สูงวัยไทย
เจ็ดจุดพลาดเรื่องแผลผู้สูงอายุ ที่ครอบครัวตั้งใจดูแลอย่างดีแต่ยังมองข้าม
พิมพ์เมื่อ 4 สิงหาคม 2026
เจ็ดจุดพลาดเรื่องแผลผู้สูงอายุ ที่ครอบครัวตั้งใจดูแลอย่างดีแต่ยังมองข้าม
รวมจุดพลาดที่พบบ่อยในการดูแลแผลผู้สูงอายุที่บ้าน ตั้งแต่การวัดความคืบหน้าด้วยความรู้สึก การใช้ไข้เป็นเกณฑ์เดียว ไปจนถึงการไม่มีผู้ดูแลสำรอง พร้อมวิธีแก้ที่ระบบ
ตรวจสอบล่าสุด 4 สิงหาคม 2026

รูปภาพโดย Gustavo Fring / Pexels
ข้อจำกัดความรับผิดชอบทางการแพทย์
เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ ไม่สามารถใช้วินิจฉัย รักษา หรือป้องกันโรคได้ หากมีอาการผิดปกติหรือมีความเสี่ยง ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร
คำตอบสั้น ๆ
- จุดพลาดเรื่องแผลของผู้สูงอายุส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากความไม่ใส่ใจ แต่เกิดจากระบบที่บ้านยังไม่มีวิธีเปรียบเทียบว่าเมื่อวานแผลเป็นอย่างไร และยังไม่มีใครกำหนดว่าเรื่องไหนตัดสินใจเองได้ เรื่องไหนต้องโทรถาม
- พลาดที่พบบ่อยที่สุดคือใช้ความรู้สึกแทนบันทึก ใช้ไข้เป็นเกณฑ์เดียวว่ายังไม่ติดเชื้อ ปรับวัสดุหรือความถี่เองเมื่อของหมด และแยกเรื่องแผลออกจากเรื่องยากับเรื่องอาหาร
- อีกสามข้อที่มักถูกมองข้ามคือ ทำแทนจนผู้สูงอายุเสียความสามารถเดิม ปล่อยให้เกิดจุดกดทับใหม่ระหว่างที่กำลังทุ่มดูแลแผลเก่า และฝากทุกอย่างไว้กับผู้ดูแลคนเดียวโดยไม่มีคนสำรอง
- วิธีแก้ที่ได้ผลไม่ใช่การพยายามมากขึ้น แต่คือการทำสามอย่างให้เป็นระบบ ได้แก่ ภาพเปรียบเทียบทุกครั้งที่ทำแผล บันทึกทั้งตัวคนไม่ใช่เฉพาะแผล และรายชื่อผู้รับผิดชอบพร้อมเบอร์ที่โทรได้จริง
- หากผู้สูงอายุซึมลงเร็ว หายใจหอบ ผิวรอบแผลแดงลามภายในไม่กี่ชั่วโมง หรือเลือดออกไม่หยุด ให้โทร 1669 หรือไปห้องฉุกเฉินทันที การพยายามแก้เองในนาทีนั้นคือความพลาดที่อันตรายที่สุดในรายการนี้
เหมาะกับใคร
- เหมาะกับผู้ดูแลที่ทำแผลให้ผู้สูงอายุที่บ้านมาแล้วอย่างน้อยหนึ่งสัปดาห์ และเริ่มไม่แน่ใจว่าที่ทำอยู่ถูกทางหรือไม่
- เหมาะกับพี่น้องที่ช่วยกันดูแลจากคนละบ้าน และต้องการรู้ว่าควรถามอะไรและควรจดอะไรให้ตรงกัน
- ไม่เหมาะกับผู้ที่กำลังหาวิธีทำแผลทีละขั้น เพราะบทความนี้เน้นจุดพลาดและการแก้ที่ระบบ ไม่ใช่ขั้นตอนลงมือ
- ไม่เหมาะกับการใช้แทนการประเมินแผลของผู้ที่รักษาอยู่ ทุกครั้งที่ข้อความในบทความขัดกับคำสั่งเฉพาะรายที่ได้รับมา ให้ยึดคำสั่งนั้นเป็นหลัก
