สูงวัยไทย
7 จุดที่ครอบครัวมักพลาดเวลาปรับโทรศัพท์ให้ผู้สูงอายุที่หูเริ่มไม่ไว
พิมพ์เมื่อ 5 สิงหาคม 2026
7 จุดที่ครอบครัวมักพลาดเวลาปรับโทรศัพท์ให้ผู้สูงอายุที่หูเริ่มไม่ไว
ความผิดพลาดที่พบบ่อยเมื่อครอบครัวพยายามแก้ปัญหาผู้สูงอายุไม่ได้ยินเสียงโทรศัพท์ ตั้งแต่การเดาสาเหตุผิดไปจนถึงการซื้ออุปกรณ์ที่ไม่ตรงกับปัญหาจริง
ตรวจสอบล่าสุด 5 สิงหาคม 2026

รูปภาพโดย https://kaboompics.com/ / Pexels
ข้อจำกัดความรับผิดชอบทางการแพทย์
เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ ไม่สามารถใช้วินิจฉัย รักษา หรือป้องกันโรคได้ หากมีอาการผิดปกติหรือมีความเสี่ยง ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร
คำตอบสั้น ๆ
- ความผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดคือรีบสรุปว่าผู้สูงอายุ 'หูตึง' โดยไม่ตรวจสอบก่อนว่าเป็นปัญหาการตั้งค่าโทรศัพท์ ระดับเสียง หรือสัญญาณเครือข่าย
- หลายครอบครัวซื้ออุปกรณ์เสริมราคาแพงมาลองทีละชิ้นโดยไม่รู้ว่าปัญหาจริงอยู่ตรงไหน สุดท้ายเสียเงินไปกับของที่ไม่ได้แก้ปัญหา
- การเปิดเสียงดังสุดโดยไม่ปรับทีละขั้นทำให้เสียงแตกพร่าจนฟังยากกว่าเดิม เป็นความผิดพลาดที่พบได้บ่อยเช่นกัน
- การไม่เตรียมแผนสำรองด้านความปลอดภัยเมื่อผู้สูงอายุไม่ได้ยินเสียงโทรศัพท์เรียกเข้า เป็นจุดที่อาจกลายเป็นเรื่องใหญ่เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินจริง
เหมาะกับใคร
- เหมาะกับครอบครัวที่ลองแก้ปัญหาผู้สูงอายุไม่รับสายโทรศัพท์มาแล้วหลายวิธีแต่ยังไม่ได้ผล
- เหมาะกับผู้ที่กำลังจะซื้ออุปกรณ์เสริมโทรศัพท์ให้ผู้สูงอายุและอยากรู้ว่าควรระวังอะไรก่อนตัดสินใจ
- ไม่ใช่คำแนะนำสำหรับกรณีหูอื้อกะทันหันหรือปวดหูรุนแรง ซึ่งควรพบแพทย์ก่อนปรับแต่งอุปกรณ์ใดๆ
สิ่งที่ควรรู้
ผิดพลาดข้อ 1-2: เดาสาเหตุผิดและซื้ออุปกรณ์แบบสุ่ม
ครอบครัวจำนวนมากเห็นว่าผู้สูงอายุไม่รับสายแล้วสรุปทันทีว่าหูไม่ดี ทั้งที่บางครั้งสาเหตุง่ายๆ อย่างโทรศัพท์อยู่ในโหมดปิดเสียงหรือระดับเสียงถูกปรับเบาลงโดยไม่ตั้งใจก็เป็นไปได้เช่นกัน การไม่ตรวจสอบจุดพื้นฐานนี้ก่อนทำให้เสียเวลาไปกับการแก้ปัญหาผิดจุด
อีกความผิดพลาดที่ตามมาคือการซื้ออุปกรณ์เสริมมาลองทีละชิ้นแบบสุ่ม เช่น ซื้อลำโพงบลูทูธมาลองก่อน ไม่ได้ผลก็ไปซื้อหูฟังขยายเสียง ทั้งที่ปัญหาจริงอาจเป็นเรื่องการตั้งค่าเสียงสนทนาในโทรศัพท์ที่ปรับได้ฟรีอยู่แล้ว การซื้อของแบบนี้ไม่เพียงเสียเงินแต่ยังทำให้ผู้สูงอายุรู้สึกสับสนกับอุปกรณ์หลายชิ้นที่กองอยู่
