สูงวัยไทย

เครื่องดูดเสมหะที่บ้าน: เลือกจากอะไร และเส้นแบ่งไหนที่ครอบครัวไม่ควรข้ามเอง

แนวทางตัดสินใจว่าบ้านต้องมีเครื่องดูดเสมหะจริงหรือไม่ เลือกจากคุณสมบัติข้อไหน ต้องเตรียมของสิ้นเปลืองและแผนไฟดับอย่างไร พร้อมเส้นแบ่งชัดเจนระหว่างงานที่ผู้ดูแลทำเองได้ กับหัตถการที่ต้องให้พยาบาลสอนและกำหนดขอบเขตก่อน

18 นาทีในการอ่าน

เผยแพร่เมื่อ 20 กันยายน 2026

Elderly couple focuses on health support in a home setting with medications.

รูปภาพโดย Gustavo Fring / Pexels

ข้อจำกัดความรับผิดชอบทางการแพทย์

เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ ไม่สามารถใช้วินิจฉัย รักษา หรือป้องกันโรคได้ หากมีอาการผิดปกติหรือมีความเสี่ยง ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร

คำตอบสั้น ๆ

  • คำถามแรกไม่ใช่ซื้อเครื่องรุ่นไหน แต่คือบ้านนี้ต้องการเครื่องดูดเสมหะจริงหรือกำลังแก้ปัญหาผิดจุด เสียงครืดคราดในลำคอจำนวนมากเกิดจากน้ำลายที่กลืนไม่ลงแล้วค้างอยู่ ไม่ใช่เสมหะจากปอด ซึ่งแก้ได้ด้วยการจัดท่า การดูแลช่องปาก และการปรับวิธีกินมากกว่าการดูดออกซ้ำ ๆ
  • ถ้าทีมที่ดูแลสั่งให้มีเครื่องจริง ให้เลือกจากสามข้อคือ ปรับและอ่านค่าแรงดูดได้ชัดเจน ล้างทำความสะอาดได้ง่ายในครัวเรือนจริง และมีทางสำรองเมื่อไฟดับ สามข้อนี้สำคัญกว่าขนาดกระปุกหรือจำนวนปุ่มบนตัวเครื่อง
  • งานที่ผู้ดูแลรับมาทำเองได้หลังได้รับการสอนคือการดูแลช่องปาก การจัดท่า การล้างและฆ่าเชื้ออุปกรณ์ การตรวจว่าเครื่องทำแรงดูดได้ตามค่าที่ตั้ง และการจดลักษณะสิ่งที่ดูดออกมา ส่วนการดูดลึกเข้าไปในทางเดินหายใจและการดูดผ่านท่อเจาะคอเป็นหัตถการที่ต้องให้พยาบาลสอนและกำหนดขอบเขตเป็นรายคนก่อนเสมอ
  • หยุดดูดแล้วโทร 1669 ทันที หากริมฝีปากหรือใบหน้าเขียวคล้ำ หายใจไม่ออกหลังสำลัก ชีพจรช้าลงผิดปกติ มีเลือดออกมากขณะดูด หรือปลุกไม่ตื่น อย่าพยายามดูดต่อเพื่อแก้เอง

เหมาะกับใคร

  • เหมาะกับครอบครัวที่กำลังเตรียมรับผู้สูงอายุกลับบ้านและถูกบอกว่าอาจต้องมีเครื่องดูดเสมหะไว้ที่บ้าน
  • เหมาะกับผู้ดูแลผู้สูงอายุติดเตียงที่ได้ยินเสียงครืดคราดในลำคอบ่อยขึ้น และไม่แน่ใจว่าควรดูดหรือควรจัดการด้วยวิธีอื่นก่อน
  • ไม่เหมาะกับการใช้เป็นคู่มือสอนเทคนิคการดูดเสมหะด้วยตัวเอง เนื้อหานี้ช่วยให้ตัดสินใจเรื่องอุปกรณ์และถามทีมที่ดูแลได้ตรงจุด ส่วนวิธีทำและขอบเขตที่ปลอดภัยต้องมาจากพยาบาลที่สอนกับผู้สูงอายุคนนั้นจริง

สิ่งที่ควรรู้

เสียงครืดคราดในลำคอไม่ได้แปลว่าต้องดูดเสมหะทุกครั้ง

สิ่งที่ครอบครัวได้ยินแล้วตกใจที่สุดคือเสียงครืดคราดเวลาหายใจ หลายบ้านจึงรีบหาเครื่องมาดูดออกให้หมด แต่ต้นเหตุของเสียงนั้นมีได้หลายแบบ ทั้งน้ำลายที่ค้างอยู่ในคอเพราะกลืนได้ไม่ดี เสมหะจากทางเดินหายใจส่วนล่างจริง ๆ หรือแม้แต่เศษอาหารที่ตกค้างหลังมื้อ แต่ละแบบต้องจัดการคนละอย่าง และการดูดซ้ำ ๆ แก้ได้เฉพาะบางแบบเท่านั้น

