สูงวัยไทย
เส้นเลือดขอดที่ขาในผู้สูงอายุ ดูแลอย่างไร และแบบไหนที่เสี่ยงกลายเป็นแผลเรื้อรัง
พิมพ์เมื่อ 21 กันยายน 2026
เส้นเลือดขอดที่ขาในผู้สูงอายุ ดูแลอย่างไร และแบบไหนที่เสี่ยงกลายเป็นแผลเรื้อรัง
เส้นเลือดขอดในผู้สูงอายุไม่ได้เป็นแค่เรื่องความสวยงาม เมื่อบวกกับการยืนนาน การนั่งห้อยขาทั้งวัน และผิวที่บางลงตามวัย มันคือจุดเริ่มของแผลที่ขาซึ่งหายยากเป็นเดือน บทความนี้อธิบายวิธีดูแลขาและผิวขารายวัน พร้อมเส้นแบ่งว่าอาการแบบไหนรอได้และแบบไหนต้องรีบ
เผยแพร่เมื่อ 20 กันยายน 2026

รูปภาพโดย Dino / Pexels
ข้อจำกัดความรับผิดชอบทางการแพทย์
เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ ไม่สามารถใช้วินิจฉัย รักษา หรือป้องกันโรคได้ หากมีอาการผิดปกติหรือมีความเสี่ยง ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร
คำตอบสั้น ๆ
- เส้นเลือดขอดที่ขาเกิดจากลิ้นภายในหลอดเลือดดำที่ขาปิดไม่สนิท เลือดจึงไหลย้อนลงมาคั่งอยู่ปลายขาแทนที่จะถูกส่งกลับขึ้นหัวใจ ในผู้สูงอายุปัญหานี้มักหนักขึ้นเพราะผนังหลอดเลือดยืดหยุ่นน้อยลง กล้ามเนื้อน่องที่ทำหน้าที่เหมือนปั๊มช่วยบีบเลือดกลับขึ้นก็อ่อนแรงลงตามภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อย
- สองพฤติกรรมที่ทำให้อาการแย่ลงเร็วที่สุดในชีวิตประจำวันคือการยืนอยู่กับที่นาน ๆ และการนั่งห้อยขาบนเก้าอี้หรือรถเข็นทั้งวันโดยไม่ได้ยกขา ทั้งสองท่าทำให้เลือดคั่งที่ปลายขาต่อเนื่องเป็นชั่วโมง ตัวช่วยที่ได้ผลจริงจึงไม่ใช่การนั่งพักเฉย ๆ แต่คือการสลับท่า ขยับข้อเท้า และยกขาสูงเป็นช่วง ๆ
- สัญญาณที่บอกว่าเรื่องนี้เลยขั้นความสวยงามไปแล้วคือผิวรอบข้อเท้าเริ่มคล้ำลง แห้งลอกเป็นขุย คันจนเกา หรือผิวบริเวณนั้นแข็งตึงผิดจากเดิม ผิวที่เปลี่ยนแบบนี้บอบบางมาก แค่ถูกขอบรองเท้าครูดหรือเกาแรงไปนิดเดียวก็เปิดเป็นแผลที่ใช้เวลาหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือนกว่าจะปิด
- บทความนี้ช่วยเรื่องการดูแลรายวันและการสังเกตเท่านั้น ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือการรักษา การใช้ถุงน่องแบบกดทับ การรักษาด้วยหัตถการ หรือการปรับยาใด ๆ ต้องให้แพทย์ประเมินสภาพหลอดเลือดแดงที่ขาก่อนเสมอ โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่เป็นเบาหวานหรือมีปัญหาเลือดไปเลี้ยงปลายขาไม่ดี
เหมาะกับใคร
- เหมาะกับครอบครัวที่เห็นเส้นเลือดสีเขียวหรือม่วงนูนคดเคี้ยวที่น่องหรือขาผู้สูงอายุ และเริ่มสังเกตว่าท่านบ่นขาหนัก ขาล้า หรือขาบวมมากขึ้นในช่วงเย็น
