สูงวัยไทย
พ่อพูดว่าตัวเองไม่มีประโยชน์แล้ว ควรรับมืออย่างไรให้ท่านรู้สึกมีคุณค่า
พิมพ์เมื่อ 5 สิงหาคม 2026
พ่อพูดว่าตัวเองไม่มีประโยชน์แล้ว ควรรับมืออย่างไรให้ท่านรู้สึกมีคุณค่า
คำพูดว่า 'เป็นภาระ' หรือ 'ไม่มีประโยชน์แล้ว' ในผู้สูงอายุมักมีที่มาจริงจากบทบาทที่หายไป ไม่ใช่ความคิดฟุ้งซ่านลอย ๆ คู่มือนี้ช่วยแยกความรู้สึกไร้คุณค่าทั่วไปจากสัญญาณภาวะซึมเศร้า พร้อมวิธีสร้างบทบาทจริงที่ยังทำได้
ตรวจสอบล่าสุด 6 สิงหาคม 2026

รูปภาพโดย Pavel Danilyuk / Pexels
ข้อจำกัดความรับผิดชอบทางการแพทย์
เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ ไม่สามารถใช้วินิจฉัย รักษา หรือป้องกันโรคได้ หากมีอาการผิดปกติหรือมีความเสี่ยง ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร
คำตอบสั้น ๆ
- ความรู้สึกว่าตัวเอง 'ไม่มีประโยชน์แล้ว' ในผู้สูงอายุมักไม่ได้เกิดจากความคิดฟุ้งซ่านเฉย ๆ แต่มักมีที่มาจริง เช่น การเกษียณจากงานที่เคยให้ความหมายกับชีวิต การที่ลูกหลานโตและแยกบ้านออกไป หรือความสามารถทำกิจวัตรประจำวันที่เคยทำเองได้ลดลง จนรู้สึกว่าไม่มีบทบาทให้ทำอีกต่อไป
- คำพูดอย่าง 'เป็นภาระลูกหลาน' หรือ 'อยู่ไปก็ไม่มีประโยชน์' ควรรับฟังอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่ปลอบใจผ่าน ๆ เพราะบางครั้งเป็นสัญญาณต้นทางของภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุ ซึ่งมักแสดงออกต่างจากคนวัยอื่น เช่น ผ่านความเบื่ออาหารหรือปวดเมื่อยตามตัวมากกว่าคำว่า 'เศร้า' ตรง ๆ
- การช่วยให้รู้สึกมีคุณค่าไม่ใช่การพูดปลอบใจอย่างเดียว แต่ต้องหาบทบาทจริงที่ท่านยังทำได้และมีความหมายกับคนในบ้าน เช่น การขอความเห็นในเรื่องสำคัญ หรือให้ช่วยดูแลงานบางอย่างที่เหมาะกับความสามารถปัจจุบัน
- สัญญาณที่ต้องระวังเป็นพิเศษคือการพูดถึงความตายบ่อยขึ้น การให้ของใช้ส่วนตัวออกไปโดยไม่มีเหตุผลชัดเจน หรือการถอนตัวจากกิจกรรมที่เคยชอบอย่างสิ้นเชิง ซึ่งควรได้รับการประเมินจากแพทย์หรือนักจิตวิทยาโดยเร็ว
เหมาะกับใคร
- เหมาะกับลูกหลานหรือผู้ดูแลที่ได้ยินพ่อแม่พูดทำนอง 'ไม่มีประโยชน์' หรือ 'เป็นภาระ' และอยากเข้าใจว่าควรตอบสนองอย่างไร
- เหมาะกับผู้สูงอายุที่รู้สึกสูญเสียบทบาทหลังเกษียณหรือหลังลูกหลานแยกบ้านออกไป และอยากหาความหมายใหม่ในชีวิตประจำวัน
- ไม่เหมาะกับสถานการณ์ที่มีความคิดทำร้ายตนเองพร้อมแผนชัดเจนอยู่แล้ว ซึ่งต้องขอความช่วยเหลือฉุกเฉินทันทีก่อนอ่านทำความเข้าใจ
- เป็นแนวทางความรู้ทั่วไป ไม่ใช่การวินิจฉัยภาวะซึมเศร้า การประเมินที่แท้จริงต้องทำโดยแพทย์หรือนักจิตวิทยา
สิ่งที่ควรรู้
เมื่อบทบาทเดิมหายไป ความรู้สึกมีคุณค่าก็หายไปด้วย