สิ่งที่ควรรู้
พลาดที่หนึ่ง ตัดสินความคืบหน้าด้วยความรู้สึก ไม่ใช่ด้วยของที่เทียบกันได้
คำที่ได้ยินบ่อยที่สุดตอนพาไปพบแพทย์คือรู้สึกว่าดีขึ้น หรือรู้สึกว่าแย่ลง ปัญหาคือคนที่ทำแผลทุกวันจะคุ้นตากับแผลจนมองไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงที่ค่อยเป็นค่อยไป และคนที่มาเห็นสัปดาห์ละครั้งจะตกใจกับสิ่งที่จริง ๆ แล้วดีขึ้นแล้ว ความเห็นสองแบบนี้ทำให้ครอบครัวเถียงกันโดยไม่มีใครมีข้อมูล
ทางออกไม่ได้ยาก คือถ่ายภาพจากระยะเดิมและมุมเดิมทุกครั้งที่เปิดแผล วางไม้บรรทัดเล็กเทียบขนาด และใช้แสงจากโคมไฟตัวเดิม ภาพสามภาพเรียงกันบอกแนวโน้มได้ดีกว่าคำบรรยายสิบประโยค และยังทำให้การคุยกับพยาบาลหรือแพทย์ในวันนัดสั้นลงและตรงประเด็นขึ้น
สิ่งที่หลายบ้านลืมคือตั้งชื่อไฟล์หรือใส่วันที่ในบันทึก เมื่อภาพสะสมสามสิบภาพโดยไม่มีวันที่กำกับ มันจะกลายเป็นกองภาพที่ใช้ตัดสินใจอะไรไม่ได้เลย ให้จดวันเวลาและชื่อผู้ทำแผลไว้คู่กับภาพเสมอ
- ถ่ายภาพระยะเดิม มุมเดิม แสงเดิม ทุกครั้งที่เปิดแผล
- วางไม้บรรทัดหรือของที่ขนาดคงที่ไว้ข้างแผลเพื่อเทียบขนาด
- ใส่วันเวลาและชื่อผู้ทำแผลกำกับทุกภาพ
- เก็บภาพและบันทึกไว้ที่เดียวกัน ไม่กระจายหลายแอป
พลาดที่สอง เปลี่ยนวัสดุหรือความถี่เอง เพราะของหมดหรือเพราะแผลดูดีแล้ว
เมื่อวัสดุปิดแผลหมดกลางสัปดาห์ ทางเลือกที่ง่ายที่สุดคือไปหยิบของที่หน้าตาคล้ายกันจากร้าน หรือลดจำนวนครั้งที่ทำเพราะเห็นว่าแผลแห้งดีแล้ว ทั้งสองอย่างดูเป็นการตัดสินใจเล็ก ๆ แต่มีผลจริงต่อความชื้นของแผล ซึ่งเป็นตัวแปรที่ผู้สั่งการรักษาเลือกวัสดุมาเพื่อควบคุมโดยเฉพาะ
จุดที่ครอบครัวมักไม่รู้คือวัสดุปิดแผลหน้าตาคล้ายกันอาจทำหน้าที่ต่างกันมาก บางชนิดออกแบบให้ดูดซับ บางชนิดให้คงความชื้น บางชนิดกันน้ำ บางชนิดไม่ควรใช้กับแผลที่มีสารคัดหลั่งมาก การหยิบผิดจึงไม่ใช่แค่เสียเงินเปล่า แต่อาจทำให้ผิวรอบแผลเปื่อยหรือแผลแห้งเกินไป
สิ่งที่ควรทำแทนคือนับของล่วงหน้าเป็นจำนวนครั้งจนถึงวันนัด และถ้าใกล้หมดให้ติดต่อหน่วยบริการที่ให้คำสั่งไว้เพื่อถามชื่อของทดแทนที่ใช้ได้ หลายพื้นที่มีบริการดูแลต่อเนื่องที่บ้านหรือหน่วยบริการใกล้บ้านที่รับทำแผลต่อ ซึ่งเงื่อนไขและสิทธิที่ใช้ได้ต่างกันไป ควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดกับหน่วยบริการหรือสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติก่อนวางแผนจริง
- นับวัสดุเป็นจำนวนครั้ง ไม่ใช่จำนวนกล่อง