- เหมาะกับผู้สูงอายุที่ยังทำกับข้าว ยืนขายของ หรือทำงานบ้านที่ต้องยืนนาน รวมถึงผู้ที่นั่งรถเข็นหรือนั่งเก้าอี้ห้อยขาเป็นเวลานานทุกวันจนขาบวมเป็นประจำ
- เหมาะกับผู้ดูแลที่ต้องช่วยตรวจผิวขาให้ เพราะผู้สูงอายุหลายท่านก้มดูหลังน่องหรือรอบตาตุ่มเองไม่ได้ และสายตายาวตามวัยทำให้มองไม่เห็นรอยแดงเล็ก ๆ ที่กำลังจะกลายเป็นแผล
- ไม่เหมาะกับกรณีฉุกเฉิน ถ้าขาข้างเดียวบวมแดงร้อนขึ้นเร็วภายในวันเดียว หรือเส้นเลือดขอดแตกมีเลือดไหลไม่หยุด ให้ข้ามไปทำตามหัวข้อขอความช่วยเหลือทันที ไม่ใช่มาอ่านวิธีดูแลรายวันก่อน
สิ่งที่ควรรู้
ทำไมขาผู้สูงอายุถึงเป็นเส้นเลือดขอดง่ายกว่าตอนหนุ่มสาว
เลือดดำจากขาต้องเดินทางสวนแรงโน้มถ่วงขึ้นไปหาหัวใจ ร่างกายใช้สองกลไกช่วย คือลิ้นเล็ก ๆ ภายในหลอดเลือดดำที่เปิดให้เลือดไหลขึ้นแล้วปิดกันไม่ให้ไหลย้อนกลับ กับการบีบตัวของกล้ามเนื้อน่องทุกครั้งที่ก้าวเดินซึ่งทำหน้าที่เหมือนปั๊มรีดเลือดขึ้นไป เมื่ออายุมากขึ้น ลิ้นเหล่านี้เสื่อมและปิดไม่สนิท ขณะเดียวกันภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อยหรือ sarcopenia ก็ทำให้น่องบีบตัวได้เบาลง ผลคือเลือดค้างอยู่ปลายขานานขึ้นในแต่ละวัน
ความดันที่ค้างอยู่ในหลอดเลือดดำปลายขานาน ๆ จะค่อย ๆ ดันน้ำและสารบางอย่างออกมาอยู่ในเนื้อเยื่อรอบข้อเท้า นี่คือเหตุผลที่อาการมักหนักขึ้นตอนเย็น ผู้สูงอายุหลายท่านเล่าว่าเช้าสวมรองเท้าได้พอดี แต่ตอนเย็นรองเท้าคู่เดิมคับจนรัดหลังเท้า หรือถอดถุงเท้าแล้วเห็นรอยยางถุงเท้ากดเป็นร่องชัดรอบข้อเท้าอยู่หลายนาทีกว่าจะจาง
อีกปัจจัยที่คนมักไม่นึกถึงคือผิวหนังของผู้สูงอายุบางลงและมีไขมันใต้ผิวน้อยลง ผิวที่บางบวกกับเนื้อเยื่อที่บวมอยู่แล้วทำให้ทนต่อการเสียดสีได้น้อยมาก เหตุการณ์เล็ก ๆ อย่างเดินชนขอบเตียง ขอบรถเข็นครูดน่อง หรือเกาขาตอนกลางคืน จึงกลายเป็นแผลเปิดได้ง่ายกว่าคนอายุน้อยมาก
ยืนนานกับนั่งห้อยขา สองท่าที่ทำร้ายขามากที่สุดโดยไม่รู้ตัว
การยืนอยู่กับที่ เช่น ยืนล้างจาน ยืนทอดของหน้าเตา ยืนรอคิวที่โรงพยาบาล เป็นท่าที่แย่กว่าการเดิน เพราะกล้ามเนื้อน่องเกร็งค้างอยู่เฉย ๆ โดยไม่ได้บีบคลายสลับกัน ปั๊มน่องจึงแทบไม่ทำงาน เลือดคั่งอยู่ปลายขาเต็มที่ ผู้สูงอายุที่ยืนทำกับข้าวติดต่อกันชั่วโมงกว่ามักรู้สึกขาตึงและหนักผิดปกติ แล้วไปนั่งพักห้อยขาบนเก้าอี้ต่อ ซึ่งไม่ได้ช่วยระบายเลือดออกจากปลายขาเลย
