สูงวัยไทย

หูอื้อและมีเสียงในหูในผู้สูงอายุ: แบบไหนรอดูได้ แบบไหนต้องไปพบแพทย์ในวันนั้น

แยกเสียงในหูที่พบบ่อยตามวัยออกจากสัญญาณที่รอไม่ได้ เช่น ดังข้างเดียว หูดับเฉียบพลัน หรือเสียงเต้นตามชีพจร พร้อมวิธีจัดการที่บ้านให้ยังนอนหลับและคุยกับคนในครอบครัวได้

16 นาทีในการอ่าน

เผยแพร่เมื่อ 20 กันยายน 2026

Elderly man analyzing scent from a test tube, focused on fragrance.

รูปภาพโดย MART PRODUCTION / Pexels

ข้อจำกัดความรับผิดชอบทางการแพทย์

เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ ไม่สามารถใช้วินิจฉัย รักษา หรือป้องกันโรคได้ หากมีอาการผิดปกติหรือมีความเสี่ยง ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร

คำตอบสั้น ๆ

  • เสียงในหูคือการได้ยินเสียงที่ไม่มีแหล่งกำเนิดจากภายนอก เช่น เสียงวี๊ด เสียงหึ่ง เสียงคล้ายจิ้งหรีด หรือเสียงลมในหู ส่วนใหญ่ในผู้สูงอายุสัมพันธ์กับการเสื่อมของประสาทหูตามวัยหรือ presbycusis และมักเป็นทั้งสองข้าง ค่อยเป็นค่อยไป และดังขึ้นในที่เงียบโดยเฉพาะก่อนนอน
  • สิ่งที่ต้องแยกให้ได้คือรูปแบบที่รอไม่ได้ ได้แก่ เสียงในหูหรือหูอื้อที่เกิดข้างเดียว การได้ยินลดลงอย่างเฉียบพลันข้างเดียว เสียงที่เต้นเป็นจังหวะตามชีพจร และเสียงในหูที่มาพร้อมเวียนศีรษะบ้านหมุนรุนแรงจนเดินไม่ได้ รูปแบบเหล่านี้ควรพบแพทย์ภายในวันนั้น ไม่ใช่รอดูอาการอีกสองสัปดาห์
  • หากมาพร้อมอาการทางระบบประสาท เช่น ปากเบี้ยว พูดไม่ชัด แขนขาอ่อนแรงข้างเดียว ชาครึ่งซีก หรือเดินเซจนล้ม ให้โทร 1669 ทันที เพราะสิ่งที่ต้องแยกก่อนคือโรคหลอดเลือดสมอง ไม่ใช่โรคของหู
  • สำหรับเสียงในหูที่ไม่มีสัญญาณอันตราย แนวทางคือหาสาเหตุที่แก้ได้ก่อน เช่น ขี้หูอุดตันหรือผลของยาบางกลุ่ม แล้วจึงจัดการผลกระทบต่อการนอนและการสื่อสาร โดยยังไม่มียาใดที่ทำให้เสียงในหูหมดไปถาวรในทุกคน สิ่งที่ช่วยได้จริงคือการลดความเงียบสนิทในห้อง การแก้การได้ยินที่ลดลง และการลดความเครียดที่ทำให้เสียงดูดังขึ้น

เหมาะกับใคร

  • เหมาะกับผู้สูงอายุที่เริ่มได้ยินเสียงในหูตอนกลางคืนจนนอนไม่หลับ และอยากรู้ว่าอาการแบบนี้ต้องไปหาหมอหรือรอดูก่อน
  • เหมาะกับลูกหลานที่พ่อแม่บ่นว่าหูอื้อมาหลายวันและเริ่มไม่ค่อยคุยกับใคร แล้วไม่แน่ใจว่าเป็นเรื่องหูหรือเรื่องอารมณ์
  • เหมาะกับผู้ดูแลที่ต้องรวบรวมข้อมูลไปพบแพทย์ เช่น เสียงดังข้างไหน เริ่มเมื่อใด และเกี่ยวกับยาที่เพิ่งเปลี่ยนหรือไม่
  • ไม่เหมาะกับกรณีที่มีอาการทางระบบประสาทร่วมด้วยหรือการได้ยินหายไปกะทันหัน ซึ่งต้องโทร 1669 หรือไปพบแพทย์ทันทีโดยไม่ต้องอ่านต่อ