ผิดพลาดข้อ 3-4: เปิดเสียงดังเกินจนแตกพร่าและไม่ตรวจความเข้ากันได้ของเครื่องช่วยฟัง
เมื่อผู้สูงอายุบอกว่าฟังไม่ชัด ปฏิกิริยาแรกของครอบครัวมักคือเปิดเสียงดังสุดทันที แต่การเพิ่มความดังเกินจุดหนึ่งทำให้เสียงแตกพร่าและฟังยากกว่าเดิม แทนที่จะช่วยให้ชัดขึ้น ควรปรับทีละขั้นและให้ผู้สูงอายุยืนยันความชัดในแต่ละระดับแทนการเดาว่าดังพอหรือยัง
สำหรับผู้ที่ใส่เครื่องช่วยฟังอยู่แล้ว ความผิดพลาดที่พบบ่อยคือไปซื้อหูฟังบลูทูธมาลองใช้โดยไม่ได้ตรวจสอบก่อนว่าเครื่องช่วยฟังรุ่นนั้นรองรับการเชื่อมต่อกับโทรศัพท์โดยตรงหรือไม่ ถ้ารุ่นเดิมรองรับอยู่แล้ว การซื้อหูฟังเพิ่มอาจเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น
ผิดพลาดข้อ 5-6: ไม่อธิบายให้ผู้สูงอายุเข้าใจและปล่อยให้อายจนเลี่ยงรับสาย
หลายครอบครัวปรับตั้งค่าโทรศัพท์ให้แล้วแต่ไม่ได้อธิบายให้ผู้สูงอายุเข้าใจว่าปรับอะไรไปบ้างและทำไมถึงปรับ ทำให้ผู้สูงอายุสับสนเมื่อเห็นไฟกะพริบหรือความสั่นที่ต่างไปจากเดิม บางคนถึงกับปิดฟังก์ชันเหล่านั้นเองเพราะไม่เข้าใจว่ามีไว้ทำไม
อีกจุดที่มักถูกมองข้ามคือการไม่พูดคุยเรื่องความอายที่ผู้สูงอายุรู้สึกเวลาต้องขอให้คนพูดซ้ำ ทำให้เขาเลือกที่จะไม่รับสายไปเลยดีกว่าต้องเผชิญความอึดอัดนั้น ครอบครัวควรพูดคุยเรื่องนี้อย่างเข้าใจและหาวิธีลดความกดดัน เช่น บอกคนโทรมาให้พูดช้าลงชัดขึ้นแทนการพูดซ้ำเร็วๆ
ผิดพลาดข้อ 7: ไม่มีแผนสำรองความปลอดภัยเมื่อไม่ได้ยินเสียงโทรศัพท์
ความผิดพลาดที่ร้ายแรงที่สุดในกลุ่มนี้คือไม่ได้เตรียมแผนสำรองสำหรับกรณีที่ผู้สูงอายุอยู่คนเดียวและไม่ได้ยินเสียงโทรศัพท์เรียกเข้าตอนเกิดเหตุฉุกเฉิน หลายครอบครัวมองข้ามเรื่องนี้เพราะคิดว่าเป็นแค่ปัญหาความสะดวกในการคุยทั่วไป ไม่ได้มองว่าเชื่อมโยงกับความปลอดภัยโดยตรง
หากผู้สูงอายุมีภาวะเปราะบางร่วมด้วย เช่น เดินช้าลง หรือมีความเสี่ยงหกล้มมากขึ้น การไม่ได้ยินเสียงโทรศัพท์เรียกเข้าจากคนที่พยายามติดต่อมาตรวจสอบความปลอดภัย อาจทำให้ความช่วยเหลือมาถึงช้ากว่าที่ควร การได้ยินเสื่อมตามวัยเช่นนี้ หรือที่เรียกทางการแพทย์ว่า presbycusis มักเกิดค่อยเป็นค่อยไปจนครอบครัวไม่ทันสังเกตว่ากระทบกิจวัตรประจำวันไปมากแค่ไหนแล้ว

รูปภาพโดย MART PRODUCTION / Pexels
ขั้นตอนที่ควรทำ