- ถ่ายภาพซองวัสดุเดิมเก็บไว้ เพื่อให้ซื้อหรือขอของทดแทนได้ตรงชนิด
- ถามก่อนเปลี่ยน ไม่ใช่เปลี่ยนแล้วค่อยเล่าในวันนัด
- อย่าลดความถี่ในการทำแผลเพราะแผลดูดี โดยไม่มีคำสั่งใหม่
พลาดที่สาม ใช้ไข้เป็นเกณฑ์เดียวว่ายังไม่ติดเชื้อ
ครอบครัวจำนวนมากวัดไข้ทุกเช้า เห็นตัวเลขปกติแล้ววางใจ แต่ในผู้สูงอายุ การตอบสนองของร่างกายต่อการติดเชื้ออาจไม่ชัดเหมือนวัยหนุ่มสาว ลักษณะที่พบได้คืออาการแสดงไม่ตรงแบบ ซึ่งหมายถึงโรคเดิมมาด้วยหน้าตาที่ไม่เหมือนตำรา เช่น การติดเชื้ออาจมาด้วยความสับสนที่เพิ่งเกิด กินได้น้อยลง หรืออยู่ ๆ ลุกเดินไม่ไหว โดยที่ไข้ยังไม่ขึ้น
ความสับสนที่เกิดเร็วภายในไม่กี่ชั่วโมงถึงไม่กี่วัน มีอาการขึ้นลงในวันเดียวกัน และสมาธิลดลงจนคุยไม่ต่อเนื่อง เรียกว่าภาวะสับสนเฉียบพลันหรือ delirium ซึ่งต่างจากภาวะสมองเสื่อมที่เปลี่ยนช้าเป็นเดือนเป็นปี และต่างจากภาวะซึมเศร้าที่มักมีอารมณ์เศร้าเป็นแกนหลัก การแยกสามอย่างนี้สำคัญ เพราะภาวะสับสนเฉียบพลันมักมีสาเหตุที่แก้ไขได้ เช่น การติดเชื้อ ภาวะขาดน้ำ ปวดที่ควบคุมไม่ได้ หรือผลจากยา และควรได้รับการประเมินโดยเร็ว
การเฝ้าดูจึงควรมองทั้งคน ไม่ใช่มองเฉพาะแผล วิธีที่ทำได้ทุกวันคือถามตัวเองสามข้อ วันนี้เขารู้ตัวและคุยได้เหมือนเมื่อวานไหม กินและดื่มน้ำได้เท่าเดิมไหม และลุกเดินหรือทำกิจวัตรประจำวันได้เท่าเดิมไหม ถ้าข้อใดข้อหนึ่งเปลี่ยนพร้อมกับแผลที่ดูไม่ดีขึ้น ให้ถือว่าต้องยกระดับความเร่งด่วน
- ไข้ไม่ขึ้นไม่ได้แปลว่าไม่ติดเชื้อในผู้สูงอายุ
- ความสับสนที่เพิ่งเกิดและขึ้นลงในวันเดียว เป็นสัญญาณที่ต้องรีบประเมิน
- กินน้อยลงหรือปัสสาวะน้อยลง เป็นข้อมูลที่ควรจดคู่กับภาพแผล
- กำลังในการลุกเดินที่ลดลงเร็ว เป็นสัญญาณเตือนที่ครอบครัวมักตีความว่าแค่เหนื่อย
พลาดที่สี่ ดูแลแผลแยกจากเรื่องยาและเรื่องอาหาร
แผลไม่ได้หายด้วยผ้าปิดแผลอย่างเดียว แต่หายด้วยเลือดที่ไปเลี้ยง โปรตีนที่ร่างกายเอาไปสร้างเนื้อเยื่อ และภาวะโรคร่วมที่ควบคุมได้ดีพอ ครอบครัวที่ทุ่มเทกับเทคนิคการปิดแผลแต่ไม่ได้ดูว่าผู้สูงอายุกินได้เท่าไรหลังกลับบ้าน มักเจอว่าแผลนิ่งอยู่กับที่โดยไม่มีคำอธิบาย