สิ่งที่ควรรู้

เสียงในหูแบบที่พบบ่อยตามวัยมีหน้าตาอย่างไร

ในผู้สูงอายุ เสียงในหูส่วนใหญ่เดินคู่มากับการได้ยินที่ลดลงอย่างช้า ๆ ตามวัย เซลล์ขนในหูชั้นในซึ่งทำหน้าที่แปลงคลื่นเสียงเป็นสัญญาณประสาทจะลดจำนวนลงตามอายุและตามประวัติการสัมผัสเสียงดังสะสมตลอดชีวิต เมื่อสัญญาณจากหูลดลง ระบบประสาทการได้ยินจะปรับตัวโดยเพิ่มความไวของตัวเอง ผลที่ตามมาคือการรับรู้เสียงพื้นหลังที่ไม่มีอยู่จริง ซึ่งมักได้ยินชัดที่สุดในตอนกลางคืนที่รอบตัวเงียบสนิท

ลักษณะที่มักไม่น่ากังวลคือเสียงที่เป็นทั้งสองข้าง ความดังคงที่หรือขึ้นลงตามความเงียบและความเหนื่อย ไม่มีการได้ยินที่หายไปกะทันหัน ไม่มีเวียนศีรษะรุนแรง และไม่มีอาการทางระบบประสาท แม้จะไม่น่ากังวลในแง่ความปลอดภัย แต่ก็ไม่ได้แปลว่าไม่ต้องทำอะไร เพราะผลกระทบต่อการนอนและอารมณ์เป็นเรื่องที่รักษาคุณภาพชีวิตไว้ได้ถ้าจัดการตั้งแต่ต้น

อีกสาเหตุหนึ่งที่พบบ่อยและแก้ได้ง่ายคือขี้หูที่แข็งและอุดช่องหู ซึ่งทำให้รู้สึกหูอื้อ ได้ยินเหมือนอยู่ในถัง และมีเสียงรบกวนในหูร่วมด้วย ผู้สูงอายุมีโอกาสเกิดภาวะนี้มากขึ้นเพราะขี้หูแห้งกว่าเดิมและการใช้เครื่องช่วยฟังหรือสำลีแคะหูทำให้ขี้หูถูกดันลึกลงไป การเอาขี้หูออกควรให้บุคลากรทางการแพทย์เป็นผู้ทำ ไม่ควรแคะเองหรือใช้วิธีพื้นบ้านอย่างการจุดเทียนในหู ซึ่งเสี่ยงต่อการบาดเจ็บของเยื่อแก้วหู

สัญญาณที่บอกว่าไม่ใช่เรื่องรอได้

รูปแบบของอาการสำคัญกว่าความดังของเสียง เสียงในหูที่เบาแต่เกิดข้างเดียวและเพิ่งเริ่มมีน้ำหนักมากกว่าเสียงดังสองข้างที่เป็นมาหลายปี เพราะความไม่สมมาตรเป็นเบาะแสว่าอาจมีสาเหตุเฉพาะที่ในหูข้างนั้น การจดว่าเป็นข้างไหน เริ่มเมื่อใด และเปลี่ยนแปลงเร็วแค่ไหน จึงเป็นข้อมูลที่มีค่าที่สุดที่ครอบครัวนำไปให้แพทย์ได้

  • เสียงในหูหรือหูอื้อเกิดขึ้นข้างเดียว โดยเฉพาะถ้าการได้ยินข้างนั้นลดลงด้วย
  • การได้ยินหายไปอย่างเฉียบพลันภายในไม่กี่ชั่วโมงถึงไม่กี่วัน ซึ่งถือเป็นภาวะทางหูที่ผลการรักษาขึ้นอยู่กับความเร็วในการพบแพทย์
  • เสียงเต้นตุบ ๆ เป็นจังหวะเดียวกับชีพจร ซึ่งต้องให้แพทย์ตรวจหาสาเหตุของหลอดเลือดหรือโครงสร้างใกล้หู
  • มีเวียนศีรษะบ้านหมุนรุนแรง อาเจียน หรือเดินเซจนล้มร่วมด้วย
  • มีน้ำหรือหนองไหลจากหู ปวดหูมาก หรือเพิ่งมีอุบัติเหตุกระแทกที่ศีรษะหรือหู
  • เกิดขึ้นหลังเริ่มยาใหม่หรือปรับขนาดยา ซึ่งต้องให้แพทย์หรือเภสัชกรทบทวน ไม่ใช่หยุดยาเอง
  • มีอาการทางระบบประสาทร่วม เช่น ปากเบี้ยว พูดไม่ชัด อ่อนแรงหรือชาครึ่งซีก มองเห็นผิดปกติเฉียบพลัน