ในผู้สูงอายุที่กลืนลำบาก น้ำลายที่ค้างในคอเป็นเรื่องที่พบได้บ่อยมาก โดยเฉพาะเมื่อนอนราบนาน ๆ การยกหัวเตียงขึ้น การจัดศีรษะให้อยู่ในแนวที่เหมาะสม การดูแลช่องปากให้สะอาดหลายครั้งต่อวัน และการปรับความข้นของอาหารและน้ำตามที่นักกิจกรรมบำบัดหรือทีมที่ดูแลแนะนำ มักลดเสียงครืดคราดได้มากกว่าการดูดออก และยังลดความเสี่ยงของปอดอักเสบจากการสำลักด้วย

การดูดบ่อยเกินจำเป็นไม่ใช่การดูแลที่ดีกว่า เพราะการสอดสายเข้าไปกระตุ้นเยื่อบุให้บวมและสร้างสารคัดหลั่งเพิ่ม ทำให้ต้องดูดถี่ขึ้นเป็นวงจร ทั้งยังทำให้เกิดแผล เลือดออก และเพิ่มโอกาสนำเชื้อเข้าไป จึงควรขอเกณฑ์ที่ชัดจากทีมที่ดูแลว่าเมื่อไรคือควรดูด ไม่ใช่ดูดทุกครั้งที่ได้ยินเสียง

  • จดว่าเสียงเกิดตอนไหน หลังมื้ออาหาร ตอนนอนราบ หรือเกิดตลอดทั้งวัน
  • ลองยกหัวเตียงและจัดท่าก่อน แล้วดูว่าเสียงลดลงหรือไม่
  • ทำความสะอาดช่องปากตามรอบที่กำหนด ไม่ใช่เฉพาะตอนที่มีคราบให้เห็น
  • ขอเกณฑ์จากทีมที่ดูแลว่าอาการแบบไหนคือควรดูด และแบบไหนคือให้จัดท่าแทน

ชนิดของเครื่องและคุณสมบัติที่ใช้ตัดสินจริง

เครื่องดูดเสมหะที่ใช้ในบ้านแบ่งกว้าง ๆ ได้เป็นแบบตั้งข้างเตียงที่ใช้ไฟบ้าน แบบพกพาที่มีแบตเตอรี่ในตัวสำหรับพาออกนอกบ้านและใช้ตอนไฟดับ และแบบใช้มือบีบหรือเหยียบซึ่งไม่ต้องใช้ไฟเลยและมักถูกเตรียมไว้เป็นตัวสำรอง บ้านที่จำเป็นต้องใช้จริงมักจบที่การมีตัวหลักหนึ่งเครื่องและตัวสำรองที่ไม่ต้องพึ่งไฟอีกหนึ่งชุด เพราะการดูดเป็นเรื่องที่รอไม่ได้เมื่อจำเป็น

คุณสมบัติที่ใช้ตัดสินจริงข้อแรกคือมาตรวัดแรงดูดที่อ่านค่าได้ชัดและปรับได้ละเอียดพอ เพราะแรงดูดที่สูงเกินคือสาเหตุตรง ๆ ของการบาดเจ็บของเยื่อบุและเลือดออก ทีมที่ดูแลจะกำหนดช่วงแรงดูดที่เหมาะกับผู้สูงอายุคนนั้นให้ ถ้าเครื่องปรับไม่ได้หรือดูค่าไม่ออก ครอบครัวก็ไม่มีทางทำตามคำสั่งนั้นได้ ข้อที่สองคือกระปุกเก็บและสายต้องถอดล้างได้ง่ายในครัวเรือนจริง และต้องมีตัวกรองกันล้นเพื่อไม่ให้ของเหลวย้อนเข้าตัวเครื่อง

ข้อที่สามคือเรื่องพลังงานและเสียง ควรถามว่าแบตเตอรี่ใช้ได้นานเท่าไรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง ใช้งานระหว่างเสียบชาร์จได้หรือไม่ และเปลี่ยนแบตเตอรี่เองได้หรือต้องส่งศูนย์ ส่วนเสียงมีผลเมื่อต้องดูดกลางดึกในห้องที่มีคนอื่นนอนอยู่ นอกจากนี้ควรถามให้ชัดว่าสายและสายดูดชนิดต่าง ๆ ที่ใช้กับเครื่องนี้หาซื้อในประเทศได้สะดวกหรือไม่ เพราะของสิ้นเปลืองที่หาไม่ได้ทำให้เครื่องดี ๆ กลายเป็นของที่ใช้ไม่ได้