การนั่งห้อยขาทั้งวันเป็นปัญหาใหญ่โดยเฉพาะในผู้สูงอายุที่เริ่มเดินน้อยลง นั่งรถเข็น หรือนั่งดูโทรทัศน์อยู่บนเก้าอี้ตัวเดิมตั้งแต่เช้าถึงเย็น ข้อพับสะโพกและเข่าที่งอค้างพร้อมกับปลายขาที่ห้อยต่ำกว่าระดับหัวใจตลอดเวลา ทำให้ขาบวมสะสมและผิวรอบข้อเท้าตึงจนคัน หลายครอบครัวเข้าใจว่าท่านนั่งพักแล้วน่าจะดี ทั้งที่ท่านั่งแบบนั้นแทบไม่ต่างจากการยืนในแง่ของการคั่งเลือด
จุดที่ต้องเปลี่ยนความคิดคือ สิ่งที่ขาต้องการไม่ใช่การหยุดพัก แต่คือการเปลี่ยนตำแหน่งและการขยับ การลุกเดินสั้น ๆ ทุกชั่วโมง การกระดกปลายเท้าขึ้นลงขณะนั่ง และการยกขาสูงเป็นช่วง ๆ ให้ผลกับการไหลเวียนมากกว่าการนั่งนิ่งนาน ๆ ในท่าที่รู้สึกสบายแต่กดทับหลอดเลือด
ผิวรอบข้อเท้าคือจุดที่บอกล่วงหน้าว่าจะเกิดแผลเรื้อรัง
ก่อนที่แผลจะเปิดจริง ผิวบริเวณเหนือตาตุ่มด้านในมักส่งสัญญาณมาก่อนหลายเดือน สัญญาณที่พบบ่อยคือสีผิวคล้ำลงเป็นปื้นสีน้ำตาลหรือเทา ผิวแห้งลอกเป็นขุยคล้ายผื่น คันจนต้องเกา และผิวบริเวณนั้นเริ่มแข็งตึงเหมือนหนังที่ถูกรัดไว้ ทำให้ข้อเท้าดูคอดกว่าน่องอย่างผิดสังเกต
เมื่อผิวเข้าสู่สภาพนี้แล้ว ความสามารถในการซ่อมแซมตัวเองลดลงมาก แผลเล็กที่คนอายุน้อยหายได้ในสัปดาห์เดียว อาจใช้เวลาหลายเดือนในผู้สูงอายุที่มีเลือดดำคั่งเรื้อรัง และมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำที่เดิมสูงหากยังไม่แก้ต้นเหตุเรื่องการคั่งของเลือด นี่คือเหตุผลที่การดูแลผิวขาให้ชุ่มชื้นและไม่มีบาดแผลจึงสำคัญไม่แพ้การดูแลเส้นเลือดเอง
ผู้สูงอายุจำนวนมากไม่รู้ตัวว่าผิวขาเปลี่ยนไปแล้ว เพราะก้มดูหลังน่องเองไม่ถนัดและสายตายาวตามวัยทำให้เห็นรายละเอียดไม่ชัด บ้านที่มีผู้ดูแลควรกำหนดให้การดูขาเป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตรประจำวัน เช่น ดูทุกครั้งหลังอาบน้ำ ซึ่งเป็นจังหวะที่เห็นผิวชัดที่สุดและยังไม่ได้สวมถุงเท้า
อะไรที่ดูคล้ายเส้นเลือดขอดแต่เป็นคนละเรื่อง
ขาบวมในผู้สูงอายุไม่ได้มาจากเส้นเลือดขอดเสมอไป ภาวะหัวใจ ไต ตับ และผลข้างเคียงจากยาบางกลุ่มก็ทำให้ขาบวมได้เช่นกัน ข้อสังเกตอย่างหยาบคือเส้นเลือดขอดมักทำให้บวมข้างที่เป็นมากกว่า และบวมมากตอนเย็นแล้วยุบลงตอนเช้า ส่วนการบวมที่เกิดจากอวัยวะภายในมักบวมทั้งสองข้างใกล้เคียงกันและไม่ยุบชัดเจนในตอนเช้า แต่ข้อสังเกตนี้ใช้คัดกรองเบื้องต้นเท่านั้น ไม่ใช่คำวินิจฉัย
สิ่งที่ต้องแยกให้ออกจริง ๆ คือลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำส่วนลึก ซึ่งมักมาแบบขาข้างเดียวบวมขึ้นเร็วภายในหนึ่งถึงสองวัน ปวดตึงน่อง ผิวร้อนและแดงกว่าอีกข้างชัดเจน ภาวะนี้ต้องพบแพทย์โดยเร็วเพราะลิ่มเลือดอาจหลุดไปที่ปอดได้ อีกภาวะคือการติดเชื้อที่ผิวหนังชั้นลึก ซึ่งผิวจะแดงเป็นปื้นขยายกว้างขึ้นเรื่อย ๆ ร้อน กดเจ็บ และอาจมีไข้ร่วมด้วย