ยาและโรคร่วมที่มีส่วนทำให้เสียงในหูดังขึ้น

ผู้สูงอายุจำนวนมากใช้ยาหลายชนิดจากหลายคลินิกพร้อมกันหรือ polypharmacy ซึ่งเพิ่มโอกาสที่อาการใหม่จะเกี่ยวข้องกับยา ยาบางกลุ่มมีรายงานว่ามีผลต่อหูชั้นในหรือทำให้เสียงในหูชัดขึ้น เช่น ยาขับปัสสาวะบางชนิด ยาปฏิชีวนะบางกลุ่ม ยาแก้ปวดกลุ่มซาลิไซเลตเมื่อใช้ปริมาณมาก และยาเคมีบำบัดบางตัว ประเด็นสำคัญคืออาการนี้ต้องถูกพิจารณาร่วมกับความจำเป็นของยาแต่ละชนิด จึงเป็นงานของแพทย์และเภสัชกร ไม่ใช่การค้นชื่อยาในอินเทอร์เน็ตแล้วหยุดเอง

โรคประจำตัวที่คุมได้ไม่ดีก็มีส่วน เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ภาวะโลหิตจาง และความผิดปกติของต่อมไทรอยด์ บางรายเสียงในหูดังขึ้นชัดในวันที่นอนน้อย เครียดจัด หรือดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนมากกว่าปกติ การจดบันทึกว่าดังขึ้นในวันแบบไหนจึงช่วยให้เห็นรูปแบบและจัดการได้ตรงจุดกว่าเดาไปเรื่อย

สิ่งที่ต้องไม่ทำคือการยกให้เป็นเรื่องของความชราแล้วหยุดค้นหาสาเหตุ อาการใหม่ที่เกิดในผู้สูงอายุควรถูกแยกเสมอว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงตามวัย เป็นผลของยา เป็นอาการของโรคเดิมที่กำเริบ หรือเป็นภาวะใหม่ที่ต้องรักษา โดยเฉพาะเมื่ออาการมาเร็วหรือมาข้างเดียว

ผลกระทบที่ครอบครัวมักประเมินต่ำเกินจริง

เสียงในหูรบกวนชีวิตผ่านการนอนเป็นหลัก เพราะช่วงก่อนหลับคือช่วงที่ห้องเงียบที่สุดและสมองไม่มีเสียงอื่นให้จับ เมื่อนอนไม่พอติดต่อกัน ผลที่ตามมาคือกลางวันง่วง เดินเซ ความสนใจสั้นลง และความเสี่ยงหกล้มเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นเส้นทางที่ทำให้เรื่องหูกลายเป็นเรื่องกระดูกสะโพกหักได้จริง

อีกผลกระทบที่มองไม่เห็นคือการถอยจากวงสนทนา เมื่อได้ยินไม่ชัดและมีเสียงรบกวนในหู การนั่งคุยในร้านอาหารหรือที่ประชุมของชุมชนกลายเป็นเรื่องเหนื่อย หลายท่านจึงเลือกเงียบ พยักหน้าไปเรื่อย หรือเลี่ยงไม่ไปเลย ครอบครัวมักตีความว่าท่านเปลี่ยนไปหรือไม่อยากสุงสิงกับใคร ทั้งที่ต้นเหตุคือการได้ยิน การปล่อยไว้นานเพิ่มความเสี่ยงของภาวะซึมเศร้าและการแยกตัวทางสังคม

ในผู้ที่มีการได้ยินลดลงอยู่แล้ว การแก้เรื่องการได้ยินมักช่วยเรื่องเสียงในหูไปด้วย เพราะเมื่อเสียงจากภายนอกกลับเข้ามามากขึ้น เสียงที่สมองสร้างเองจะเด่นน้อยลง การประเมินเรื่องเครื่องช่วยฟังจึงไม่ใช่แค่เรื่องการได้ยินคำพูด แต่เป็นส่วนหนึ่งของการจัดการเสียงในหูด้วย ควรให้นักแก้ไขการได้ยินหรือแพทย์เป็นผู้ประเมิน และตรวจสอบสิทธิการรักษาที่ครอบคลุมอุปกรณ์กับหน่วยบริการที่ลงทะเบียนไว้