  • มาตรวัดแรงดูดต้องอ่านค่าได้ชัดและปรับได้ตามช่วงที่ทีมที่ดูแลกำหนด
  • กระปุกและสายต้องถอดล้างได้ง่าย และมีตัวกรองกันของเหลวย้อนเข้าเครื่อง
  • ถามเวลาใช้งานต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง และใช้ระหว่างชาร์จได้หรือไม่
  • ถามว่าสายดูดและอะไหล่หาซื้อในประเทศได้หรือไม่ และใครเป็นคนซ่อม
  • เตรียมตัวสำรองแบบไม่ใช้ไฟไว้หนึ่งชุดเสมอ

ของสิ้นเปลืองและความสะอาด คือส่วนที่กำหนดผลลัพธ์จริง

อุปกรณ์ที่สัมผัสกับทางเดินหายใจเป็นของใช้ครั้งเดียวตามที่ทีมที่ดูแลกำหนด ไม่ใช่ของที่ล้างแล้วใช้ซ้ำตามความรู้สึกว่าสะอาดแล้ว เรื่องนี้เป็นจุดที่ครอบครัวมักประหยัดโดยไม่รู้ว่ากำลังเพิ่มความเสี่ยงของการติดเชื้อในปอด ซึ่งเป็นภาวะที่ทำให้ผู้สูงอายุต้องกลับเข้าโรงพยาบาลบ่อยที่สุดอย่างหนึ่ง

อีกข้อที่ต้องแยกให้ขาดคืออุปกรณ์ที่ใช้ในช่องปากกับอุปกรณ์ที่ใช้กับทางเดินหายใจต้องไม่สลับกันเด็ดขาด ปากมีเชื้อประจำถิ่นจำนวนมาก การนำของที่ใช้ในปากแล้วไปใช้ลึกเข้าไปเท่ากับพาเชื้อเข้าไปด้วย ทีมที่ดูแลจะบอกว่าในบ้านนี้ต้องใช้เทคนิคสะอาดหรือเทคนิคปราศจากเชื้อ ซึ่งต่างกันที่วิธีจับ วิธีเตรียม และของที่ต้องใช้ จึงต้องถามให้ชัดและทำตามแบบเดียวกันทุกคน

ส่วนการล้างเครื่องและอุปกรณ์ที่ใช้ซ้ำได้ ควรขอรอบเวลาเป็นลายลักษณ์อักษร ว่าล้างหลังใช้ทุกครั้งอย่างไร ฆ่าเชื้อด้วยวิธีใด ตากให้แห้งที่ไหนโดยไม่ปนเปื้อน และเปลี่ยนสายชุดใหม่ทุกกี่วัน ความสม่ำเสมอของเรื่องนี้สำคัญกว่าการเลือกเครื่องราคาสูง เพราะเครื่องที่ล้างไม่ถูกวิธีจะกลายเป็นแหล่งเชื้อที่ส่งกลับเข้าไปในปอดทุกครั้งที่ใช้

  • แยกอุปกรณ์ที่ใช้ในช่องปากกับที่ใช้กับทางเดินหายใจออกจากกันอย่างเด็ดขาด
  • ใช้ของที่กำหนดให้ใช้ครั้งเดียวตามที่สั่ง ไม่ล้างกลับมาใช้ซ้ำเอง
  • ล้างมือให้ถูกวิธีก่อนและหลังทุกครั้ง แม้จะใส่ถุงมือ
  • ขอรอบการล้าง การฆ่าเชื้อ และการเปลี่ยนสายเป็นลายลักษณ์อักษร
  • เก็บของสิ้นเปลืองสำรองไว้ให้พอสำหรับวันหยุดยาวและช่วงน้ำท่วมหรือเดินทางลำบาก

เส้นแบ่งระหว่างงานของครอบครัวกับหัตถการที่ต้องให้พยาบาลสอนก่อน

การดูดเสมหะไม่ใช่งานบ้านชนิดหนึ่ง แต่เป็นหัตถการที่มีผลข้างเคียงจริง ทั้งภาวะออกซิเจนต่ำลงชั่วขณะขณะดูด การบาดเจ็บของเยื่อบุจนมีเลือดออก ชีพจรที่ช้าลงจากการกระตุ้นบริเวณลำคอ และการนำเชื้อเข้าไป ด้วยเหตุนี้ขอบเขตของแต่ละบ้านจึงไม่เหมือนกัน และต้องมาจากการประเมินผู้สูงอายุคนนั้นโดยทีมที่ดูแล ไม่ใช่จากการดูคลิปสอนทั่วไป

งานที่ครอบครัวมักรับมาทำได้หลังได้รับการสอนคือการดูแลช่องปาก การจัดท่าเพื่อลดการค้างของน้ำลาย การเตรียมและล้างอุปกรณ์ การตรวจว่าเครื่องทำแรงดูดได้ตามค่าที่ตั้งก่อนใช้ การสังเกตและจดลักษณะสิ่งที่ดูดออกมา และการดูดเฉพาะในช่องปากในขอบเขตที่พยาบาลสอนไว้ ส่วนการสอดสายลึกเข้าไปในทางเดินหายใจ การดูดผ่านท่อเจาะคอ และการตัดสินใจว่าต้องให้ออกซิเจนก่อนหรือหลังดูด เป็นเรื่องที่ต้องมีการสอนเฉพาะรายและมีคำสั่งกำกับ