ในผู้สูงอายุต้องระวังเรื่องอาการแสดงไม่ตรงแบบ บางท่านติดเชื้อที่ขาแล้วไม่มีไข้สูงให้เห็น แต่กลับซึมลง กินได้น้อยลง หรือสับสนกว่าปกติซึ่งอาจเป็นภาวะสับสนเฉียบพลัน ครอบครัวที่ยึดเกณฑ์ว่าต้องมีไข้ก่อนจึงจะไปหาหมอ จึงมักพาไปช้ากว่าที่ควร หากผิวขาแดงลามขึ้นพร้อมกับพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปกะทันหัน ให้ถือว่าเป็นเรื่องเร่งด่วนไว้ก่อน

รูปภาพโดย Marcus Aurelius / Pexels
ขั้นตอนที่ควรทำ
ขั้นที่ 1 จัดตารางยกขาให้เป็นเวลา ไม่ใช่ยกเมื่อนึกได้
การยกขาได้ผลก็ต่อเมื่อปลายเท้าอยู่สูงกว่าระดับหัวใจ ไม่ใช่แค่วางบนเก้าอี้เตี้ย ๆ ท่าที่ทำได้ง่ายที่สุดที่บ้านคือให้ผู้สูงอายุนอนราบบนเตียงหรือโซฟา แล้วหนุนหมอนใต้น่องให้ส้นเท้าลอยพ้นที่นอน ไม่ใช่หนุนใต้ส้นเท้าจุดเดียวเพราะจะกดทับส้นจนเสี่ยงแผลกดทับ
ให้ทำเป็นช่วงสั้นแต่บ่อย เช่น ผูกกับกิจกรรมที่ทำอยู่แล้วทุกวัน อย่างช่วงดูละครหลังข่าวเย็น หรือช่วงพักหลังอาหารกลางวัน วิธีผูกกับกิจวัตรแบบนี้ทำให้ทำได้ต่อเนื่องกว่าการตั้งใจว่าจะยกขาวันละสามรอบแล้วลืมไปในสัปดาห์ที่สอง
- หนุนใต้น่องด้วยหมอนยาวหนึ่งถึงสองใบ ให้ส้นเท้าลอยไม่กดกับที่นอน
- ผูกเวลายกขาเข้ากับกิจกรรมประจำที่ทำทุกวันอยู่แล้ว เพื่อไม่ต้องอาศัยการจำ
- หลีกเลี่ยงการหนุนเฉพาะใต้เข่าอย่างเดียว เพราะทำให้ข้อพับถูกกดและเลือดไหลผ่านลำบากขึ้น
- ถ้าผู้สูงอายุนอนราบแล้วเหนื่อยหรือไอ ให้ปรับหัวเตียงสูงขึ้นแทนการยกขาสูงมาก แล้วแจ้งแพทย์ว่านอนราบไม่ได้
ขั้นที่ 2 ตัดวงจรยืนนานและนั่งห้อยขาด้วยการขยับทุกชั่วโมง
เป้าหมายของขั้นนี้ไม่ใช่การห้ามยืนหรือห้ามนั่ง แต่คือการไม่ให้ท่าใดท่าหนึ่งค้างนานเกินหนึ่งชั่วโมง ในทางปฏิบัติที่ได้ผลคือจัดสภาพแวดล้อมให้ต้องขยับเอง เช่น วางแก้วน้ำไว้อีกฝั่งของห้องเพื่อให้ต้องลุกเดินไปหยิบ หรือวางเก้าอี้ที่มั่นคงไว้ข้างอ่างล้างจานเพื่อให้นั่งสลับกับยืนได้
สำหรับผู้ที่ลุกเดินเองไม่ไหว ให้ใช้การขยับข้อเท้าแทน คือกระดกปลายเท้าขึ้นค้างแล้วปล่อย ทำสลับกันช้า ๆ ขณะนั่ง การขยับข้อเท้าเป็นการสั่งให้กล้ามเนื้อน่องบีบตัว ซึ่งเป็นกลไกเดียวกับที่ทำงานตอนเดิน จึงช่วยดันเลือดกลับขึ้นได้แม้จะยังนั่งอยู่
- ตั้งเป้าให้ลุกเปลี่ยนท่าอย่างน้อยทุกหนึ่งชั่วโมงในช่วงกลางวัน