แนวทางจัดการที่บ้านซึ่งทำได้จริงและไม่ขัดกับการรักษา

หลักการของการจัดการที่บ้านคือทำให้ห้องไม่เงียบสนิทและทำให้สมองมีอย่างอื่นให้จับ ไม่ใช่การพยายามกลบเสียงในหูให้หายไปสนิท เสียงพื้นหลังที่เบาและสม่ำเสมอ เช่น เสียงพัดลม เสียงฝนเบา ๆ หรือเสียงเพลงบรรเลงระดับเบากว่าเสียงในหูเล็กน้อย ช่วยให้หลับได้ง่ายขึ้นสำหรับหลายคน ควรเลือกเสียงที่ไม่มีเนื้อร้องและไม่ต้องตั้งใจฟัง

การดูแลการนอนพื้นฐานมีผลมากกว่าที่คิด เช่น เข้านอนและตื่นในเวลาใกล้เคียงกันทุกวัน เลี่ยงการงีบนานในช่วงบ่ายแก่ จำกัดเครื่องดื่มคาเฟอีนในช่วงบ่ายและเย็น และไม่ใช้เวลาก่อนนอนไปกับการอ่านข่าวที่ทำให้กังวล ส่วนเรื่องแอลกอฮอล์และบุหรี่ ควรคุยกับแพทย์ประจำตัวในภาพรวมของสุขภาพ ไม่ใช่จัดการเฉพาะเรื่องเสียงในหู

ความกลัวเป็นตัวขยายเสียง หลายคนยิ่งกังวลว่าเสียงจะอยู่ตลอดไปก็ยิ่งจับจ้องกับเสียงนั้นจนดังขึ้นในการรับรู้ แนวทางทางจิตวิทยาที่ช่วยลดผลกระทบของเสียงในหูมีอยู่จริงและใช้กันในหลายประเทศ หากเสียงในหูทำให้นอนไม่หลับต่อเนื่อง อารมณ์แย่ลง หรือเริ่มไม่อยากพบใคร ควรบอกแพทย์ตรง ๆ เพื่อส่งต่อการดูแลที่เหมาะสม แทนการทนไว้คนเดียวเพราะคิดว่าเป็นเรื่องเล็ก

Close-up of a senior man with a beard and glasses, listening to music with headphones.

รูปภาพโดย Pavel Danilyuk / Pexels

ขั้นตอนที่ควรทำ

ขั้นที่ 1: คัดกรองสัญญาณเร่งด่วนก่อนเป็นอันดับแรก

ก่อนจะคิดเรื่องวิธีบรรเทาใด ๆ ให้ไล่รายการสัญญาณอันตรายก่อนเสมอ เพราะสองภาวะที่ราคาแพงที่สุดถ้าพลาดคือการได้ยินหายเฉียบพลันข้างเดียวและโรคหลอดเลือดสมอง ทั้งคู่มีเวลาเป็นตัวแปรสำคัญ

  • ตรวจว่าเสียงเกิดข้างเดียวหรือสองข้าง และการได้ยินข้างนั้นลดลงหรือไม่ โดยลองพูดเบา ๆ ข้างหูทีละข้าง
  • ถามว่าเริ่มเมื่อไร เกิดขึ้นทันทีหรือค่อยเป็นค่อยไป และแย่ลงเร็วแค่ไหน
  • สังเกตว่ามีเวียนศีรษะบ้านหมุน อาเจียน เดินเซ หรืออาการทางระบบประสาทร่วมด้วยหรือไม่
  • ถ้ามีอาการทางระบบประสาทหรือการได้ยินหายกะทันหัน ให้ติดต่อหน่วยบริการทันทีหรือโทร 1669 ตามความรุนแรง โดยไม่รอดูอาการ

ขั้นที่ 2: รวบรวมข้อมูลให้ครบก่อนไปพบแพทย์

การพบแพทย์ครั้งเดียวจะได้ประโยชน์สูงสุดเมื่อมีข้อมูลที่ครอบครัวเท่านั้นที่รู้ เช่น ประวัติยา ประวัติเสียงดังในอาชีพเดิม และรูปแบบของอาการในแต่ละวัน ควรบันทึกไว้ในแฟ้มสุขภาพของผู้สูงอายุเพื่อให้ทุกคนในบ้านใช้ข้อมูลชุดเดียวกัน