หลายคนผูกคุณค่าของตัวเองไว้กับบทบาทที่ทำมาทั้งชีวิต เช่น การเป็นเสาหลักของครอบครัว การเป็นคนตัดสินใจเรื่องสำคัญ หรือการเป็นคนที่ลูกหลานต้องพึ่งพา เมื่อเกษียณจากงาน ลูกหลานโตและแยกบ้านออกไป หรือร่างกายเริ่มทำกิจวัตรประจำวันได้น้อยลง บทบาทเหล่านี้ค่อย ๆ หายไปทีละอย่าง ความรู้สึกว่า 'ไม่มีประโยชน์แล้ว' จึงมักไม่ใช่ความคิดที่เกิดขึ้นลอย ๆ แต่สะท้อนความว่างเปล่าของบทบาทที่เคยมีจริง
ในครอบครัวไทยหลายบ้านที่อยู่กันหลายรุ่น ผู้สูงอายุอาจยังอยู่ท่ามกลางคนมากมายแต่กลับรู้สึกไม่มีที่ยืน เพราะไม่มีใครถามความเห็นในเรื่องบ้านหรือเรื่องเงินเหมือนเมื่อก่อน ลูกหลานอาจตัดสินใจแทนด้วยความหวังดี แต่ผลคือท่านรู้สึกว่าความเห็นของตัวเองไม่มีน้ำหนักอีกต่อไป ซึ่งกัดกร่อนความรู้สึกมีคุณค่าไปทีละน้อยโดยไม่มีใครตั้งใจ
แยกความรู้สึกไร้คุณค่าทั่วไปจากสัญญาณภาวะซึมเศร้า
ความรู้สึกไร้คุณค่าที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว เช่น หลังเพิ่งเกษียณใหม่ ๆ หรือหลังลูกหลานย้ายออกไป มักค่อย ๆ ดีขึ้นเมื่อหาบทบาทหรือกิจกรรมใหม่มาเติมเต็ม แต่ถ้าความรู้สึกนี้เกิดขึ้นเกือบทุกวันต่อเนื่องนานกว่าสองสัปดาห์ ร่วมกับอาการอื่น เช่น นอนไม่หลับหรือหลับมากผิดปกติ เบื่ออาหารหรือกินมากขึ้นผิดปกติ ไม่มีแรงจะทำอะไรแม้เป็นเรื่องที่เคยชอบ อาจเป็นสัญญาณของภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุ ซึ่งพบว่าแสดงออกต่างจากคนวัยอื่นบ่อยครั้ง
ภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุมักไม่แสดงออกเป็นคำว่า 'เศร้า' ตรง ๆ แต่มักมาในรูปอาการทางกาย เช่น ปวดเมื่อยตามตัวหาสาเหตุไม่เจอ เบื่ออาหารจนน้ำหนักลด หรือบ่นเรื่องความจำที่แย่ลง การมองข้ามอาการเหล่านี้ว่าเป็น 'เรื่องปกติของวัย' อาจทำให้พลาดโอกาสดูแลภาวะซึมเศร้าตั้งแต่ต้น
ความสามารถทำกิจวัตรประจำวันที่ลดลง กระทบความรู้สึกมีคุณค่าโดยตรง
เมื่อความสามารถทำกิจวัตรประจำวันพื้นฐานอย่าง ADL เช่น การอาบน้ำ แต่งตัว หรือเดินไปห้องน้ำเองเริ่มลดลง หรือกิจวัตรที่ซับซ้อนขึ้นอย่าง IADL เช่น การจัดยา ทำอาหาร หรือจัดการเงินด้วยตัวเองทำได้น้อยลง ผู้สูงอายุหลายคนตีความว่าตัวเองกลายเป็นภาระมากกว่าที่จะมองว่าเป็นเรื่องธรรมดาของการเปลี่ยนแปลงตามวัยหรือโรค การเชื่อมโยงระหว่างความสามารถที่ลดลงกับความรู้สึกไร้คุณค่าจึงเป็นเรื่องที่ต้องเข้าใจไปพร้อมกัน ไม่แยกมองแค่ด้านใดด้านหนึ่ง
จุดที่ควรระวังคือการช่วยเหลือที่มากเกินความจำเป็น เช่น ทำแทนทุกอย่างเพราะกลัวท่านทำไม่ได้หรือทำช้า ซึ่งแม้จะมาจากความหวังดี แต่กลับลดโอกาสที่ท่านจะได้ใช้ความสามารถที่ยังเหลืออยู่ และตอกย้ำความรู้สึกว่าตัวเองทำอะไรไม่ได้แล้วจริง ๆ