- ขณะนั่ง ให้กระดกปลายเท้าขึ้นลงช้า ๆ เป็นชุดสั้น ๆ หลายรอบต่อวัน
- วางที่วางเท้าให้ปลายขาไม่ห้อยต่ำตลอดเวลาเมื่อนั่งเก้าอี้หรือรถเข็นนาน
- ถ้าต้องยืนทำงานบ้าน ให้สลับพักน้ำหนักลงขาทีละข้างและเดินสั้น ๆ ทุก ๆ ไม่กี่นาที
- ระวังการลุกเร็วเกินไปหลังนั่งนาน เพราะเสี่ยงความดันตกเมื่อเปลี่ยนท่าและหน้ามืดล้มได้
ขั้นที่ 3 ดูแลผิวขาทุกวันให้ผิวไม่แห้งและไม่มีรอยเปิด
ผิวขาที่แห้งคือผิวที่พร้อมจะแตกและติดเชื้อ การดูแลที่สำคัญที่สุดจึงเรียบง่ายมาก คือทำความสะอาดด้วยน้ำอุ่นไม่ร้อนจัด ซับให้แห้งสนิทโดยเฉพาะซอกนิ้วเท้าและรอบข้อเท้า แล้วทามอยส์เจอไรเซอร์ชนิดเนื้อหนักขณะผิวยังหมาด ๆ เพื่อเก็บความชุ่มชื้นไว้
การอาบน้ำร้อนจัดหรือแช่เท้าในน้ำร้อนเป็นความเชื่อที่พบบ่อยว่าช่วยให้เลือดไหลเวียนดี แต่ในขาที่มีเลือดดำคั่งอยู่แล้ว ความร้อนทำให้หลอดเลือดขยายและบวมมากขึ้น อีกทั้งผู้สูงอายุที่ปลายประสาทเสื่อมอาจรู้สึกร้อนช้ากว่าปกติจนลวกผิวตัวเองโดยไม่รู้ตัว
- ใช้น้ำอุ่นพออุ่นมือ ไม่ใช่น้ำร้อนจัด และไม่แช่เท้านานเกินจำเป็น
- ซับให้แห้งสนิททุกซอก แล้วทาครีมบำรุงขณะผิวยังหมาดทันที
- ตัดเล็บเท้าให้สั้นเรียบเพื่อลดโอกาสเกาแล้วผิวถลอก
- ให้ผู้ดูแลช่วยดูหลังน่องและรอบตาตุ่มทุกวัน เพราะเป็นจุดที่ผู้สูงอายุมองเองไม่เห็น
- เลี่ยงถุงเท้าหรือขอบกางเกงที่รัดเป็นวงรอบน่องจนเห็นรอยบุ๋มชัดเจน
ขั้นที่ 4 เตรียมข้อมูลให้พร้อมก่อนไปพบแพทย์ และถามเรื่องถุงน่องกดทับให้ชัด
ถุงน่องแบบกดทับเป็นหนึ่งในวิธีดูแลที่แพทย์ใช้บ่อยกับภาวะเลือดดำคั่ง แต่ห้ามไปซื้อมาใส่เองโดยไม่ผ่านการประเมิน เพราะหากผู้สูงอายุมีปัญหาหลอดเลือดแดงที่ขาตีบร่วมด้วย ซึ่งพบได้บ่อยในผู้ที่เป็นเบาหวานหรือสูบบุหรี่มานาน การกดทับอาจยิ่งทำให้เลือดแดงไปเลี้ยงปลายเท้าน้อยลงและเกิดอันตรายได้ ระดับแรงกด ขนาด และความยาวที่เหมาะสมต้องให้ผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้กำหนด
การไปพบแพทย์จะมีประสิทธิภาพขึ้นมากถ้าเตรียมข้อมูลไปด้วย ควรถ่ายรูปขาทั้งสองข้างในช่วงเย็นที่บวมมากที่สุด จดว่าบวมมากช่วงไหนของวัน ใส่รายการยาที่ใช้อยู่ทั้งหมดไปด้วยโดยเฉพาะเมื่อผู้สูงอายุใช้ยาหลายชนิดจากหลายคลินิก เพราะยาบางกลุ่มมีผลต่ออาการบวมโดยตรง
- ถ่ายรูปขาทั้งสองข้างตอนเย็นและตอนเช้าเพื่อเทียบให้แพทย์เห็นความต่าง
- จดว่าอาการหนักขึ้นตอนไหน หลังทำอะไร และหายไปเมื่อใด
- นำซองยาหรือรายการยาทั้งหมดที่ใช้จริงไปด้วย รวมถึงอาหารเสริมและยาที่ซื้อเอง
- ถามแพทย์ตรง ๆ ว่ากรณีของท่านเหมาะกับถุงน่องกดทับหรือไม่ และต้องตรวจอะไรก่อน
