สูงวัยไทย
7 เรื่องที่ครอบครัวมักเข้าใจผิดเวลาผู้สูงอายุกังวลจนเกินเหตุ
พิมพ์เมื่อ 5 สิงหาคม 2026
7 เรื่องที่ครอบครัวมักเข้าใจผิดเวลาผู้สูงอายุกังวลจนเกินเหตุ
เมื่อผู้สูงอายุในบ้านกังวลไปทุกเรื่อง ครอบครัวจำนวนมากตอบสนองด้วยวิธีที่ดูสมเหตุสมผลแต่กลับทำให้ความกังวลฝังลึกขึ้น บทความนี้ชี้จุดเข้าใจผิดที่พบบ่อยและแนวทางที่ควรทำแทน
ตรวจสอบล่าสุด 5 สิงหาคม 2026

รูปภาพโดย Kampus Production / Pexels
ข้อจำกัดความรับผิดชอบทางการแพทย์
เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ ไม่สามารถใช้วินิจฉัย รักษา หรือป้องกันโรคได้ หากมีอาการผิดปกติหรือมีความเสี่ยง ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร
คำตอบสั้น ๆ
- ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุดคือการปลอบให้หยุดกังวลด้วยคำว่า 'อย่าคิดมาก' โดยไม่ถามหาสาเหตุที่แท้จริง ซึ่งมักทำให้ผู้สูงอายุรู้สึกว่าความกังวลของตนไม่มีใครรับฟังและเลือกเก็บไว้คนเดียวแทน
- อีกความเข้าใจผิดคือการตีตราว่า 'ขี้กังวลมาตั้งแต่หนุ่มสาวแล้ว' โดยไม่สังเกตว่าความกังวลในช่วงนี้รุนแรงหรือถี่ขึ้นกว่าที่ผ่านมาแค่ไหน ทำให้พลาดจังหวะที่ควรได้รับการประเมินตั้งแต่เนิ่น ๆ
- ครอบครัวจำนวนมากยังสับสนระหว่างอาการทางกายจากความวิตกกังวลกับโรคทางกายจริง เช่น ใจสั่นหรือแน่นหน้าอก ทำให้ตัดสินใจผิดทางทั้งสองด้าน คือทั้งไปตรวจหัวใจซ้ำโดยไม่จำเป็น หรือมองข้ามอาการที่ควรตรวจแยกสาเหตุจริง ๆ
เหมาะกับใคร
- เหมาะกับลูกหลานหรือผู้ดูแลที่รู้สึกว่าพยายามช่วยให้ผู้สูงอายุคลายกังวลแล้วแต่อาการกลับไม่ดีขึ้นหรือแย่ลง
- เหมาะกับครอบครัวที่มีผู้สูงอายุซึ่งกังวลไปทุกเรื่องจนเริ่มกระทบความสัมพันธ์ในบ้าน
- ไม่เหมาะกับอาการแน่นหน้าอกหรือหายใจลำบากเฉียบพลัน ซึ่งต้องข้ามไปขอความช่วยเหลือฉุกเฉินทันทีก่อนอ่านทบทวนวิธีการ
สิ่งที่ควรรู้
พลาด: ปลอบด้วยคำว่า 'อย่าคิดมาก' แทนการถามหาสาเหตุ
คำปลอบที่ดูเหมือนมีเมตตาอย่าง 'อย่าคิดมากเลย' หรือ 'ไม่มีอะไรต้องกลัวหรอก' มักไม่ได้ผลกับความวิตกกังวลจริง เพราะผู้สูงอายุที่กังวลอยู่แล้วไม่ได้เลือกที่จะคิดมาก แต่ควบคุมความคิดวนซ้ำนั้นไม่ได้ด้วยตัวเอง การพูดแบบนี้ซ้ำ ๆ อาจทำให้รู้สึกว่าความกังวลของตนไม่สำคัญและเลือกเงียบไม่เล่าให้ฟังอีกในครั้งต่อไป สิ่งที่ควรทำแทนคือถามตรง ๆ ว่ากังวลเรื่องอะไรที่สุด แล้วช่วยแก้ที่ต้นตอนั้นร่วมกัน
บางครอบครัวใช้วิธีเลี่ยงไม่พูดถึงเรื่องที่ทำให้กังวล เช่น ไม่บอกผลตรวจสุขภาพหรือปิดข่าวที่น่าตกใจ ด้วยหวังว่าจะช่วยลดความกังวล แต่ในความเป็นจริงการปิดข้อมูลมักทำให้จินตนาการแย่ลงกว่าความจริง และทำให้ผู้สูงอายุรู้สึกไม่ได้รับความไว้วางใจ
พลาด: มองว่าเป็นนิสัยเดิมโดยไม่สังเกตความรุนแรงที่เปลี่ยนไป