  • ทำรายการยาทั้งหมดรวมยาที่ซื้อเอง สมุนไพร และอาหารเสริม พร้อมระบุยาที่เพิ่งเริ่มหรือเพิ่งปรับ
  • จดลักษณะเสียง เช่น วี๊ด หึ่ง เต้นตามชีพจร และช่วงเวลาที่ดังที่สุดของวัน
  • จดผลกระทบจริง เช่น นอนหลับยากกี่คืนในสัปดาห์นี้ เลี่ยงงานสังคมกี่ครั้ง
  • จดประวัติการทำงานที่ต้องอยู่กับเสียงดัง และประวัติการใช้สำลีหรือไม้แคะหู
  • ถามล่วงหน้าว่าต้องตรวจการได้ยินด้วยหรือไม่ เพื่อเผื่อเวลาสำหรับการตรวจในวันเดียวกัน

ขั้นที่ 3: จัดสภาพแวดล้อมการนอนใหม่ในสัปดาห์แรก

เป้าหมายคือให้ห้องมีเสียงพื้นหลังที่เบาและคงที่ พร้อมลดสิ่งที่ทำให้ตื่นกลางดึก เพราะการตื่นมากลางความเงียบคือช่วงที่เสียงในหูรบกวนที่สุด การจัดห้องแบบนี้ยังช่วยเรื่องความปลอดภัยตอนกลางคืนไปพร้อมกัน

  • เปิดเสียงพื้นหลังเบา ๆ ที่ไม่มีเนื้อร้อง และตั้งระดับให้เบากว่าเสียงในหูเล็กน้อย
  • จัดแสงตามทางเดินไปห้องน้ำให้พอเดินได้โดยไม่ต้องเปิดไฟจ้า เพื่อไม่ให้ตื่นเต็มที่กลางดึก
  • ตั้งเวลาเข้านอนและตื่นให้ใกล้เคียงกันทุกวัน และเลี่ยงการงีบนานในช่วงบ่ายแก่
  • เลี่ยงเครื่องดื่มคาเฟอีนช่วงบ่ายถึงเย็น แล้วสังเกตหนึ่งสัปดาห์ว่าอาการเปลี่ยนหรือไม่

ขั้นที่ 4: ดูแลการได้ยินและการสื่อสารควบคู่ไป

เมื่อเสียงในหูอยู่คู่กับการได้ยินที่ลดลง การแก้ที่การได้ยินคือการแก้ที่ต้นทางของทั้งสองเรื่อง ระหว่างรอการประเมิน ครอบครัวสามารถปรับวิธีคุยให้สื่อสารได้ง่ายขึ้นทันทีโดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์ใด ๆ

  • พูดช้าลงและชัดขึ้นในระดับเสียงปกติ โดยหันหน้าเข้าหากันในที่ที่แสงส่องหน้าผู้พูด แทนการตะโกน
  • ลดเสียงรบกวน เช่น ปิดโทรทัศน์ก่อนเริ่มคุยเรื่องสำคัญ
  • ยืนยันความเข้าใจด้วยการให้เล่าทวนสั้น ๆ โดยเฉพาะเรื่องยาและวันนัด
  • ขอให้แพทย์หรือหน่วยบริการประเมินเรื่องการได้ยินและอุปกรณ์ช่วยฟังหากจำเป็น พร้อมตรวจสอบสิทธิที่ครอบคลุม
  • วางแผนสำรองว่าถ้าผู้ดูแลหลักไม่อยู่ ใครจะช่วยโทรนัดและพาไปตรวจติดตาม

สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง

  • อย่าแคะหูเองด้วยสำลี ไม้แคะ หรือใช้วิธีจุดเทียนในหูเพื่อเอาขี้หูออก เพราะเสี่ยงดันขี้หูลึกขึ้นและทำให้เยื่อแก้วหูบาดเจ็บ ควรให้บุคลากรทางการแพทย์เป็นผู้เอาออก
  • อย่ารอดูอาการเมื่อการได้ยินหายไปเฉียบพลันข้างเดียว เพราะโอกาสฟื้นตัวเกี่ยวข้องกับความเร็วในการพบแพทย์
  • อย่าหยุดหรือปรับยาประจำตัวเองเพราะสงสัยว่ายาทำให้มีเสียงในหู ให้แจ้งแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อทบทวนทั้งรายการยาแทน
  • อย่าซื้ออาหารเสริมหรือยาหยอดหูตามคำโฆษณาที่อ้างว่าทำให้เสียงในหูหมดไป เพราะยังไม่มีวิธีใดที่ได้ผลเหมือนกันในทุกคน และอาจทำให้ละเลยสาเหตุที่รักษาได้
  • อย่าตะโกนใส่ผู้สูงอายุเพื่อให้ได้ยินชัดขึ้น เพราะเสียงตะโกนทำให้คำเพี้ยนและทำให้ท่านรู้สึกถูกดุ ควรพูดช้าและชัดในระดับเสียงปกติแทน
  • อย่ามองว่าการเลี่ยงงานสังคมเป็นเรื่องนิสัย เพราะบ่อยครั้งเป็นผลจากการได้ยินที่ลดลงและความเหนื่อยจากการพยายามฟัง

เมื่อใดควรขอความช่วยเหลือ

  • โทร 1669 หรือไปห้องฉุกเฉินทันที หากเสียงในหูหรือหูอื้อมาพร้อมปากเบี้ยว พูดไม่ชัด แขนขาอ่อนแรงหรือชาครึ่งซีก เดินเซจนล้ม หรือมองเห็นผิดปกติเฉียบพลัน เพราะต้องแยกโรคหลอดเลือดสมองก่อน
  • โทร 1669 หรือไปห้องฉุกเฉินทันที หากมีการบาดเจ็บที่ศีรษะหรือหูแล้วตามด้วยเสียงในหู ได้ยินลดลง หรือมีเลือดหรือน้ำใสไหลจากหู
  • พบแพทย์ภายในวันเดียวกัน หากการได้ยินลดลงอย่างเฉียบพลันข้างเดียว เพราะเป็นภาวะที่ผลการรักษาขึ้นอยู่กับความเร็วในการเข้าถึงการรักษา
  • พบแพทย์ภายในวันเดียวกัน หากมีเวียนศีรษะบ้านหมุนรุนแรงจนเดินไม่ไหว อาเจียนต่อเนื่อง หรือมีน้ำหนองไหลจากหูร่วมกับปวดหูมากและมีไข้
  • นัดพบแพทย์ในช่วงใกล้ หากเสียงในหูเป็นข้างเดียวแต่ไม่รุนแรง เสียงเต้นตามจังหวะชีพจร เพิ่งเกิดหลังเริ่มยาใหม่ หรือรบกวนการนอนจนกลางวันง่วงและเกือบล้ม
  • เฝ้าสังเกตและจดบันทึกไว้คุยในนัดถัดไป หากเสียงเป็นสองข้าง ความดังคงที่ และไม่มีสัญญาณอันตราย โดยจดช่วงเวลาที่ดังที่สุด จำนวนคืนที่หลับยาก และกิจกรรมที่เริ่มเลี่ยงเพราะฟังไม่ชัด

เช็กลิสต์สรุป

  • ตรวจว่าเสียงเป็นข้างเดียวหรือสองข้าง และการได้ยินข้างนั้นลดลงหรือไม่
  • คัดกรองอาการทางระบบประสาทและการได้ยินที่หายเฉียบพลันก่อนทำอย่างอื่น
  • ทำรายการยาทั้งหมดพร้อมระบุยาที่เพิ่งเริ่มหรือเพิ่งปรับ ให้แพทย์หรือเภสัชกรทบทวน
  • จดลักษณะเสียง ช่วงเวลาที่ดังที่สุด และจำนวนคืนที่นอนไม่หลับในหนึ่งสัปดาห์
  • หยุดการแคะหูเอง และให้บุคลากรทางการแพทย์ตรวจว่ามีขี้หูอุดตันหรือไม่
  • จัดเสียงพื้นหลังเบา ๆ ในห้องนอน และจัดแสงทางเดินไปห้องน้ำให้ปลอดภัย
  • ปรับวิธีคุยในบ้านเป็นพูดช้า ชัด หันหน้าเข้าหากัน และลดเสียงรบกวน
  • สอบถามเรื่องการตรวจการได้ยินและสิทธิที่ครอบคลุมอุปกรณ์ช่วยฟังกับหน่วยบริการที่ลงทะเบียนไว้