เรื่องยาเป็นอีกครึ่งหนึ่งที่ถูกแยกออกไป ผู้สูงอายุที่กลับจากโรงพยาบาลมักมีรายการยาที่เปลี่ยนไปจากเดิม บางตัวถูกหยุด บางตัวถูกเพิ่ม และบางบ้านยังมียาเดิมค้างอยู่ในตู้ จนกินซ้ำซ้อนโดยไม่ตั้งใจ สภาพที่ใช้ยาหลายชนิดพร้อมกันจากหลายแหล่ง หรือ polypharmacy ทำให้ไม่มีใครเห็นภาพรวม และเพิ่มโอกาสเกิดผลข้างเคียงที่กระทบทั้งความง่วง การทรงตัว และความอยากอาหาร ทางแก้ไม่ใช่ให้ครอบครัวตัดสินเอง แต่คือรวบรวมยาทั้งหมดรวมทั้งยาซื้อเอง สมุนไพร และอาหารเสริม ไปทบทวนกับแพทย์หรือเภสัชกรในคราวเดียว
ด้านอาหาร สิ่งที่ทำได้เองอย่างปลอดภัยคือสังเกตว่าเขากินได้จริงแค่ไหน เคี้ยวไหวไหม มีปัญหาฟันหรือแผลในปากไหม และมีอาการไอหรือเสียงเปลี่ยนหลังกลืนหรือไม่ ส่วนการกำหนดปริมาณโปรตีนหรือสารอาหารเฉพาะราย ต้องให้แพทย์หรือนักโภชนาการเป็นผู้กำหนด เพราะผู้ที่มีโรคไตหรือโรคหัวใจใช้คำแนะนำชุดเดียวกับคนทั่วไปไม่ได้
- รวมยาทุกชนิดรวมทั้งของเดิมในตู้ ไปทบทวนกับแพทย์หรือเภสัชกร
- จดปริมาณที่กินได้จริงแบบหยาบ ๆ เช่น กินได้ครึ่งจาน ไม่ต้องชั่งตวง
- สังเกตอาการไอหรือเสียงเปลี่ยนหลังกลืน แล้วแจ้งผู้เชี่ยวชาญ
- อย่าเริ่มอาหารเสริมหรือสมุนไพรเพื่อเร่งแผลหายโดยไม่ปรึกษาก่อน

รูปภาพโดย Gustavo Fring / Pexels
ขั้นตอนที่ควรทำ
แก้พลาดที่ห้า คืนงานที่เขายังทำได้ให้ผู้สูงอายุ
เมื่อมีแผล ครอบครัวมักเปลี่ยนเป็นโหมดทำแทนทุกอย่างเพราะกลัวแผลแตก ผลที่ตามมาคือผู้สูงอายุนั่งเฉยมากขึ้น ใช้ขาน้อยลง และภายในสองถึงสามสัปดาห์กำลังก็ลดลงจริง กล้ามเนื้อของผู้สูงอายุลดลงเร็วกว่าวัยอื่นเมื่อไม่ได้ใช้ ภาวะที่มวลกล้ามเนื้อและแรงลดลงตามวัยเรียกว่า sarcopenia และการนอนหรือนั่งนานทำให้ภาวะนี้แย่ลงเร็วขึ้น
กรอบที่ใช้ตัดสินได้ง่ายคือกิจวัตรประจำวันพื้นฐานหรือ ADL ซึ่งได้แก่ กินข้าว อาบน้ำ แต่งตัว เข้าห้องน้ำ และเคลื่อนย้ายตัว กับกิจวัตรที่ซับซ้อนขึ้นหรือ IADL เช่น จัดยาเอง ใช้โทรศัพท์ จัดการเงิน และทำอาหาร ให้ไล่ดูทีละข้อว่าข้อไหนเขายังทำเองได้ แล้วคืนข้อนั้นให้เขาทำ ผู้ดูแลเข้าไปเสริมเฉพาะจุดที่ไม่ปลอดภัยจริง ๆ
การคืนงานยังมีผลต่อความรู้สึกด้วย คนที่ถูกทำให้ทุกอย่างจะรู้สึกว่าตัวเองกลายเป็นผู้ชมในชีวิตตัวเอง และมักปฏิเสธความช่วยเหลือมากขึ้นเรื่อย ๆ การถามว่าอยากทำส่วนไหนเอง แล้วรอให้เขาทำแม้จะช้ากว่า เป็นการลงทุนที่คุ้มกว่าการรีบทำให้เสร็จ
- ไล่รายการ ADL และ IADL ทีละข้อ แล้วทำเครื่องหมายว่าข้อไหนเขายังทำเองได้
- ให้เขาทำส่วนที่ปลอดภัย เช่น เช็ดตัวส่วนบน หรือถือของระหว่างทำแผล
- เผื่อเวลาให้ช้าลงได้ แทนการรีบทำแทนเพราะจะได้เสร็จเร็ว
- ทบทวนรายการนี้ใหม่ทุกสัปดาห์ เพราะความสามารถเปลี่ยนได้ทั้งสองทาง