หลายครอบครัวคุ้นชินกับการที่พ่อแม่ 'ขี้กังวล' มาตลอดชีวิต จึงไม่ทันสังเกตว่าความกังวลในช่วงนี้ต่างจากเดิมอย่างไร เช่น รุนแรงขึ้น ถี่ขึ้น หรือเริ่มกระทบการนอนและการกินที่ไม่เคยเป็นมาก่อน การเปรียบเทียบกับปกติของคนคนนั้นจึงสำคัญกว่าการตัดสินจากนิสัยเดิมเพียงอย่างเดียว
การมองข้ามการเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้พลาดโอกาสสังเกตสัญญาณที่อาจเชื่อมโยงกับปัญหาสุขภาพอื่น เช่น ผลข้างเคียงของยาใหม่ หรือภาวะไทรอยด์ที่ทำให้ใจสั่นและกระวนกระวายคล้ายความวิตกกังวล
อีกจุดที่ควรระวังคือการเปลี่ยนแปลงของความสามารถทำกิจวัตรประจำวัน หากผู้สูงอายุที่เคยกังวลแต่ยังใช้ชีวิตได้ตามปกติ เริ่มไม่กล้าออกไปทำธุระที่เคยทำเองได้ เช่น ไปตลาดหรือจ่ายบิล เพราะความกังวลครอบงำจนไม่กล้าเสี่ยง นี่คือสัญญาณว่าความกังวลเริ่มลุกลามจนกระทบความสามารถดูแลตัวเองแล้ว ไม่ใช่แค่ความคิดกังวลในหัวอีกต่อไป ครอบครัวควรสังเกตจุดนี้เป็นพิเศษ เพราะมักถูกมองข้ามว่าเป็นเรื่องความขี้เกียจหรือความชราตามปกติ
พลาด: สับสนระหว่างอาการทางกายกับความกังวลล้วน ๆ
อาการใจสั่น แน่นหน้าอก หรือเวียนศีรษะที่มากับความวิตกกังวลมีลักษณะใกล้เคียงกับอาการของโรคหัวใจหรือความดันตกเมื่อเปลี่ยนท่าในผู้สูงอายุ ความผิดพลาดที่พบบ่อยคือการสรุปทันทีว่าเป็นแค่ความกังวลโดยไม่ตรวจแยกสาเหตุทางกายก่อน ซึ่งเสี่ยงพลาดปัญหาหัวใจที่แท้จริง ในทางกลับกัน บางครอบครัวก็พาไปตรวจหัวใจซ้ำหลายครั้งโดยไม่พิจารณาว่าอาการอาจมาจากความวิตกกังวลที่ต้องดูแลด้านสุขภาพจิตควบคู่ไปด้วย ทั้งสองแบบล้วนทำให้การดูแลไม่ตรงจุด
จุดที่มักถูกมองข้ามอีกอย่างคือผลของยาหลายชนิดที่ใช้พร้อมกัน หรือภาวะใช้ยาหลายชนิดที่เรียกว่า polypharmacy ซึ่งบางตัวอาจทำให้ใจสั่นหรือกระวนกระวายคล้ายอาการวิตกกังวลโดยไม่มีใครสังเกตว่าเกี่ยวข้องกับยา

รูปภาพโดย SHVETS production / Pexels
ขั้นตอนที่ควรทำ
แก้พลาด: เปลี่ยนจากปลอบเป็นถามและรับฟัง
แทนที่จะบอกให้หยุดกังวล ให้ถามว่ากังวลเรื่องอะไรที่สุดในตอนนี้ แล้วฟังโดยไม่รีบแก้ปัญหาหรือตัดบท เมื่อเข้าใจต้นตอชัดเจนแล้วจึงค่อยช่วยหาข้อมูลหรือทางออกที่จับต้องได้ร่วมกัน
เทียบความรุนแรงกับปกติของคนคนนั้น ไม่ใช่นิสัยเดิมทั่วไป
ลองนึกย้อนว่าความกังวลช่วงนี้ต่างจากที่ผ่านมาอย่างไร รุนแรงขึ้น ถี่ขึ้น หรือกระทบการนอนการกินหรือไม่ หากพบว่าต่างจากเดิมชัดเจน ควรพิจารณาปัจจัยอื่นร่วมด้วย เช่น ยาใหม่ที่เพิ่งเริ่ม หรือปัญหาสุขภาพที่ยังไม่ได้ตรวจ
- จดว่าความกังวลเริ่มเปลี่ยนไปตั้งแต่เมื่อไร
- ตรวจสอบว่ามีการเริ่มยาใหม่ในช่วงเวลาเดียวกันหรือไม่
- สังเกตว่าอาการทางกาย เช่น ใจสั่นหรือมือสั่น เกิดร่วมด้วยหรือไม่
ตรวจแยกสาเหตุทางกายก่อนสรุปว่าเป็นความกังวลเพียงอย่างเดียว