คำถามที่พบบ่อย

เสียงในหูจะหายไปเองได้ไหม

บางคนเสียงค่อย ๆ เบาลงหรือชินจนแทบไม่รู้สึกรบกวน โดยเฉพาะเมื่อแก้สาเหตุที่แก้ได้ เช่น ขี้หูอุดตันหรือผลของยา แต่ในบางรายเสียงยังอยู่และเป้าหมายจะเปลี่ยนเป็นการลดผลกระทบต่อการนอนและอารมณ์แทน สิ่งที่ไม่ควรทำคือรอเฉย ๆ ทั้งที่มีสัญญาณอันตราย เช่น เป็นข้างเดียวหรือการได้ยินหายเฉียบพลัน

ทำไมเสียงในหูดังขึ้นตอนกลางคืน

เพราะกลางคืนเป็นช่วงที่เสียงรอบตัวเบาที่สุด สมองจึงไม่มีเสียงอื่นให้จับและหันมาจับเสียงที่เกิดภายในแทน ความเหนื่อยสะสมและความกังวลก่อนนอนยังทำให้การรับรู้เสียงนี้เด่นขึ้นอีก การมีเสียงพื้นหลังเบา ๆ ในห้องจึงช่วยหลายคนได้ โดยควรตั้งระดับให้เบากว่าเสียงในหูเล็กน้อย ไม่ใช่เปิดดังกลบ

เครื่องช่วยฟังช่วยเรื่องเสียงในหูได้จริงหรือไม่

ในผู้ที่มีการได้ยินลดลงร่วมด้วย การใส่เครื่องช่วยฟังมักทำให้เสียงจากภายนอกกลับเข้ามามากขึ้นจนเสียงที่สมองสร้างเองเด่นน้อยลง หลายรายจึงรู้สึกว่ารบกวนน้อยลงไปด้วย แต่ผลที่ได้ต่างกันในแต่ละคนและขึ้นกับระดับการได้ยิน จึงควรให้นักแก้ไขการได้ยินหรือแพทย์เป็นผู้ประเมิน พร้อมตรวจสอบสิทธิการรักษาที่ครอบคลุมอุปกรณ์กับหน่วยบริการที่ลงทะเบียนไว้

หูอื้อข้างเดียวต่างจากสองข้างอย่างไร

อาการข้างเดียวทำให้ต้องคิดถึงสาเหตุเฉพาะที่ของหูข้างนั้นมากกว่าการเสื่อมตามวัยซึ่งมักเป็นทั้งสองข้างพอ ๆ กัน จึงเป็นเหตุให้ไปพบแพทย์เพื่อตรวจการได้ยินและตรวจหูโดยละเอียด โดยเฉพาะถ้ามีการได้ยินลดลงหรือเวียนศีรษะร่วมด้วย ความไม่สมมาตรนี้เป็นข้อมูลที่ควรบอกแพทย์ตั้งแต่ประโยคแรก

ผู้สูงอายุที่มีเสียงในหูควรเลิกดื่มกาแฟหรือไม่

ไม่มีข้อสรุปที่ใช้ได้กับทุกคน บางท่านสังเกตว่าวันที่ดื่มกาแฟมากหรือดื่มช่วงบ่ายจะหลับยากขึ้นและรู้สึกว่าเสียงดังขึ้น วิธีที่ตรงที่สุดคือทดลองงดช่วงบ่ายถึงเย็นสักหนึ่งถึงสองสัปดาห์แล้วจดผลไว้เปรียบเทียบ หากไม่ต่างก็ไม่จำเป็นต้องตัดออกทั้งหมด และควรคุยกับแพทย์ประจำตัวหากมีโรคที่ต้องคุมอยู่แล้ว

ควรพาไปตรวจการได้ยินบ่อยแค่ไหน

ความถี่ที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับระดับการได้ยินเดิม โรคร่วม และการใช้ยาที่มีผลต่อหู จึงควรถามแพทย์หรือหน่วยบริการที่ดูแลให้ชัดเจนเป็นรายบุคคล สิ่งที่ยึดได้คือเมื่อการได้ยินเปลี่ยนไปจนกระทบการคุยในชีวิตประจำวัน หรือเมื่อมีเสียงในหูที่เพิ่งเกิดใหม่โดยเฉพาะข้างเดียว ควรตรวจโดยไม่ต้องรอรอบถัดไป