แก้ไขความผิดพลาดเรื่องการวินิจฉัยสาเหตุผิด
ก่อนสรุปว่าเป็นปัญหาการได้ยิน ให้ตรวจสอบระดับเสียง โหมดปิดเสียง และการตั้งค่าพื้นฐานของโทรศัพท์ก่อนเสมอ แล้วค่อยทดลองโทรเข้าจริงเพื่อดูว่าได้ยินเสียงเรียกเข้าหรือไม่
จดบันทึกว่าปัญหาอยู่ที่ขั้นตอนไหนแน่ชัด เสียงเรียกเข้า เสียงสนทนา หรือทั้งสองอย่าง ก่อนตัดสินใจซื้ออุปกรณ์ใดๆ เพิ่ม
- ตรวจสอบระดับเสียงและโหมดปิดเสียงก่อนสรุปสาเหตุ
- ทดลองโทรเข้าจริงเพื่อยืนยันปัญหาที่แท้จริง
แก้ไขความผิดพลาดเรื่องการเลือกและปรับอุปกรณ์
ปรับระดับเสียงทีละขั้นแทนการเปิดดังสุดทันที และให้ผู้สูงอายุยืนยันความชัดในแต่ละระดับ สอบถามผู้เชี่ยวชาญเรื่องความเข้ากันได้ของเครื่องช่วยฟังกับโทรศัพท์ก่อนซื้ออุปกรณ์เสริมเพิ่ม
เลือกอุปกรณ์เสริมให้ตรงกับปัญหาที่บันทึกไว้เพียงอย่างเดียวก่อน แทนที่จะซื้อหลายชิ้นมาลองพร้อมกัน
- ปรับระดับเสียงทีละขั้นและให้ผู้สูงอายุยืนยันความชัด
- ตรวจสอบความเข้ากันได้ก่อนซื้ออุปกรณ์เสริม
แก้ไขความผิดพลาดเรื่องการสื่อสารและความปลอดภัย
อธิบายให้ผู้สูงอายุเข้าใจทุกครั้งที่ปรับตั้งค่าโทรศัพท์ว่าปรับอะไรและเพื่ออะไร และพูดคุยเรื่องความอายอย่างเข้าใจแทนการตำหนิที่ไม่ยอมรับสาย
จัดเตรียมแผนสำรองด้านความปลอดภัย เช่น เบอร์โทรด่วนที่กดง่าย หรืออุปกรณ์แจ้งเหตุฉุกเฉินเสริม สำหรับกรณีผู้สูงอายุไม่ได้ยินเสียงโทรศัพท์เรียกเข้า
- อธิบายทุกการปรับตั้งค่าให้ผู้สูงอายุเข้าใจ
- เตรียมแผนสำรองความปลอดภัยสำหรับกรณีไม่ได้ยินเสียงเรียกเข้า
สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง
- สรุปว่าเป็นปัญหาการได้ยินทันทีโดยไม่ตรวจสอบการตั้งค่าโทรศัพท์พื้นฐานก่อน
- ซื้ออุปกรณ์เสริมหลายชิ้นมาลองพร้อมกันโดยไม่รู้ว่าปัญหาจริงอยู่จุดไหน
- เปิดเสียงดังสุดทันทีจนเสียงแตกพร่าแทนการปรับทีละขั้น
- ซื้อหูฟังเสริมโดยไม่ตรวจสอบก่อนว่าเครื่องช่วยฟังที่ใช้อยู่เชื่อมต่อโทรศัพท์ได้อยู่แล้วหรือไม่
- ปรับตั้งค่าโดยไม่อธิบายให้ผู้สูงอายุเข้าใจ ทำให้เขาปิดฟังก์ชันที่ช่วยได้เอง
- ไม่เตรียมแผนสำรองความปลอดภัยสำหรับกรณีไม่ได้ยินเสียงโทรศัพท์เรียกเข้า
เมื่อใดควรขอความช่วยเหลือ
- โทร 1669 หรือไปห้องฉุกเฉินทันที หากผู้สูงอายุไม่ได้ยินเสียงเรียกเข้าพร้อมกับมีอาการเวียนศีรษะรุนแรง พูดไม่ชัด หรือแขนขาอ่อนแรงร่วมด้วย
- ควรพบแพทย์หูคอจมูกภายในไม่กี่วัน หากได้ยินเสียงโทรศัพท์ลดลงข้างเดียวอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่วัน หรือมีอาการปวดหูร่วมด้วย