แก้พลาดที่หก เฝ้าจุดกดทับใหม่ที่เกิดขึ้นระหว่างดูแลแผลเก่า
ระหว่างที่ทุกคนจดจ่อกับแผลหนึ่งจุด ร่างกายส่วนอื่นอาจกำลังสร้างปัญหาใหม่เงียบ ๆ ผู้สูงอายุที่นั่งเก้าอี้ตัวเดิมนานขึ้นเพราะกลัวเดินแล้วแผลแตก หรือหนุนเตียงท่าเดิมทั้งวันเพราะเจ็บเวลาขยับ มีโอกาสเกิดรอยแดงที่ก้นกบ ส้นเท้า สะโพก หรือข้อศอก ซึ่งเป็นจุดที่กระดูกอยู่ใกล้ผิว
วิธีตรวจที่ทำได้จริงคือรวมการดูผิวเข้าไปในจังหวะที่ต้องเปิดเสื้อผ้าอยู่แล้ว เช่น ตอนเช็ดตัวหรือตอนเปลี่ยนเสื้อ ไม่ต้องจัดเวลาตรวจแยกซึ่งมักไม่ได้ทำ ให้ดูรอยแดงที่กดแล้วไม่จางภายในไม่กี่นาที ผิวที่ร้อนหรือเย็นกว่ารอบข้าง ผิวที่แฉะจากเหงื่อหรือปัสสาวะ และบริเวณที่เขาบ่นเจ็บเวลานั่ง
ถ้าพบรอยแดงที่กดแล้วไม่จาง อย่ารอดูหลายวัน ให้ปรับท่าให้เปลี่ยนบ่อยขึ้นตามที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำ ลดความชื้นที่ผิว และแจ้งหน่วยบริการเพื่อประเมิน การนวดแรง ๆ บนรอยแดงหรือใช้ห่วงยางรองก้นเป็นวิธีที่ไม่แนะนำ เพราะอาจทำให้เนื้อเยื่อบาดเจ็บเพิ่ม
- รวมการดูผิวเข้ากับกิจวัตรที่ทำอยู่แล้ว แทนการตั้งเวลาตรวจแยก
- จำจุดเสี่ยงหลักไว้ ก้นกบ ส้นเท้า สะโพก ข้อศอก และหลังศีรษะ
- รอยแดงที่กดแล้วไม่จางคือสัญญาณให้แจ้งผู้เชี่ยวชาญ ไม่ใช่สัญญาณให้นวด
- ดูแลให้ผิวแห้งสบาย โดยเฉพาะในอากาศร้อนและช่วงที่ใส่ผ้าอ้อม
แก้พลาดที่เจ็ด เลิกฝากทั้งบ้านไว้กับผู้ดูแลคนเดียว
บ้านที่มีผู้ดูแลหลักคนเดียวจะเดินได้ดีมากจนถึงวันที่คนนั้นป่วย ติดงาน หรือหมดแรง แล้วทุกอย่างหยุดพร้อมกัน จุดพลาดไม่ได้อยู่ที่ความสามารถของคนนั้น แต่อยู่ที่ไม่มีใครวางแผนไว้ว่าถ้าเขาไม่อยู่จะเกิดอะไรขึ้น
การแบ่งงานที่ใช้ได้จริงต้องแบ่งเป็นงานที่ระบุได้ ไม่ใช่คำว่าช่วย ๆ กัน เช่น คนหนึ่งรับผิดชอบทำแผลวันจันทร์ถึงศุกร์ อีกคนรับวันเสาร์อาทิตย์ อีกคนรับหน้าที่เติมของและติดต่อหน่วยบริการ ส่วนลูกที่อยู่ต่างจังหวัดรับผิดชอบเรื่องเอกสาร สิทธิ และค่าใช้จ่าย งานที่ระบุชื่อไว้จะไม่หายไปในวันที่ทุกคนยุ่ง
ผู้ดูแลสำรองต้องเคยยืนดูการทำแผลอย่างน้อยหนึ่งครั้งจริง ไม่ใช่แค่ได้รับข้อความอธิบาย และควรมีแผ่นข้อมูลฉุกเฉินติดไว้ที่จุดที่เห็นง่าย ประกอบด้วยเบอร์ 1669 เบอร์หน่วยบริการที่รักษาแผลนี้ โรคประจำตัว รายการยาปัจจุบัน ประวัติแพ้ยา และชื่อผู้ติดต่อสองคน สุดท้ายคือผู้ดูแลหลักต้องมีวันพักที่นับเป็นวันพักจริง เพราะความเหนื่อยสะสมทำให้พลาดในเรื่องเล็กก่อนเสมอ