สรุป

  • เสียงในหูที่พบบ่อยในผู้สูงอายุมักเป็นสองข้าง ค่อยเป็นค่อยไป และมาพร้อมการได้ยินที่ลดลงตามวัย ซึ่งดังขึ้นในที่เงียบโดยเฉพาะก่อนนอน
  • รูปแบบที่รอไม่ได้คือข้างเดียว หูดับเฉียบพลัน เสียงเต้นตามชีพจร เวียนศีรษะรุนแรง หรือมีอาการทางระบบประสาทร่วม ซึ่งต้องพบแพทย์ในวันนั้นหรือโทร 1669
  • สาเหตุที่แก้ได้มีอยู่จริง เช่น ขี้หูอุดตันและผลของยาบางกลุ่ม จึงควรให้แพทย์และเภสัชกรทบทวนก่อนสรุปว่าเป็นเรื่องของวัย
  • ผลกระทบที่สำคัญที่สุดคือการนอนและการถอยจากวงสนทนา ซึ่งต่อยอดไปเป็นความเสี่ยงหกล้มและภาวะซึมเศร้าได้
  • การแก้ที่การได้ยินที่ลดลงมักช่วยลดความเด่นของเสียงในหูไปพร้อมกัน จึงควรประเมินเรื่องการได้ยินควบคู่เสมอ

จัดทำโดยทีมกองบรรณาธิการสูงวัยไทย

บทความที่เกี่ยวข้อง

หูตึงในผู้สูงอายุ สังเกตอย่างไร และเมื่อไรที่เป็นสัญญาณฉุกเฉิน
health-body

หูตึงในผู้สูงอายุ สังเกตอย่างไร และเมื่อไรที่เป็นสัญญาณฉุกเฉิน

หูตึงตามวัยหรือ presbycusis เกิดขึ้นทีละน้อยจนหลายครอบครัวไม่ทันสังเกต แนวทางแยกหูตึงตามวัยจากหูดับเฉียบพลันที่เป็นภาวะฉุกเฉิน พร้อมวิธีดูแลและสื่อสารกับผู้สูงอายุที่ได้ยินลดลง

อัปเดตล่าสุด 5 สิงหาคม 2026อ่าน 11 นาที
เลือกและใช้เครื่องช่วยฟังให้ผู้สูงอายุ เริ่มตรงไหนก่อนถึงจะไม่เสียเงินเปล่า
health-body

เลือกและใช้เครื่องช่วยฟังให้ผู้สูงอายุ เริ่มตรงไหนก่อนถึงจะไม่เสียเงินเปล่า

แนวทางเลือกเครื่องช่วยฟังสำหรับผู้สูงอายุ ตั้งแต่การตรวจการได้ยินก่อนซื้อ วิธีเลือกชนิดที่เหมาะกับชีวิตประจำวัน ไปจนถึงการฝึกใช้และดูแลรักษาให้คุ้มค่าจริง

อัปเดตล่าสุด 5 สิงหาคม 2026อ่าน 15 นาที
หูตึงหรือแค่ไม่ตั้งใจฟัง เช็กสัญญาณที่ครอบครัวมักสับสน
health-body

หูตึงหรือแค่ไม่ตั้งใจฟัง เช็กสัญญาณที่ครอบครัวมักสับสน

เช็กลิสต์ช่วยครอบครัวแยกสัญญาณหูตึงตามวัยออกจากพฤติกรรมที่มักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นความขี้ลืมหรือไม่สนใจฟัง พร้อมจุดที่ควรรีบพบแพทย์แทนการรอดู

อัปเดตล่าสุด 6 สิงหาคม 2026อ่าน 11 นาที
ตรวจสุขภาพประจำปีสำหรับผู้สูงอายุ: ตรวจอะไรบ้างและควรเตรียมตัวอย่างไร
health-body

ตรวจสุขภาพประจำปีสำหรับผู้สูงอายุ: ตรวจอะไรบ้างและควรเตรียมตัวอย่างไร

คู่มือตรวจสุขภาพประจำปีสำหรับผู้สูงอายุ อธิบายว่าการตรวจต่างจากวัยหนุ่มสาวอย่างไร ควรตรวจอะไรบ้างนอกจากค่าเลือดพื้นฐาน และวิธีเตรียมตัวให้ได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์จริงกับแพทย์

อัปเดตล่าสุด 5 สิงหาคม 2026อ่าน 15 นาที