หากมีอาการใจสั่น แน่นหน้าอก หรือเวียนศีรษะ ควรพบแพทย์เพื่อตรวจแยกสาเหตุทางกายก่อน พร้อมนำรายการยาทั้งหมดไปให้แพทย์หรือเภสัชกรทบทวนว่ามีตัวใดที่อาจเกี่ยวข้องกับอาการนี้
สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง
- อย่าพูดว่า 'อย่าคิดมาก' โดยไม่ถามหาสาเหตุที่แท้จริงก่อน
- อย่าปิดข้อมูลสำคัญ เช่น ผลตรวจสุขภาพ เพราะมักทำให้จินตนาการแย่ลงกว่าความจริง
- อย่ามองว่าเป็นแค่นิสัยเดิมโดยไม่เทียบความรุนแรงกับปกติของคนคนนั้น
- อย่าสรุปทันทีว่าอาการทางกายเป็นแค่ความกังวลโดยไม่ตรวจแยกสาเหตุทางกาย
- อย่าตรวจหัวใจซ้ำหลายครั้งโดยไม่พิจารณาว่าอาการอาจมาจากความวิตกกังวลที่ต้องดูแลควบคู่กัน
- อย่ามองข้ามความเป็นไปได้ว่ายาที่ใช้อยู่อาจทำให้อาการกังวลรุนแรงขึ้น
เมื่อใดควรขอความช่วยเหลือ
- โทร 1669 หรือพาไปห้องฉุกเฉินทันที หากมีอาการแน่นหน้าอกรุนแรง หายใจลำบาก หรือความสับสนเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่ชั่วโมง
- ติดต่อคลินิกหรือโรงพยาบาลภายในวันเดียวกัน หากมีอาการใจสั่นหรือแน่นหน้าอกครั้งแรกที่ยังไม่เคยได้รับการตรวจแยกสาเหตุ
- นัดพบแพทย์หรือนักจิตวิทยาภายในสัปดาห์นี้ หากความกังวลรุนแรงหรือถี่ขึ้นชัดเจนกว่าปกติของคนคนนั้น
- ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อทบทวนรายการยา หากความกังวลเริ่มเปลี่ยนไปพร้อมกับการเริ่มยาใหม่
- เฝ้าสังเกตและจดบันทึกไว้ หากความกังวลยังอยู่ในระดับใกล้เคียงเดิมและไม่กระทบกิจวัตรประจำวันมากนัก
เช็กลิสต์สรุป
- เปลี่ยนจากปลอบเป็นถามหาสาเหตุที่แท้จริง
- เทียบความรุนแรงของความกังวลกับปกติของคนคนนั้น
- ตรวจสอบว่ามีการเริ่มยาใหม่ในช่วงเวลาเดียวกันหรือไม่
- สังเกตอาการทางกายว่าเกิดครั้งแรกหรือรุนแรงผิดปกติหรือไม่
- รวบรวมรายการยาไปให้แพทย์หรือเภสัชกรทบทวน
- อย่าปิดข้อมูลสำคัญที่อาจทำให้จินตนาการแย่ลง
- นัดพบแพทย์หากความกังวลไม่ดีขึ้นภายในสองสัปดาห์
คำถามที่พบบ่อย
พูดปลอบว่าไม่มีอะไรต้องห่วงแล้วทำไมแม่ยังกังวลเหมือนเดิม
เพราะความวิตกกังวลไม่ได้หายไปด้วยการถูกบอกให้หยุดคิด ผู้สูงอายุที่กังวลอยู่แล้วมักควบคุมความคิดวนซ้ำนั้นไม่ได้ด้วยตัวเอง การถามหาสาเหตุที่แท้จริงและช่วยแก้ปัญหานั้นตรง ๆ มักได้ผลดีกว่าการปลอบใจแบบกว้าง ๆ
พ่อขี้กังวลมาตั้งแต่หนุ่มแล้ว จะรู้ได้อย่างไรว่าตอนนี้ผิดปกติกว่าเดิม
ให้สังเกตว่าความกังวลช่วงนี้รุนแรงขึ้น ถี่ขึ้น หรือกระทบการนอนและการกินที่ไม่เคยเป็นมาก่อนหรือไม่ หากต่างจากปกติของท่านชัดเจน ควรพิจารณาปัจจัยอื่นร่วมด้วย เช่น ยาใหม่หรือปัญหาสุขภาพที่ยังไม่ได้ตรวจ แทนที่จะมองว่าเป็นแค่นิสัยเดิม
ควรปิดข่าวไม่ดีจากคุณยายเพื่อไม่ให้ท่านกังวลไหม
โดยทั่วไปไม่ควร เพราะการปิดข้อมูลสำคัญมักทำให้จินตนาการแย่ลงกว่าความจริง และทำให้ผู้สูงอายุรู้สึกไม่ได้รับความไว้วางใจ ควรบอกข้อมูลตามจริงด้วยน้ำเสียงที่สงบ พร้อมอธิบายแผนรับมือที่ชัดเจนไปด้วย