- เขียนตารางว่าใครทำแผลวันไหน และใครเป็นผู้ทำแทน
- ให้ผู้ดูแลสำรองยืนดูการทำแผลจริงอย่างน้อยหนึ่งครั้ง
- ติดแผ่นข้อมูลฉุกเฉินไว้ที่ตู้เย็นหรือใกล้โทรศัพท์บ้าน
- กำหนดวันพักของผู้ดูแลหลักไว้ล่วงหน้า ไม่ใช่รอให้ว่างเอง
สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง
- เลิกใช้คำว่าดูดีขึ้นแทนข้อมูล ถ้าไม่มีภาพเทียบและวันที่กำกับ ให้ถือว่ายังไม่รู้แนวโน้มของแผล
- เลิกซื้อวัสดุปิดแผลที่หน้าตาคล้ายกันมาแทนของเดิมโดยไม่ถาม เพราะวัสดุที่คล้ายกันอาจทำหน้าที่ต่างกันมาก
- เลิกใช้ปรอทวัดไข้เป็นด่านเดียว ให้ดูความรู้สึกตัว การกิน และกำลังลุกเดินควบคู่ไปทุกวัน
- เลิกเก็บยาเดิมที่หมอสั่งหยุดไว้ในตู้เดียวกับยาปัจจุบัน เพราะเป็นจุดที่กินซ้ำซ้อนได้ง่ายที่สุด
- เลิกทำแทนทุกอย่างเพราะกลัวแผลแตก การไม่ได้ใช้ร่างกายเลยทำให้กำลังลดลงเร็วกว่าที่หลายครอบครัวคาด
- เลิกวางแผนโดยสมมติว่าผู้ดูแลหลักจะแข็งแรงตลอด ให้เขียนไว้เลยว่าถ้าเขาไม่อยู่ ใครทำอะไรต่อ
เมื่อใดควรขอความช่วยเหลือ
- โทร 1669 หรือไปห้องฉุกเฉินทันที เมื่อผู้สูงอายุปลุกไม่ค่อยตื่น ซึมลงเร็วภายในไม่กี่ชั่วโมง หายใจหอบเหนื่อย ตัวเย็นซีด หรือชัก
- โทร 1669 หรือไปห้องฉุกเฉินทันที เมื่อเลือดออกจากแผลไม่หยุดหลังกดตามคำแนะนำ หรือผิวรอบแผลแดงลามเร็วพร้อมปวดรุนแรงและหนาวสั่น
- ติดต่อหน่วยบริการที่รักษาแผลนี้ภายในวันเดียวกัน เมื่อพบรอยแดงที่กดแล้วไม่จางบริเวณก้นกบหรือส้นเท้า แผลมีกลิ่นใหม่ หรือสารคัดหลั่งเพิ่มขึ้นชัดเจน
- ติดต่อหน่วยบริการภายในวันเดียวกัน เมื่อผู้สูงอายุสับสนที่ไม่เคยเป็น กินหรือดื่มน้ำได้น้อยลงมากในหนึ่งถึงสองวัน หรือปัสสาวะน้อยลงผิดปกติ
- นัดพบแพทย์หรือเภสัชกรเร็ว ๆ นี้ เพื่อทบทวนรายการยาทั้งหมด เมื่อผู้สูงอายุเพิ่งกลับจากโรงพยาบาลและมียาเปลี่ยนหลายตัว หรือมีอาการง่วงและทรงตัวไม่ดีหลังเปลี่ยนยา
- เฝ้าสังเกตและจดบันทึกไว้คุยในนัดถัดไป เมื่อแผลค่อย ๆ เล็กลงตามคาดแต่ยังคันรอบแผล ผิวลอกจากพลาสเตอร์ หรือผู้สูงอายุยังไม่กล้าลงน้ำหนักเท่าเดิม
เช็กลิสต์สรุป
- ตั้งกติกาว่าทุกครั้งที่เปิดแผลต้องมีภาพและวันที่กำกับ
- ถ่ายภาพซองวัสดุปิดแผลที่ใช้อยู่เก็บไว้ในโทรศัพท์
- นับวัสดุที่เหลือว่าพอถึงวันนัดหรือไม่ ในทุกวันอาทิตย์
- รวบรวมยาทั้งหมดรวมยาเดิมในตู้ ใส่ถุงเดียวเตรียมไปทบทวน
- ไล่รายการกิจวัตรประจำวันแล้วทำเครื่องหมายว่าข้อไหนเขายังทำเองได้