สิ่งที่ควรขอจากพยาบาลให้ครบมีสามอย่าง คือขอบเขตว่าลึกได้แค่ไหนและนานครั้งละเท่าไร เกณฑ์ว่าเมื่อไรควรดูดและเมื่อไรไม่ควร และสัญญาณให้หยุดทันทีพร้อมสิ่งที่ต้องทำต่อ ทั้งสามอย่างควรเขียนไว้เป็นลายลักษณ์อักษรและติดไว้ใกล้เครื่อง เพราะคนที่อยู่เวรกลางคืนหรือญาติที่มาสลับวันหยุดจะได้ไม่ต้องเดาเอง และควรให้ทุกคนที่จะต้องทำได้เรียนพร้อมกันแล้วลองทำให้พยาบาลดู ไม่ใช่ให้คนเดียวไปเรียนแล้วมาบอกต่อ

  • ขอขอบเขตความลึกและระยะเวลาต่อครั้งเป็นลายลักษณ์อักษร
  • ขอเกณฑ์ว่าเมื่อไรควรดูดและเมื่อไรให้จัดท่าแทน
  • ขอรายการสัญญาณให้หยุดทันที พร้อมสิ่งที่ต้องทำต่อเป็นข้อ ๆ
  • ให้ทุกคนที่จะต้องทำได้เรียนพร้อมกันและลองทำให้พยาบาลดูจนผ่าน
  • เลี่ยงการดูดทันทีหลังมื้ออาหารถ้าไม่จำเป็น เพราะเพิ่มโอกาสอาเจียนและสำลัก

อ่านอาการในผู้สูงอายุให้ออก และระวังผลของยาที่ใช้อยู่

การมีเครื่องอยู่ที่บ้านทำให้หลายครอบครัวรู้สึกว่าจัดการเองได้ แล้วเลื่อนการไปพบแพทย์ออกไป ทั้งที่สิ่งที่ควรเฝ้าดูไม่ใช่ปริมาณเสมหะอย่างเดียว ในผู้สูงอายุ อาการแสดงไม่ตรงแบบเกิดขึ้นได้บ่อย ปอดอักเสบอาจมาโดยไม่มีไข้สูงและไม่มีไอชัดเจน แต่มาเป็นซึมลง กินได้น้อยลง ล้มบ่อยขึ้น หรือมีภาวะสับสนเฉียบพลันภายในหนึ่งถึงสองวัน ซึ่งเป็นสัญญาณที่ต้องรีบให้แพทย์ประเมิน

สิ่งที่ใช้ติดตามได้ดีอีกอย่างคือการเปลี่ยนแปลงของกิจวัตรประจำวัน หรือ ADL ถ้าคนที่เคยนั่งได้เองหรือช่วยพลิกตัวได้เริ่มทำไม่ได้ภายในไม่กี่วัน นั่นเป็นการเปลี่ยนแปลงที่มีความหมายมากกว่าการนับจำนวนครั้งที่ดูด ควรจดไว้เป็นวันที่แล้วรายงานทีมที่ดูแล พร้อมกับลักษณะของสิ่งที่ดูดออกมา ทั้งสี ความข้น ปริมาณ และกลิ่น เพราะเป็นข้อมูลที่ช่วยแยกได้ว่าเป็นน้ำลายค้างหรือเป็นการติดเชื้อที่กำลังก่อตัว

เรื่องยาก็เกี่ยวข้องโดยตรง ผู้สูงอายุจำนวนมากใช้ยาหลายชนิดอยู่แล้ว ยาบางกลุ่มทำให้ปากแห้งและสารคัดหลั่งเหนียวขึ้นจนดูดยากและเสี่ยงต่อการเกิดแผลมากขึ้น ยาบางกลุ่มที่ทำให้ง่วงจะลดการไอตามธรรมชาติซึ่งเป็นกลไกป้องกันที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่ง และในผู้ที่อยู่ในภาวะเปราะบาง ผลเหล่านี้จะชัดกว่าคนทั่วไป หากมียาใหม่เพิ่มหรือมีการปรับขนาดยา ควรแจ้งทีมที่ดูแลว่าบ้านนี้มีปัญหาเรื่องการจัดการสารคัดหลั่งอยู่ เพื่อให้ทบทวนรายการยาร่วมกัน

Nurse providing care to a patient in a hospital room with medical equipment.