ใจสั่นบ่อยของคุณตา เป็นความกังวลหรือโรคหัวใจกันแน่
แยกด้วยตาเปล่าได้ยาก ควรพาไปพบแพทย์เพื่อตรวจแยกสาเหตุทางกายก่อน หากตรวจแล้วไม่พบความผิดปกติของหัวใจ แพทย์อาจพิจารณาว่าอาการมาจากความวิตกกังวลที่ต้องดูแลด้านสุขภาพจิตควบคู่ไปด้วย
ยาที่คุณยายกินอยู่ทำให้กังวลมากขึ้นได้จริงหรือ
เป็นไปได้ ยาบางกลุ่มที่ใช้ร่วมกันหลายชนิดอาจทำให้ใจสั่นหรือกระวนกระวายคล้ายอาการวิตกกังวล ควรนำรายการยาทั้งหมดไปให้แพทย์หรือเภสัชกรทบทวนเพื่อแยกว่าอาการมาจากยาหรือความคิดกังวลจริง
ถ้าปรับวิธีพูดคุยแล้วแม่ยังกังวลหนักเหมือนเดิม ต้องทำอย่างไรต่อ
ควรนัดพบแพทย์หรือนักจิตวิทยาเพื่อประเมินว่ามีภาวะวิตกกังวลที่ต้องดูแลเพิ่มเติมหรือไม่ โดยเฉพาะหากอาการกระทบการนอนหรือกิจวัตรประจำวันต่อเนื่องเกินสองสัปดาห์ ไม่ควรปล่อยให้เป็นไปเรื่อย ๆ โดยไม่ขอความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ
สรุป
- การปลอบด้วยคำว่าอย่าคิดมากมักไม่ได้ผล เพราะผู้สูงอายุที่กังวลควบคุมความคิดวนซ้ำนั้นไม่ได้ด้วยตัวเอง การถามหาสาเหตุและรับฟังจึงสำคัญกว่า
- การมองว่าเป็นนิสัยเดิมโดยไม่เทียบความรุนแรงกับปกติของคนคนนั้น ทำให้พลาดสัญญาณที่ควรได้รับการประเมิน
- อาการทางกายที่มากับความกังวล ต้องตรวจแยกจากโรคหัวใจก่อนสรุปว่าเป็นความวิตกกังวลเพียงอย่างเดียว และควรทบทวนยาที่อาจเกี่ยวข้องด้วย
- หากอาการรุนแรงขึ้นชัดเจนหรือมีอาการทางกายที่น่าเป็นห่วง ควรพบแพทย์แทนการปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ
แหล่งข้อมูล
- แนวทางการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะวิตกกังวลและซึมเศร้า — กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข (เปิดในแท็บใหม่)(เข้าถึงเมื่อ 2026-08-04)
- Mental health of older adults — World Health Organization (WHO) (เปิดในแท็บใหม่)(เข้าถึงเมื่อ 2026-08-04)
- Anxiety and older adults — National Institute on Aging (NIA) (เปิดในแท็บใหม่)(เข้าถึงเมื่อ 2026-08-04)
จัดทำโดยทีมกองบรรณาธิการสูงวัยไทย
บทความที่เกี่ยวข้อง

คุณแม่กังวลไปทุกเรื่องจนนอนไม่หลับ ความกังวลแบบไหนที่ควรพาไปพบแพทย์
ความกังวลในผู้สูงอายุมักถูกมองว่าเป็นนิสัยหรือความเป็นห่วงตามธรรมชาติ แต่บางระดับกลับเป็นสัญญาณของภาวะวิตกกังวลที่ต้องดูแล บทความนี้ช่วยแยกความกังวลทั่วไปจากความกังวลที่ควรได้รับการประเมิน พร้อมวิธีรับมือในชีวิตประจำวัน

ทำไมความเครียดของคุณพ่อคุณแม่ถึงไม่มีใครในบ้านสังเกตเห็นจนสาย
ความเครียดในผู้สูงอายุมักถูกมองข้ามเพราะไม่ได้แสดงออกแบบเดียวกับคนวัยทำงาน ครอบครัวจำนวนมากจึงพลาดสัญญาณเตือนจนความเครียดสะสมกระทบสุขภาพกาย บทความนี้รวมข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดในการดูแลความเครียดผู้สูงอายุ