรวจในช่วงใกล้กับจักษุแพทย์หรือแพทย์ประจำตัว ถ้าเริ่มมองเห็นแสงไฟแตกกระจายตอนกลางคืน เห็นภาพมัวลงเรื่อย ๆ แยกสีสัญญาณไฟได้ช้าลง หรือไม่ผ่านการทดสอบสมรรถภาพในรายการใดรายการหนึ่ง
  • เฝ้าสังเกตและจดบันทึกไว้คุยกันในครอบครัว ถ้าเป็นการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยแบบค่อยเป็นค่อยไป เช่น ขับช้าลงมาก จอดยากขึ้น เลี่ยงการขับกลางคืนเอง หรือเหนื่อยง่ายกว่าเดิมหลังขับระยะสั้น

เช็กลิสต์สรุป

  • จดประเภทใบอนุญาตและวันหมดอายุจากบัตรจริง
  • โทร 1584 หรือดู dlt.go.th เพื่อยืนยันเงื่อนไขของกรณีตัวเองก่อนไป
  • ตรวจสายตาและตรวจว่าค่าแว่นปัจจุบันยังตรงอยู่ ก่อนวันนัดล่วงหน้า
  • ให้แพทย์หรือเภสัชกรทบทวนรายการยาว่ามีตัวใดกระทบการขับรถ
  • จองคิวช่วงเช้า นอนพอ และกินอาหารเช้าก่อนไป
  • พกแว่น เครื่องช่วยฟัง และเอกสารทั้งหมดในแฟ้มเดียว
  • ตกลงเงื่อนไขการขับในบ้านหลังรู้ผล เช่น เวลา เส้นทาง และสภาพอากาศ
  • ซ้อมทางเลือกการเดินทางไว้ล่วงหน้าตั้งแต่ยังขับได้

คำถามที่พบบ่อย

อายุเท่าไรจึงต้องทดสอบสมรรถภาพร่างกายเพิ่มตอนต่อใบขับขี่

รายละเอียดว่าใครต้องทดสอบรายการใดบ้างขึ้นกับประเภทใบอนุญาต สถานะของใบอนุญาตที่จะต่อ และระเบียบที่กรมการขนส่งทางบกใช้อยู่ในขณะนั้น ซึ่งมีการปรับได้เป็นระยะ จึงไม่ควรยึดตัวเลขที่จำต่อ ๆ กันมา ให้โทรสายด่วน 1584 หรือดูที่ dlt.go.th แล้วแจ้งประเภทใบอนุญาต วันหมดอายุ และอายุของผู้ขอ เพื่อให้ได้คำตอบที่ตรงกับกรณีของตัวเองก่อนเดินทางไป

ถ้าทดสอบไม่ผ่าน ต้องเลิกขับรถเลยหรือไม่

ไม่จำเป็นเสมอไป ควรถามเจ้าหน้าที่ก่อนว่าไม่ผ่านรายการใด เพราะหลายกรณีมีสาเหตุที่แก้ไขได้ เช่น ค่าสายตาเปลี่ยนแล้วแว่นเดิมไม่ตรง มีต้อกระจกที่รักษาได้ หรือกำลังใช้ยาที่ทำให้ง่วง เมื่อแก้ที่ต้นเหตุแล้วสามารถกลับมาทดสอบใหม่ได้ แต่ระหว่างที่ยังไม่แก้ ควรหยุดขับไว้ก่อนเพื่อความปลอดภัยของตัวเองและคนอื่นบนถนน

ใส่แว่นแล้วยังทดสอบผ่านได้หรือไม่

การใส่แว่นไปทดสอบเป็นเรื่องปกติและควรทำ เพราะเกณฑ์วัดความสามารถในการมองเห็นขณะใช้เครื่องช่วยที่ผู้ขับใช้จริง ควรแจ้งเจ้าหน้าที่ว่าใส่แว่นอยู่ และหากผลออกมาว่าต้องใส่แว่นขณะขับ ก็ควรปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด สิ่งสำคัญคือแว่นที่ใส่ต้องเป็นค่าปัจจุบัน เพราะแว่นเก่าที่ค่าไม่ตรงทำให้มองเห็นแย่กว่าที่ควรจะเป็น