รูปภาพโดย RDNE Stock project / Pexels

ขั้นตอนที่ควรทำ

ขั้นที่ 1: ตรวจสอบก่อนว่าจำเป็นต้องมีเครื่องจริงหรือไม่

ก่อนตัดสินใจเรื่องอุปกรณ์ ให้เก็บข้อมูลสองถึงสามวันแล้วนำไปคุยกับทีมที่ดูแล ข้อมูลชุดนี้ทำให้เห็นว่าปัญหาคือน้ำลายค้างจากการกลืน ปัญหาจากท่านอน หรือเสมหะจากทางเดินหายใจจริง ซึ่งนำไปสู่ทางแก้คนละแบบและอาจไม่ต้องซื้อเครื่องเลย

  • จดช่วงเวลาที่มีเสียงครืดคราด และความสัมพันธ์กับมื้ออาหารและท่านอน
  • จดว่ามีไอ มีสำลักขณะกิน หรือมีไข้ร่วมด้วยหรือไม่
  • ลองยกหัวเตียงและเพิ่มรอบดูแลช่องปาก แล้วดูว่าต่างไปหรือไม่
  • นำบันทึกไปคุยกับทีมที่ดูแล พร้อมถามว่าจำเป็นต้องมีเครื่องหรือยัง

ขั้นที่ 2: ถ้าต้องมี ให้เลือกจากคำสั่งและจากการล้างจริงในบ้าน

เมื่อทีมที่ดูแลยืนยันว่าต้องมี ให้เอาช่วงแรงดูดที่กำหนดและชนิดของสายที่ต้องใช้เป็นโจทย์ตั้ง แล้วค่อยดูเครื่อง จากนั้นให้ลองจำลองการล้างจริงหนึ่งรอบก่อนตัดสินใจ ว่าที่บ้านมีอ่างที่เหมาะ มีที่ตากที่ไม่ปนเปื้อน และมีคนที่ทำได้ทุกวันหรือไม่ เพราะภาระการล้างคือสิ่งที่ทำให้แผนล้มบ่อยกว่าเรื่องของเครื่อง

  • ตรวจว่าเครื่องปรับแรงดูดได้ครอบคลุมช่วงที่ได้รับคำสั่งมา
  • ถอดกระปุกและสายออกมาลองประกอบกลับเองต่อหน้าผู้ขาย
  • ถามชนิดและขนาดสายที่ใช้ได้ พร้อมแหล่งซื้อที่ใกล้บ้าน
  • ตรวจว่ามีตัวกรองกันล้น และรู้ว่าเปลี่ยนเมื่อไรและซื้อที่ไหน
  • ตั้งจุดวางถาวรข้างเตียงที่หยิบใช้ได้ทันทีและมีปลั๊กรองรับ

ขั้นที่ 3: ขอการสอนแบบให้ทำย้อนกลับ และเขียนขอบเขตติดไว้

การสอนที่ได้ผลคือพยาบาลสาธิตแล้วให้คนในบ้านทำให้ดูเองทีละคนจนผ่าน ไม่ใช่การฟังแล้วพยักหน้า ควรนัดให้คนที่อยู่เวรกลางคืนมาเรียนด้วย และขอให้สรุปขอบเขตกับสัญญาณอันตรายเป็นกระดาษแผ่นเดียวติดไว้ข้างเครื่อง เพื่อให้คนที่มาสลับเวรอ่านแล้วทำตามได้ทันทีโดยไม่ต้องตีความเอง

  • ให้ทุกคนที่จะต้องทำได้ลองทำต่อหน้าพยาบาลจนได้รับการยืนยันว่าผ่าน
  • ถ่ายวิดีโอขั้นตอนไว้ดูทบทวน โดยขออนุญาตผู้สอนก่อน
  • ติดกระดาษสรุปขอบเขต เกณฑ์การดูด และสัญญาณให้หยุด ไว้ข้างเครื่อง
  • เขียนเบอร์ที่ต้องโทรนอกเวลาราชการไว้บนกระดาษแผ่นเดียวกัน
  • ซ้อมแผนไฟดับด้วยอุปกรณ์สำรองอย่างน้อยหนึ่งครั้ง

ขั้นที่ 4: บันทึก ทบทวน และลดการพึ่งเครื่องเมื่อทำได้

เป้าหมายระยะยาวไม่ใช่การดูดให้เก่งขึ้น แต่คือการทำให้ต้องดูดน้อยลงด้วยการแก้ต้นเหตุ การบันทึกจำนวนครั้ง ลักษณะสิ่งที่ดูดออกมา และการเปลี่ยนแปลงของกิจวัตรประจำวัน ทำให้ทีมที่ดูแลเห็นแนวโน้มและปรับแผนการกลืน การจัดท่า หรือรายการยาได้ ซึ่งมีผลมากกว่าการเปลี่ยนเครื่อง

  • จดจำนวนครั้งต่อวัน พร้อมสี ความข้น และปริมาณของสิ่งที่ดูดออกมา
  • จดว่ามีครั้งไหนที่ต้องหยุดกลางคันและเพราะอะไร
  • ทบทวนกับทีมที่ดูแลทุกเดือนว่าลดความถี่ลงได้หรือยัง
  • ตรวจอุปกรณ์สำรองและแบตเตอรี่ทุกเดือนว่ายังพร้อมใช้
  • นำบันทึกและรายการยาทั้งหมดไปด้วยทุกครั้งที่ไปพบแพทย์

สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง

  • อย่าดูดทุกครั้งที่ได้ยินเสียงครืดคราด ให้ใช้เกณฑ์ที่ทีมที่ดูแลกำหนด เพราะการดูดถี่เกินไปกระตุ้นให้เยื่อบุบวมและมีสารคัดหลั่งมากขึ้น
  • อย่าตั้งแรงดูดสูงกว่าช่วงที่ได้รับคำสั่งเพื่อให้ดูดออกได้เร็วขึ้น เพราะเป็นสาเหตุโดยตรงของแผลและเลือดออก
  • อย่าสอดสายลึกกว่าที่พยาบาลกำหนด และอย่าดูดผ่านท่อเจาะคอถ้ายังไม่ได้รับการสอนเฉพาะราย
  • อย่านำอุปกรณ์ที่ใช้ในช่องปากไปใช้กับทางเดินหายใจ และอย่าล้างของที่กำหนดให้ใช้ครั้งเดียวกลับมาใช้ซ้ำ
  • อย่าเลื่อนการพบแพทย์เพราะคิดว่าดูดออกได้แล้วอาการดีขึ้น โดยเฉพาะเมื่อมีซึมลง กินได้น้อยลง หรือทำกิจวัตรประจำวันที่เคยทำได้เองไม่ได้

เมื่อใดควรขอความช่วยเหลือ

  • โทร 1669 ทันที หากสำลักแล้วหายใจไม่ออก ไอไม่มีเสียง ริมฝีปากหรือใบหน้าเขียวคล้ำ หรือหมดสติ โดยให้หยุดดูดและทำตามที่ได้รับการสอนเรื่องการช่วยเหลือเบื้องต้นระหว่างรอ
  • โทร 1669 ทันที หากขณะดูดแล้วผู้สูงอายุชีพจรช้าลงผิดปกติ ตัวอ่อนลง ปลุกไม่ตื่น หรือมีเลือดออกปริมาณมากจากทางเดินหายใจ
  • โทร 1669 ทันที หากหายใจหอบเหนื่อยขึ้นกะทันหันจนพูดไม่จบประโยค หรือมีภาวะสับสนเฉียบพลันร่วมกับหายใจเร็วผิดปกติ
  • ติดต่อทีมที่ดูแลภายในวันเดียวกัน หากสิ่งที่ดูดออกมาเปลี่ยนเป็นสีเขียวเหลืองข้นหรือมีกลิ่นผิดปกติ มีไข้ หรือต้องดูดถี่ขึ้นชัดเจนกว่าเดิมภายในหนึ่งถึงสองวัน
  • ติดต่อทีมที่ดูแลในช่วงใกล้ หากมีเลือดปนเล็กน้อยทุกครั้งที่ดูด หรือผู้สูงอายุแสดงอาการเจ็บและต่อต้านมากขึ้นกว่าเดิม เพราะอาจต้องทบทวนแรงดูด ขนาดสาย หรือเทคนิคที่ใช้
  • ติดต่อผู้ให้บริการเครื่องทันที หากแรงดูดตกลงผิดปกติ มีของเหลวย้อนเข้าตัวเครื่อง มีกลิ่นไหม้ หรือแบตเตอรี่ใช้ได้สั้นลงมากจนแผนไฟดับใช้ไม่ได้จริง

เช็กลิสต์สรุป

  • มีบันทึกอาการก่อนตัดสินใจซื้อ และทีมที่ดูแลยืนยันแล้วว่าบ้านนี้ต้องมีเครื่อง
  • เครื่องปรับและอ่านค่าแรงดูดได้ตามช่วงที่ได้รับคำสั่ง
  • มีอุปกรณ์สำรองที่ไม่ต้องใช้ไฟ และซ้อมใช้แล้วอย่างน้อยหนึ่งครั้ง
  • แยกอุปกรณ์สำหรับช่องปากกับทางเดินหายใจออกจากกันชัดเจน
  • มีรอบการล้าง การฆ่าเชื้อ และการเปลี่ยนสายเป็นลายลักษณ์อักษร
  • มีกระดาษสรุปขอบเขต เกณฑ์การดูด และสัญญาณให้หยุด ติดไว้ข้างเครื่อง
  • ทุกคนที่อยู่เวรผ่านการสอนแบบทำให้พยาบาลดูแล้ว ไม่ใช่ฟังต่อกันมา
  • มีสมุดบันทึกจำนวนครั้ง ลักษณะสิ่งที่ดูดออกมา และการเปลี่ยนแปลงของกิจวัตรประจำวัน