- ดูผิวจุดกดทับทุกครั้งที่เช็ดตัวหรือเปลี่ยนเสื้อ
- เขียนตารางผู้ทำแผลและผู้ทำแทนติดไว้ที่บ้าน พร้อมเบอร์ 1669
คำถามที่พบบ่อย
ทำแผลถูกวิธีทุกอย่างแล้วแต่แผลไม่เล็กลงสักที เกิดจากอะไรได้บ้าง
เทคนิคการปิดแผลเป็นเพียงส่วนหนึ่ง ปัจจัยที่ทำให้แผลนิ่งมักอยู่นอกผ้าปิดแผล เช่น น้ำตาลในเลือดที่ยังคุมไม่ได้ เลือดไปเลี้ยงปลายแขนขาน้อย ขาบวมเรื้อรัง การกินได้น้อยจนขาดโปรตีนและพลังงาน หรือยาบางกลุ่มที่มีผลต่อการหายของแผล ควรยกภาพแผลย้อนหลังและรายการยาทั้งหมดไปให้ผู้ที่รักษาประเมินร่วมกัน แทนการเปลี่ยนวิธีทำแผลเอง
ญาติผู้ใหญ่ยืนยันให้ใช้สมุนไพรพอกแผล ควรคุยอย่างไรไม่ให้ทะเลาะกัน
ให้แยกเจตนากับวิธีออกจากกัน ยอมรับว่าเขาหวังดีจริง แล้วเสนอทางที่ตรวจสอบได้ เช่น ถ่ายภาพสิ่งที่จะใช้ส่งถามหน่วยบริการก่อน หรือชวนไปด้วยกันในวันนัดเพื่อถามพยาบาลโดยตรง วิธีนี้ทำให้คำตอบมาจากผู้ที่เห็นแผลจริง ไม่ใช่มาจากการเถียงกันในบ้าน และรักษาความสัมพันธ์ไว้ได้
ผู้ดูแลควรจดอะไรบ้าง ถ้ามีเวลาจดได้แค่วันละสองบรรทัด
บรรทัดแรกให้จดเรื่องแผล ได้แก่ วันเวลา ผู้ทำ และสิ่งที่ต่างจากเมื่อวาน บรรทัดที่สองให้จดเรื่องคน ได้แก่ กินได้ประมาณเท่าไร รู้ตัวและคุยได้เหมือนเดิมไหม และลุกเดินได้เท่าเดิมไหม สองบรรทัดนี้ครอบคลุมสิ่งที่แพทย์ต้องการรู้มากที่สุด และใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งนาที
แผลที่บ้านต้องให้พยาบาลมาทำถึงบ้านหรือไม่ และขอได้อย่างไร
ขึ้นกับชนิดของแผลและบริการในพื้นที่ ผู้ที่มีแผลซับซ้อน แผลที่มีท่อระบาย หรือผู้ที่เคลื่อนย้ายลำบาก มักเป็นกลุ่มที่ควรได้รับการดูแลต่อเนื่องโดยบุคลากร โดยทั่วไปจะเริ่มจากการแจ้งความจำเป็นกับหน่วยบริการที่รักษาอยู่ หรือติดต่อหน่วยบริการปฐมภูมิใกล้บ้าน เงื่อนไข สิทธิที่ใช้ได้ และคิวบริการต่างกันในแต่ละพื้นที่ ควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากหน่วยบริการหรือสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติก่อนวางแผน
พี่น้องเห็นไม่ตรงกันว่าแผลแย่ลงหรือไม่ ควรตัดสินอย่างไร
อย่าตัดสินด้วยความเห็น ให้ตัดสินด้วยของสามอย่าง คือภาพแผลเรียงตามวัน บันทึกสองบรรทัดต่อวัน และคำสั่งทำแผลฉบับที่ได้รับมา ถ้าสามอย่างนี้ยังไม่พอจะบอกได้ แปลว่าถึงเวลาให้ผู้ที่รักษาประเมิน ไม่ใช่ถึงเวลาประชุมครอบครัวรอบใหม่
ถ้าผู้สูงอายุอยู่บ้านคนเดียวช่วงกลางวัน จะดูแลแผลอย่างไรให้ปลอดภัย