พ่อยืนยันว่าขับได้ดีอยู่ แต่ลูกกังวล ควรเริ่มคุยอย่างไร

อย่าเริ่มด้วยการบอกให้เลิกขับ ให้เริ่มจากเป้าหมายร่วมกันว่าอยากให้ท่านไปไหนมาไหนได้ต่อไปอย่างปลอดภัย แล้วเสนอสิ่งที่วัดได้แทนการเถียงกันด้วยความรู้สึก เช่น ชวนไปตรวจสายตาประจำปี หรือขอขึ้นรถไปด้วยหนึ่งเที่ยวแล้วคุยกันจากสิ่งที่เห็นจริง ถ้ามีเหตุการณ์ที่กังวลให้จดวันเวลาไว้ เพราะข้อเท็จจริงที่จดไว้นำไปคุยกับแพทย์ประจำตัวได้ และคำแนะนำของแพทย์มักถูกรับฟังมากกว่า

ยาที่กินอยู่มีผลต่อการขับรถหรือไม่

ยาบางกลุ่มทำให้ง่วง มึน หรือตอบสนองช้าลง เช่น ยาแก้แพ้บางชนิด ยานอนหลับ และยาคลายกังวล และผู้สูงอายุที่ใช้ยาหลายชนิดพร้อมกันมีโอกาสเกิดผลข้างเคียงสะสมมากกว่าคนอายุน้อย วิธีที่ถูกต้องคือนำรายการยาทั้งหมดรวมอาหารเสริมและสมุนไพรไปให้แพทย์หรือเภสัชกรทบทวน ไม่ควรตัดสินใจงดยาเองก่อนขับรถหรือก่อนไปทดสอบ เพราะอาจเกิดผลเสียที่รุนแรงกว่า

ถ้าตัดสินใจหยุดขับแล้ว จะทำอย่างไรไม่ให้ท่านรู้สึกติดอยู่บ้าน

ต้องเตรียมทางเลือกการเดินทางให้พร้อมก่อน ไม่ใช่บอกให้หยุดขับแล้วค่อยคิดกันทีหลัง เช่น ทำตารางว่าใครรับส่งวันไหน สอนและซ้อมเรียกรถผ่านแอปจริงหนึ่งรอบพร้อมบันทึกที่อยู่บ้านไว้ในแอป จัดให้ของที่เคยต้องขับไปซื้อส่งถึงบ้าน และรักษากิจกรรมนอกบ้านที่ท่านให้คุณค่าไว้ให้ได้ เพราะการสูญเสียการเข้าสังคมกะทันหันสัมพันธ์กับภาวะซึมเศร้าและการถดถอยของความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวัน

สรุป

  • การทดสอบสมรรถภาพวัดความสามารถที่การขับรถต้องใช้จริง เช่น การมองเห็นด้านข้าง การกะระยะ การแยกสี และความเร็วในการตอบสนองของเท้า ซึ่งเสื่อมลงเงียบ ๆ โดยเจ้าตัวมักไม่รู้สึก
  • เงื่อนไขปลีกย่อยของการต่อใบขับขี่ปรับได้เป็นระยะ ให้ยืนยันกับกรมการขนส่งทางบกที่ 1584 หรือ dlt.go.th ก่อนเดินทางไปทุกครั้ง
  • สอบไม่ผ่านมักหมายถึงมีสิ่งที่แก้ไขได้ยังไม่ได้แก้ เช่น ค่าสายตาเปลี่ยนหรือมีต้อกระจก ควรพบแพทย์ก่อนแล้วค่อยกลับมาทดสอบใหม่
  • การผ่านการทดสอบเป็นเกณฑ์ขั้นต่ำ ครอบครัวยังต้องดูสัญญาณจากการขับจริงและจดบันทึกไว้เป็นข้อเท็จจริงสำหรับคุยกัน
  • บทสนทนาเรื่องลดหรือหยุดขับควรเริ่มจากเป้าหมายร่วมว่ายังไปไหนมาไหนได้ และต้องมาพร้อมแผนเดินทางทดแทนที่ใช้ได้จริง