- ถามว่าจะรู้ได้อย่างไรว่าอาการแย่ลงจนต้องกลับมาก่อนนัด
สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง
- อย่าซื้อถุงน่องกดทับมาใส่เองโดยไม่ผ่านการประเมินสภาพหลอดเลือดแดงที่ขา โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่เป็นเบาหวาน
- อย่าใช้น้ำร้อนจัดแช่ขาหรือประคบร้อนที่ขาบวม เพราะทำให้หลอดเลือดขยายและบวมมากขึ้น และเสี่ยงลวกผิวในผู้ที่ปลายประสาทเสื่อม
- อย่าเกาบริเวณผิวที่คันรอบข้อเท้า เพราะผิวบริเวณนั้นบางและซ่อมตัวช้า รอยเกาเล็ก ๆ กลายเป็นแผลเรื้อรังได้
- อย่าเข้าใจว่านั่งห้อยขาทั้งวันคือการพักขา เพราะท่านั้นทำให้เลือดคั่งพอ ๆ กับการยืนนาน
- อย่าใช้ยาหรือสมุนไพรทาที่แผลเปิดเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์หรือพยาบาล เพราะเสี่ยงระคายเคืองและปิดบังอาการติดเชื้อ
- อย่าเลิกเดินเพราะกลัวขาแย่ลง การเดินสม่ำเสมอคือสิ่งที่ทำให้ปั๊มน่องทำงานและช่วยลดการคั่งของเลือด
เมื่อใดควรขอความช่วยเหลือ
- โทร 1669 ทันที หากเส้นเลือดขอดแตกและมีเลือดพุ่งหรือไหลไม่หยุด ระหว่างรอให้กดแผลไว้แน่นด้วยผ้าสะอาดและยกขาสูงกว่าระดับหัวใจ
- โทร 1669 หรือไปห้องฉุกเฉินทันที หากขาบวมพร้อมกับเจ็บหน้าอก หายใจหอบเหนื่อยขึ้นกะทันหัน หรือไอเป็นเลือด เพราะอาจเป็นภาวะลิ่มเลือดหลุดไปที่ปอด
- ไปพบแพทย์ภายในวันเดียวกัน หากขาข้างเดียวบวมขึ้นเร็วภายในหนึ่งถึงสองวัน ปวดตึงน่อง ผิวร้อนแดงกว่าอีกข้างชัดเจน หรือผิวแดงลามกว้างขึ้นเรื่อย ๆ
- ไปพบแพทย์ภายในวันเดียวกัน หากผู้สูงอายุซึมลง สับสนกว่าปกติ หรือกินได้น้อยลงกะทันหันพร้อมกับมีแผลหรือผิวแดงที่ขา แม้จะยังไม่มีไข้ก็ตาม
- นัดพบแพทย์ภายในสัปดาห์นี้ หากมีแผลที่ขาที่ยังไม่ปิดภายในสองสัปดาห์ มีน้ำเหลืองซึม กลิ่นเปลี่ยน หรือแผลขยายกว้างขึ้น
- เฝ้าสังเกตและบันทึกไว้ หากมีเพียงเส้นเลือดนูนกับอาการขาหนักตอนเย็นที่ยุบลงหลังนอนพัก แล้วนำบันทึกไปคุยกับแพทย์ในนัดถัดไป
เช็กลิสต์สรุป
- ดูผิวรอบข้อเท้าและหลังน่องทุกวันหลังอาบน้ำ โดยมีผู้ดูแลช่วยดูจุดที่มองเองไม่เห็น
- ทาครีมบำรุงผิวขาขณะผิวยังหมาดทุกวัน และซับซอกนิ้วเท้าให้แห้งสนิท
- ยกขาให้สูงกว่าระดับหัวใจเป็นช่วง ๆ โดยผูกกับกิจกรรมประจำวัน
- ไม่ให้ยืนหรือนั่งห้อยขาค้างในท่าเดิมนานเกินหนึ่งชั่วโมงในช่วงกลางวัน
- กระดกข้อเท้าขึ้นลงเป็นชุดสั้น ๆ หลายรอบต่อวันแม้ในวันที่เดินไม่ไหว
- ตรวจว่าถุงเท้าหรือขอบกางเกงไม่รัดเป็นวงจนเห็นรอยบุ๋มรอบน่อง