- ควรนัดตรวจการได้ยินภายในสัปดาห์นี้ หากปรับทุกอย่างแล้วยังฟังเสียงคู่สายไม่ชัดเลยแม้อยู่ในที่เงียบ
- ควรนัดประเมินในช่วงใกล้ หากผู้สูงอายุเริ่มปฏิเสธไม่รับสายจากทุกคนแม้เป็นคนใกล้ชิด เพราะอาจสะท้อนความไม่มั่นใจสะสม
- เฝ้าสังเกตและบันทึกไว้คุยกับผู้เชี่ยวชาญในนัดถัดไป หากยังมีบางสถานการณ์ที่ฟังไม่ชัดแม้ปรับตั้งค่าไปแล้ว
เช็กลิสต์สรุป
- ตรวจสอบระดับเสียงและโหมดปิดเสียงก่อนสรุปว่าเป็นปัญหาการได้ยิน
- จดบันทึกว่าปัญหาอยู่ที่เสียงเรียกเข้าหรือเสียงสนทนา
- ปรับระดับเสียงทีละขั้นแทนการเปิดดังสุดทันที
- สอบถามความเข้ากันได้ของเครื่องช่วยฟังก่อนซื้อหูฟังเสริม
- อธิบายทุกการปรับตั้งค่าให้ผู้สูงอายุเข้าใจ
- เตรียมเบอร์โทรด่วนและแผนสำรองความปลอดภัย
คำถามที่พบบ่อย
ทำไมปรับเสียงโทรศัพท์ดังสุดแล้วผู้สูงอายุยังบอกว่าฟังไม่ชัด
การเปิดเสียงดังเกินจุดหนึ่งอาจทำให้เสียงแตกพร่าจนฟังยากกว่าเดิม แทนที่จะช่วยให้ชัดขึ้น ควรปรับทีละขั้นและให้ผู้สูงอายุยืนยันความชัดในแต่ละระดับ หากปรับเต็มที่แล้วยังไม่ชัด ควรพาไปตรวจการได้ยินอย่างละเอียดแทนการเพิ่มความดังต่อไปเรื่อยๆ
ซื้อลำโพงบลูทูธมาให้ผู้สูงอายุแล้วไม่ได้ผล ควรทำอย่างไรต่อ
ควรกลับไปตรวจสอบก่อนว่าปัญหาจริงคืออะไร เช่น ปัญหาอยู่ที่เสียงเรียกเข้าที่เบาเกินไป หรือเสียงสนทนาที่ฟังไม่ชัด ลำโพงบลูทูธช่วยได้เฉพาะกรณีที่ต้องการกระจายเสียงกว้างขึ้น แต่ไม่ได้แก้ปัญหาความถี่เสียงที่หูไม่สามารถแยกแยะได้
ผู้สูงอายุไม่ยอมรับสายเพราะอายที่ต้องขอให้พูดซ้ำ ควรพูดคุยอย่างไร
ควรเริ่มจากการยอมรับความรู้สึกของเขาก่อน ไม่ตำหนิว่าทำไมไม่รับสาย แล้วช่วยปรับตั้งค่าโทรศัพท์ให้ฟังง่ายขึ้น พร้อมบอกคนที่โทรมาให้พูดช้าลงและชัดขึ้นแทนการพูดซ้ำเร็วๆ ซึ่งมักทำให้สถานการณ์อึดอัดมากกว่าเดิม
จำเป็นต้องซื้อเครื่องช่วยฟังก่อนถึงจะแก้ปัญหาฟังโทรศัพท์ไม่ชัดได้ไหม
ไม่จำเป็นเสมอไป ควรเริ่มจากการตรวจสอบและปรับตั้งค่าโทรศัพท์ที่มีอยู่แล้วก่อน เช่น เพิ่มเสียงสนทนาแยกจากเสียงเรียกเข้า หากปรับแล้วยังไม่ชัดถึงค่อยพิจารณาตรวจการได้ยินและปรึกษาเรื่องเครื่องช่วยฟังกับผู้เชี่ยวชาญ
ควรทำอย่างไรถ้าผู้สูงอายุอยู่คนเดียวและไม่ได้ยินเสียงโทรศัพท์ตอนเกิดเหตุฉุกเฉิน