รายการนี้รวบรวมจากหมวดสินค้าที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์และไม่ใช่การรับรองคุณภาพสินค้า ควรอ่านเกณฑ์การเลือกในบทความก่อน แล้วค่อยเทียบรุ่นด้วยตัวเอง

ลิงก์สินค้าเป็นลิงก์พาร์ทเนอร์ (affiliate) เราอาจได้รับค่าคอมมิชชันเมื่อคุณซื้อผ่านลิงก์ โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม และค่าคอมมิชชันไม่มีผลต่อการคัดเลือกหรือลำดับที่แสดง อ่านนโยบายฉบับเต็ม

ดูหมวดอุปกรณ์ทั้งหมด →

จัดทำโดยทีมกองบรรณาธิการสูงวัยไทย

เครื่องมือและคู่มือที่เกี่ยวข้อง

บทความที่เกี่ยวข้อง

วิธีคุยเรื่องหยุดขับรถกับพ่อแม่สูงอายุ เมื่อพูดครั้งเดียวไม่พอ
mental-wellbeing

วิธีคุยเรื่องหยุดขับรถกับพ่อแม่สูงอายุ เมื่อพูดครั้งเดียวไม่พอ

แนวทางคุยเรื่องการขับรถกับพ่อแม่สูงอายุแบบเน้นการจัดการจริง ตั้งแต่การเตรียมทางเลือกเดินทางที่ใช้ได้จริงก่อนเปิดปาก ไปจนถึงวิธีรับมือเมื่อพ่อแม่ปฏิเสธซ้ำหลายครั้ง

อัปเดตล่าสุด 3 กันยายน 2026อ่าน 14 นาที
หยุดขับเลย ลดชั่วโมง หรือประเมินก่อน เลือกแนวทางคุยเรื่องขับรถให้เหมาะกับแต่ละบ้าน
mental-wellbeing

หยุดขับเลย ลดชั่วโมง หรือประเมินก่อน เลือกแนวทางคุยเรื่องขับรถให้เหมาะกับแต่ละบ้าน

เปรียบเทียบ 3 ทางเลือกเมื่อครอบครัวกังวลเรื่องการขับรถของผู้สูงอายุ ตั้งแต่ลดระยะทาง ให้แพทย์ประเมิน ไปจนถึงหยุดขับทันที พร้อมปัจจัยที่ควรพิจารณาก่อนตัดสินใจ

อัปเดตล่าสุด 2 กันยายน 2026อ่าน 14 นาที
เมื่อไหร่ควรเริ่มคุยเรื่องหยุดขับรถกับพ่อแม่สูงอายุ สังเกตสัญญาณอะไรก่อนเปิดใจคุย
mental-wellbeing

เมื่อไหร่ควรเริ่มคุยเรื่องหยุดขับรถกับพ่อแม่สูงอายุ สังเกตสัญญาณอะไรก่อนเปิดใจคุย

รวมสัญญาณทางร่างกาย สายตา และความจำที่บอกว่าถึงเวลาต้องคุยเรื่องการขับรถกับพ่อแม่สูงอายุ พร้อมวิธีเริ่มบทสนทนาโดยไม่ทำให้ท่านรู้สึกถูกตัดสิน

อัปเดตล่าสุด 2 กันยายน 2026อ่าน 14 นาที
พาผู้สูงอายุไปตรวจสายตาและการได้ยินประจำปี ควรเริ่มตรงไหนและถี่แค่ไหน
health-body

พาผู้สูงอายุไปตรวจสายตาและการได้ยินประจำปี ควรเริ่มตรงไหนและถี่แค่ไหน

แนวทางวางแผนพาผู้สูงอายุไปตรวจสายตาและการได้ยินอย่างสม่ำเสมอ ตั้งแต่ความถี่ที่เหมาะสม การเตรียมตัวก่อนตรวจ ไปจนถึงการอ่านผลตรวจร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ

อัปเดตล่าสุด 5 สิงหาคม 2026อ่าน 12 นาที