- จดวันที่พบแผลใหม่และถ่ายรูปไว้ เพื่อดูว่าแผลเล็กลงหรือกว้างขึ้นในแต่ละสัปดาห์
- ทบทวนรายการยาทั้งหมดกับแพทย์หรือเภสัชกร หากขาบวมมากขึ้นหลังเริ่มยาใหม่
คำถามที่พบบ่อย
เส้นเลือดขอดที่ขาของผู้สูงอายุจำเป็นต้องผ่าตัดทุกคนหรือไม่
ไม่ใช่ทุกคน หลายกรณีดูแลด้วยการปรับกิจวัตร การยกขา การดูแลผิว และวิธีที่แพทย์แนะนำก็เพียงพอ การตัดสินใจทำหัตถการขึ้นกับความรุนแรงของอาการ สภาพหลอดเลือด และโรคประจำตัวอื่น ๆ ซึ่งแพทย์ต้องประเมินเป็นรายคน ไม่ควรตัดสินจากความนูนของเส้นเลือดที่เห็นภายนอกเพียงอย่างเดียว
ยกขาสูงควรทำนานเท่าไรและวันละกี่ครั้ง
ไม่มีตัวเลขเดียวที่ใช้ได้กับทุกคน หลักที่ใช้จริงได้คือทำเป็นช่วงสั้นแต่บ่อย และให้ปลายเท้าอยู่สูงกว่าระดับหัวใจจริง ๆ วิธีที่ทำได้ต่อเนื่องที่สุดคือผูกกับกิจกรรมที่ทำทุกวันอยู่แล้ว หากผู้สูงอายุนอนราบแล้วเหนื่อยหรือไอ ควรแจ้งแพทย์แทนการฝืนทำ
ทำไมขาบวมตอนเย็นแล้วยุบตอนเช้า
เพราะตอนกลางวันขาอยู่ต่ำกว่าระดับหัวใจเกือบตลอดเวลา เลือดและน้ำจึงสะสมที่ปลายขา พอนอนราบตอนกลางคืน แรงโน้มถ่วงไม่ดึงลงแล้ว ร่างกายจึงระบายออกได้ ถ้าขาเริ่มบวมค้างถึงเช้าโดยไม่ยุบ หรือบวมทั้งสองข้างมากขึ้นเรื่อย ๆ ควรไปพบแพทย์เพราะอาจมีสาเหตุอื่นร่วมด้วย
นวดขาหรือใช้ลูกกลิ้งนวดช่วยเรื่องเส้นเลือดขอดได้ไหม
การนวดเบา ๆ อาจทำให้รู้สึกสบายขึ้น แต่ไม่ได้แก้ต้นเหตุเรื่องลิ้นหลอดเลือดดำ และมีข้อควรระวังสำคัญคือห้ามนวดหรือกดแรงที่ขาซึ่งบวมข้างเดียวขึ้นเร็ว ปวดตึงและร้อน เพราะอาจเป็นลิ่มเลือดอุดตัน ควรให้แพทย์ตรวจก่อนเสมอในกรณีแบบนั้น
ผู้สูงอายุที่นั่งรถเข็นทั้งวันควรทำอย่างไรเมื่อขาบวมและมีเส้นเลือดขอด
ควรจัดให้มีที่วางเท้าที่ยกปลายขาขึ้นไม่ให้ห้อยต่ำตลอดเวลา สลับให้มีช่วงนอนยกขาในระหว่างวัน และช่วยขยับข้อเท้าให้เป็นชุดสั้น ๆ หลายรอบ นอกจากนี้ควรตรวจผิวบริเวณที่สัมผัสกับขอบรถเข็นทุกวัน เพราะเป็นจุดที่ครูดจนเป็นแผลได้ง่ายในผิวที่บางตามวัย
แผลที่ขาของผู้สูงอายุควรปิดหรือเปิดไว้
ควรให้พยาบาลหรือแพทย์เป็นผู้กำหนดวิธีทำแผลและชนิดของวัสดุปิดแผล เพราะแผลจากเลือดดำคั่งมีการดูแลต่างจากแผลทั่วไป สิ่งที่ครอบครัวทำได้เองคือรักษาความสะอาด ไม่ให้แผลถูกเสียดสี บันทึกขนาดและลักษณะแผลไว้ทุกสัปดาห์ และรีบกลับไปพบแพทย์เมื่อแผลกว้างขึ้นหรือมีกลิ่นเปลี่ยน
สรุป
- เส้นเลือดขอดในผู้สูงอายุคือผลของลิ้นหลอดเลือดดำที่เสื่อมบวกกับปั๊มน่องที่อ่อนแรงลง จึงต้องแก้ทั้งท่าทางและการขยับ ไม่ใช่แค่ทายาที่ผิว