ควรเตรียมแผนสำรอง เช่น อุปกรณ์แจ้งเหตุฉุกเฉินแบบกดปุ่มหรือสร้อยคอฉุกเฉิน และตกลงกับเพื่อนบ้านหรือญาติใกล้เคียงให้ช่วยแวะดูเป็นระยะ ไม่ควรพึ่งพาโทรศัพท์เพียงช่องทางเดียวสำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงด้านความปลอดภัยสูง
การตั้งไฟกะพริบแทนเสียงเรียกเข้าช่วยได้จริงหรือไม่
ช่วยได้สำหรับผู้ที่ยังมองเห็นชัดเจนและอยู่ในบริเวณที่มองเห็นโทรศัพท์ได้ง่าย แต่ถ้าผู้สูงอายุมีปัญหาสายตาร่วมด้วยหรือมักไม่ได้อยู่ใกล้โทรศัพท์ อาจต้องพิจารณาอุปกรณ์เสริมอื่นร่วมด้วย เช่น ความสั่นแรงหรืออุปกรณ์แจ้งเตือนแยกต่างหาก
ทำไมหูฟังขยายเสียงราคาถูกที่ซื้อมาใช้ไม่ได้ผลตามที่คาดหวัง
หูฟังขยายเสียงทั่วไปเพิ่มความดังของทุกเสียงเท่ากันโดยไม่ได้ปรับตามความถี่ที่หูของแต่ละคนสูญเสียไป จึงอาจช่วยได้ในระดับหนึ่งแต่ไม่ได้ผลดีเท่าอุปกรณ์ที่ปรับเฉพาะบุคคลจากการตรวจการได้ยินจริง ควรใช้เป็นทางเลือกชั่วคราวมากกว่าทางแก้ระยะยาว
สรุป
- ความผิดพลาดส่วนใหญ่เริ่มจากการเดาสาเหตุผิดตั้งแต่ต้น ทำให้แก้ปัญหาไม่ตรงจุดและเสียเงินไปกับอุปกรณ์ที่ไม่จำเป็น
- การปรับเสียงและเลือกอุปกรณ์ต้องอิงจากปัญหาที่บันทึกไว้จริง ไม่ใช่การลองผิดลองถูกแบบสุ่ม
- การอธิบายให้ผู้สูงอายุเข้าใจและพูดคุยเรื่องความอายอย่างตรงไปตรงมา ช่วยให้เขายอมรับสายได้มากขึ้น
- ความปลอดภัยของผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียวต้องมีแผนสำรองเสมอ ไม่ใช่พึ่งพาโทรศัพท์เพียงอย่างเดียว
แหล่งข้อมูล
- แนวทางการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุด้านประสาทสัมผัส — กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข (เปิดในแท็บใหม่)(เข้าถึงเมื่อ 2026-08-04)
- Deafness and hearing loss — World Health Organization (เปิดในแท็บใหม่)(เข้าถึงเมื่อ 2026-08-04)
จัดทำโดยทีมกองบรรณาธิการสูงวัยไทย
เครื่องมือและคู่มือที่เกี่ยวข้อง
บทความที่เกี่ยวข้อง

โทรศัพท์เสียงไม่ได้ยิน ปรับอย่างไรให้ผู้สูงอายุรับสายและคุยได้จริง
แนวทางปรับเสียงเรียกเข้า เสียงสนทนา และเลือกอุปกรณ์เสริมโทรศัพท์ให้เหมาะกับผู้สูงอายุที่หูเริ่มไม่ไว รวมถึงวิธีแยกปัญหาการได้ยินออกจากปัญหาสัญญาณหรือเครื่องเสีย

เลือกและใช้เครื่องช่วยฟังให้ผู้สูงอายุ เริ่มตรงไหนก่อนถึงจะไม่เสียเงินเปล่า
แนวทางเลือกเครื่องช่วยฟังสำหรับผู้สูงอายุ ตั้งแต่การตรวจการได้ยินก่อนซื้อ วิธีเลือกชนิดที่เหมาะกับชีวิตประจำวัน ไปจนถึงการฝึกใช้และดูแลรักษาให้คุ้มค่าจริง