คำถามที่พบบ่อย

ได้ยินเสียงครืดคราดในลำคอทุกวัน ต้องซื้อเครื่องดูดเสมหะไว้ที่บ้านเลยไหม

ไม่จำเป็นเสมอไป เสียงแบบนี้จำนวนมากมาจากน้ำลายที่กลืนไม่ลงแล้วค้างอยู่ในคอ โดยเฉพาะเมื่อนอนราบนาน ซึ่งมักดีขึ้นด้วยการยกหัวเตียง การจัดท่าศีรษะ การดูแลช่องปากให้สะอาดหลายรอบต่อวัน และการปรับความข้นของอาหารตามที่ทีมที่ดูแลแนะนำ แนวทางที่ปลอดภัยคือจดอาการสองถึงสามวันแล้วนำไปคุยกับทีมที่ดูแลก่อนตัดสินใจ

ผู้ดูแลที่ไม่ใช่พยาบาลดูดเสมหะเองได้หรือไม่

ขอบเขตต่างกันไปในแต่ละบ้านและต้องมาจากการประเมินเป็นรายคน โดยทั่วไปครอบครัวมักได้รับการสอนให้ดูแลช่องปาก จัดท่า เตรียมและล้างอุปกรณ์ และดูดในขอบเขตที่พยาบาลกำหนดไว้ ส่วนการสอดสายลึกเข้าไปในทางเดินหายใจและการดูดผ่านท่อเจาะคอต้องมีการสอนเฉพาะรายพร้อมคำสั่งกำกับ สิ่งที่ควรขอคือขอบเขตที่เขียนไว้ชัดเจนและการฝึกจนพยาบาลยืนยันว่าทำได้

ตั้งแรงดูดแรงขึ้นเพื่อให้เสร็จเร็วขึ้นได้ไหม

ไม่ควรทำ แรงดูดที่สูงเกินช่วงที่กำหนดเป็นสาเหตุโดยตรงของการบาดเจ็บเยื่อบุ แผล และเลือดออก ทั้งยังทำให้ออกซิเจนตกระหว่างดูดได้มากขึ้น ถ้ารู้สึกว่าดูดออกยากผิดปกติ ให้รายงานทีมที่ดูแลเพื่อทบทวนเรื่องความเหนียวของสารคัดหลั่ง ขนาดสาย และรายการยาที่อาจทำให้ปากแห้ง แทนการเพิ่มแรงดูดเอง

สายและอุปกรณ์ล้างแล้วนำกลับมาใช้ซ้ำได้หรือไม่

ของที่กำหนดให้ใช้ครั้งเดียวต้องทิ้งหลังใช้ ไม่ควรล้างกลับมาใช้ซ้ำแม้จะดูสะอาด เพราะเป็นทางที่นำเชื้อเข้าสู่ทางเดินหายใจโดยตรง ส่วนอุปกรณ์ที่ใช้ซ้ำได้อย่างกระปุกและสายบางชนิด ให้ล้างและฆ่าเชื้อตามรอบที่ทีมที่ดูแลเขียนไว้ และต้องไม่สลับอุปกรณ์ที่ใช้ในช่องปากกับที่ใช้กับทางเดินหายใจ

ถ้าไฟดับตอนกลางคืนต้องทำอย่างไร

บ้านที่จำเป็นต้องดูดเป็นประจำควรมีอุปกรณ์สำรองที่ไม่ต้องใช้ไฟเตรียมไว้ และควรซ้อมใช้จริงอย่างน้อยหนึ่งครั้งในตอนที่ยังไม่มีเหตุ ควรตรวจแบตเตอรี่ของเครื่องพกพาทุกเดือน เก็บของสำรองไว้ในจุดเดียวกันที่หยิบได้ในความมืด และเขียนแผนพร้อมเบอร์ติดต่อติดไว้ข้างเครื่องเพื่อให้คนที่อยู่เวรทำตามได้ทันที

ดูดเสมหะออกได้แล้ว แปลว่าไม่ต้องรีบพาไปหาหมอใช่ไหม

ไม่ใช่ การดูดออกได้เป็นการจัดการอาการ ไม่ได้แก้สาเหตุ ในผู้สูงอายุ ปอดอักเสบอาจไม่มาพร้อมไข้สูงหรือไอชัดเจน แต่มาเป็นซึมลง กินได้น้อยลง ล้มบ่อยขึ้น หรือสับสนเฉียบพลัน ถ้าสิ่งที่ดูดออกมาเปลี่ยนสีหรือมีกลิ่นผิดปกติ ต้องดูดถี่ขึ้นชัดเจน หรือมีการเปลี่ยนแปลงของกิจวัตรประจำวันภายในไม่กี่วัน ควรให้แพทย์ประเมิน และถ้ามีเขียวคล้ำหรือหายใจไม่ออกให้โทร 1669 ทันที