- การยืนนานและการนั่งห้อยขาทั้งวันคือสองพฤติกรรมที่ทำให้อาการแย่ลงเร็วที่สุด สิ่งที่ขาต้องการคือการเปลี่ยนท่าและการยกขาเป็นช่วง ๆ
- ผิวคล้ำ แห้งลอก คัน และแข็งตึงรอบข้อเท้าคือสัญญาณล่วงหน้าของแผลเรื้อรัง การดูแลผิวขารายวันจึงเป็นการป้องกันที่ได้ผลที่สุด
- ถุงน่องกดทับและการรักษาทุกชนิดต้องผ่านการประเมินจากแพทย์ก่อน และอาการขาข้างเดียวบวมแดงร้อนเฉียบพลันหรือเลือดออกไม่หยุดถือเป็นเรื่องด่วนเสมอ
แหล่งข้อมูล
- ข้อมูลโรคและแนวทางดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือด — กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข (เปิดในแท็บใหม่)(เข้าถึงเมื่อ 2026-09-20)
- การส่งเสริมสุขภาพและการดูแลตนเองของผู้สูงอายุ — กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (เปิดในแท็บใหม่)(เข้าถึงเมื่อ 2026-09-20)
- Ageing and health — World Health Organization (WHO) (เปิดในแท็บใหม่)(เข้าถึงเมื่อ 2026-09-20)
- การแพทย์ฉุกเฉินและการขอความช่วยเหลือผ่านสายด่วน 1669 — สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) (เปิดในแท็บใหม่)(เข้าถึงเมื่อ 2026-09-20)
จัดทำโดยทีมกองบรรณาธิการสูงวัยไทย
เครื่องมือและคู่มือที่เกี่ยวข้อง
บทความที่เกี่ยวข้อง

ผิวหนังผู้สูงอายุบางลงและเสี่ยงแผลง่ายขึ้น ดูแลอย่างไรให้ถูกจุด
ผิวที่บางลงตามวัยทำให้เกิดรอยฟกช้ำและแผลได้ง่ายกว่าที่คิด คู่มือนี้ชวนเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของผิวหนังผู้สูงอายุ พร้อมวิธีดูแลที่ลดความเสี่ยงแผลกดทับและผิวแตกโดยไม่ทำให้ท่านรู้สึกอึดอัด

วิธีทำกิจวัตรดูแลผิวหนังผู้สูงอายุให้ครบทุกวันแบบไม่ยุ่งยาก
ขั้นตอนดูแลผิวหนังผู้สูงอายุประจำวันทีละขั้น ตั้งแต่การทำความสะอาด การทาโลชั่น ไปจนถึงการตรวจผิวจุดเสี่ยง เพื่อลดปัญหาผิวแห้งและลดความเสี่ยงแผลกดทับในระยะยาว

ผิวหนังพ่อบางลงมาก แค่กระแทกเบา ๆ ก็เป็นแผลได้ ต้องดูแลต่างจากเดิมไหม
ผิวหนังผู้สูงอายุที่บางและช้ำง่ายทำให้แผลเล็ก ๆ เกิดขึ้นได้บ่อยกว่าที่คิดในชีวิตประจำวัน คู่มือนี้เน้นการดูแลแผลทั่วไปและจุดผิวหนังเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังตลอดช่วงพักฟื้น ไม่ใช่แค่แผลผ่าตัดใหญ่

ตะคริวขากลางดึกในผู้สูงอายุ: ทำอย่างไรในนาทีนั้น และอะไรที่ต้องเล่าให้หมอฟัง
วิธีรับมือตะคริวน่องกลางดึกในผู้สูงอายุอย่างปลอดภัยโดยไม่เพิ่มความเสี่ยงหกล้ม พร้อมสาเหตุร่วมที่ควรเล่าให้แพทย์ฟัง ทั้งเรื่องยาขับปัสสาวะ ภาวะขาดน้ำ และปัญหาหลอดเลือดที่ขา