ให้ลดจำนวนการตัดสินใจที่เขาต้องทำคนเดียว โดยจัดของและคำสั่งไว้เป็นชุดพร้อมใช้ เขียนเบอร์ 1669 และเบอร์หน่วยบริการตัวใหญ่ไว้ใกล้โทรศัพท์ นัดเวลาโทรหาเป็นประจำ และตกลงกับเพื่อนบ้านหรือญาติที่อยู่ใกล้ไว้ล่วงหน้า หากแผลอยู่ในตำแหน่งที่เขาทำเองไม่ถนัดหรือมองไม่เห็น ควรจัดให้มีคนช่วยในเวลาทำแผลจริง แทนการปล่อยให้เขาฝืนทำเอง
สรุป
- จุดพลาดส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากความไม่ใส่ใจ แต่มาจากบ้านที่ยังไม่มีวิธีเปรียบเทียบและยังไม่มีการแบ่งหน้าที่ที่เขียนไว้
- สามอย่างที่แก้ได้เร็วที่สุดคือ ภาพแผลที่เทียบกันได้ บันทึกที่ครอบคลุมทั้งตัวคน และรายชื่อผู้รับผิดชอบพร้อมเบอร์ที่โทรได้จริง
- ในผู้สูงอายุ อย่าใช้ไข้เป็นด่านเดียว ความรู้สึกตัว ความอยากอาหาร และกำลังลุกเดิน คือสัญญาณที่มักเปลี่ยนก่อน
- แผลที่หายดีที่สุดคือแผลที่อยู่ในบ้านซึ่งผู้สูงอายุยังได้ใช้ร่างกาย ยังได้ตัดสินใจเรื่องของตัวเอง และผู้ดูแลยังมีวันพัก
แหล่งข้อมูล
- ข้อมูลบริการทางการแพทย์และการดูแลผู้สูงอายุ — กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข (เปิดในแท็บใหม่)(เข้าถึงเมื่อ 2026-08-04)
- สิทธิประโยชน์และบริการสาธารณสุขในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ — สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) (เปิดในแท็บใหม่)(เข้าถึงเมื่อ 2026-08-04)
- Integrated care for older people information resources — World Health Organization (WHO) (เปิดในแท็บใหม่)(เข้าถึงเมื่อ 2026-08-04)
จัดทำโดยทีมกองบรรณาธิการสูงวัยไทย
เครื่องมือและคู่มือที่เกี่ยวข้อง
บทความที่เกี่ยวข้อง

ทำแผลให้ผู้สูงอายุที่บ้าน: สิ่งที่ต้องรู้ก่อนแกะผ้าปิดแผลครั้งแรก
คู่มือทำแผลผู้สูงอายุที่บ้านหลังออกจากโรงพยาบาล ตั้งแต่ข้อมูลที่ต้องขอจากพยาบาลก่อนกลับ การจัดมุมทำแผล การจดบันทึก ไปจนถึงสัญญาณติดเชื้อที่มักไม่เริ่มที่แผล

ตรวจผิวหนังผู้สูงอายุติดเตียงทุกวันอย่างไรให้เจอแผลกดทับตั้งแต่ระยะแรก
แนวทางสังเกตผิวหนังผู้สูงอายุที่นอนติดเตียงหรือขยับตัวเองได้น้อย เพื่อจับสัญญาณแผลกดทับตั้งแต่ระยะเริ่มต้น พร้อมจุดที่ต้องตรวจเป็นประจำและเมื่อใดควรพบแพทย์

ตรวจผิวหนังผู้สูงอายุติดเตียงพลาดจุดไหนบ้าง กว่าจะรู้ตัวแผลกดทับก็ลุกลาม
ข้อผิดพลาดที่ครอบครัวมักทำเวลาสังเกตผิวหนังผู้สูงอายุติดเตียง ตั้งแต่จุดที่มองข้าม เวลาที่ควรตรวจ ไปจนถึงสัญญาณที่ต้องรีบพาไปพบแพทย์