สรุป

  • คำถามแรกคือบ้านนี้ต้องการเครื่องจริงหรือกำลังแก้ปัญหาผิดจุด เพราะเสียงครืดคราดจำนวนมากมาจากน้ำลายที่ค้างอยู่ ซึ่งแก้ด้วยท่านอน การดูแลช่องปาก และการปรับวิธีกินได้ดีกว่าการดูดออก
  • คุณสมบัติที่ใช้ตัดสินคือแรงดูดที่ปรับและอ่านค่าได้ ความง่ายในการล้างจริงที่บ้าน และการมีทางสำรองเมื่อไฟดับ ไม่ใช่ขนาดกระปุกหรือจำนวนปุ่ม
  • ของสิ้นเปลืองและความสะอาดเป็นตัวกำหนดผลลัพธ์จริง การใช้ซ้ำสิ่งที่กำหนดให้ใช้ครั้งเดียวและการสลับอุปกรณ์ระหว่างปากกับทางเดินหายใจ คือความเสี่ยงที่เห็นผลเป็นการติดเชื้อในปอด
  • การดูดเป็นหัตถการที่มีผลข้างเคียงจริง ขอบเขตความลึก ระยะเวลาต่อครั้ง และเกณฑ์ว่าเมื่อไรควรดูด ต้องมาจากพยาบาลที่ประเมินผู้สูงอายุคนนั้น แล้วเขียนติดไว้ให้ทุกคนอ่านตรงกัน
  • ในผู้สูงอายุ ให้เฝ้าดูซึมลง กินได้น้อยลง และกิจวัตรประจำวันที่หายไป มากกว่านับจำนวนครั้งที่ดูด และเมื่อมีเขียวคล้ำ ไม่หายใจ หรือปลุกไม่ตื่น ให้โทร 1669 ทันที

จัดทำโดยทีมกองบรรณาธิการสูงวัยไทย

เครื่องมือและคู่มือที่เกี่ยวข้อง

บทความที่เกี่ยวข้อง

ป้อนอาหารผู้สูงอายุติดเตียงอย่างไรให้ปลอดภัยจากการสำลัก
home-care

ป้อนอาหารผู้สูงอายุติดเตียงอย่างไรให้ปลอดภัยจากการสำลัก

แนวทางป้อนอาหารและดูแลการกลืนของผู้สูงอายุติดเตียงที่บ้าน ตั้งแต่ท่านั่งกึ่งนอน สัญญาณสำลักเงียบ ไปจนถึงเวลาที่ต้องโทร 1669 หรือพบแพทย์

อัปเดตล่าสุด 4 สิงหาคม 2026อ่าน 16 นาที
ผู้สูงอายุกินช้าลง สำลักบ่อยขึ้น หรือทานได้น้อยลง: แนวทางดูแลเรื่องกินและการกลืนที่บ้าน
home-care

ผู้สูงอายุกินช้าลง สำลักบ่อยขึ้น หรือทานได้น้อยลง: แนวทางดูแลเรื่องกินและการกลืนที่บ้าน

คู่มือสังเกตและรับมือปัญหาการกินและการกลืนในผู้สูงอายุที่บ้าน ตั้งแต่สาเหตุที่พบบ่อย วิธีปรับมื้ออาหารให้ปลอดภัย ไปจนถึงสัญญาณที่ต้องพบแพทย์

อัปเดตล่าสุด 3 สิงหาคม 2026อ่าน 15 นาที
ผู้สูงอายุติดเตียงวันแรก มือใหม่ควรมีของอะไรบ้าง เรียงตามงานที่ต้องทำทุกวัน
home-care

ผู้สูงอายุติดเตียงวันแรก มือใหม่ควรมีของอะไรบ้าง เรียงตามงานที่ต้องทำทุกวัน

คู่มือของใช้สำหรับผู้ดูแลผู้สูงอายุติดเตียงที่ไม่เคยซื้ออุปกรณ์มาก่อน เรียงตามงานจริงในหนึ่งวัน ตั้งแต่พลิกตัว ทำความสะอาด ขับถ่าย ให้อาหาร และดูแลผิว พร้อมบอกว่าอะไรซื้อก่อนและอะไรรอได้

อัปเดตล่าสุด 18 กันยายน 2026อ่าน 18 นาที
เตรียมอุปกรณ์ดูแลผู้สูงอายุติดบ้านอย่างไรให้ตรงกับความสามารถจริง
home-care

เตรียมอุปกรณ์ดูแลผู้สูงอายุติดบ้านอย่างไรให้ตรงกับความสามารถจริง

แนวทางเลือกและเตรียมอุปกรณ์ดูแลผู้สูงอายุที่เริ่มติดบ้านหรือเคลื่อนไหวลำบาก ตั้งแต่เตียง เก้าอี้สุขา ไปจนถึงอุปกรณ์ช่วยเดิน โดยเริ่มจากความต้องการจริงของแต่ละคน

อัปเดตล่าสุด 3 สิงหาคม 2026อ่าน 15 นาที