ความเกรงใจแบบไทย ทำให้ความรู้สึกนี้ถูกซ่อนไว้นาน
ผู้สูงอายุไทยจำนวนมากเติบโตมากับความเชื่อว่าไม่ควรเป็นภาระหรือรบกวนลูกหลาน จึงมักไม่พูดตรง ๆ ว่ารู้สึกไร้คุณค่า แต่แสดงออกทางอ้อม เช่น ปฏิเสธความช่วยเหลือทั้งที่ต้องการ พูดติดตลกแฝงความจริงจัง เช่น 'อยู่ไปก็เปลืองข้าว' หรือค่อย ๆ ถอนตัวจากวงสนทนาในบ้าน ความเกรงใจนี้ทำให้ครอบครัวมักไม่รู้ตัวจนกว่าจะเห็นสัญญาณที่ชัดขึ้น เช่น ให้ของใช้ส่วนตัวออกไปเรื่อย ๆ หรือพูดถึงความตายบ่อยขึ้น

รูปภาพโดย Дмитрий Рощупкин / Pexels
ขั้นตอนที่ควรทำ
รับฟังคำพูดเหล่านี้อย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่ปลอบใจผ่าน ๆ
เมื่อได้ยินคำว่า 'เป็นภาระ' หรือ 'ไม่มีประโยชน์แล้ว' หลีกเลี่ยงการตอบโต้ทันทีด้วยประโยคอย่าง 'อย่าพูดแบบนั้น' ซึ่งอาจปิดกั้นไม่ให้ท่านพูดความรู้สึกจริงต่อ ลองถามต่ออย่างเปิดใจ เช่น 'อะไรทำให้พ่อรู้สึกแบบนั้น' เพื่อเข้าใจที่มาของความรู้สึกก่อนจะหาทางช่วยเหลือ
สร้างบทบาทจริงที่ท่านยังทำได้ ไม่ใช่แค่คำชม
หาสิ่งที่ท่านยังทำได้และมีความหมายกับคนในบ้านจริง ๆ เช่น ขอความเห็นก่อนตัดสินใจเรื่องสำคัญ ให้ช่วยดูแลหลานในช่วงเวลาที่เหมาะสม หรือให้รับผิดชอบงานบ้านบางอย่างตามความสามารถ การได้รับมอบหมายงานจริงมักช่วยสร้างความรู้สึกมีคุณค่าได้มากกว่าคำชมเฉย ๆ
- ถามความเห็นท่านก่อนตัดสินใจเรื่องในบ้าน แม้เป็นเรื่องเล็กน้อย
- มอบหมายงานที่ยังทำได้ปลอดภัยตามความสามารถปัจจุบัน
- ชวนท่านเล่าประสบการณ์หรือความรู้ที่มีให้คนรุ่นหลังฟัง
สังเกตและบันทึกความเปลี่ยนแปลงเพื่อคุยกับผู้เชี่ยวชาญ
จดบันทึกว่าความรู้สึกไร้คุณค่านี้เริ่มเมื่อใด มีเหตุการณ์อะไรเกิดก่อนหน้า เช่น เกษียณ ลูกหลานย้ายออก หรือความสามารถทำกิจวัตรลดลง พร้อมสังเกตว่ามีอาการร่วม เช่น นอนไม่หลับ เบื่ออาหาร หรือพูดถึงความตายหรือไม่ ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้แพทย์หรือนักจิตวิทยาประเมินได้แม่นยำขึ้นหากต้องพบผู้เชี่ยวชาญ
สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง
- อย่าตอบโต้ทันทีด้วย 'อย่าพูดแบบนั้น' โดยไม่ถามที่มาของความรู้สึกก่อน
- อย่าช่วยเหลือทุกอย่างแทนทั้งที่ท่านยังทำเองได้ เพราะอาจตอกย้ำความรู้สึกไร้ความสามารถ
- อย่ามองข้ามคำพูดเรื่องความตายหรือการให้ของใช้ส่วนตัวออกไปว่าเป็นเรื่องปกติ
- อย่าตัดสินใจเรื่องสำคัญในบ้านแทนท่านโดยไม่ถามความเห็นก่อน
- อย่าใช้คำชมลอย ๆ แทนการมอบหมายบทบาทหรือความรับผิดชอบจริง
เมื่อใดควรขอความช่วยเหลือ
- โทร 1669 หรือพาไปห้องฉุกเฉินทันที หากมีการพูดถึงความคิดอยากตายพร้อมแผนที่ชัดเจน หรือมีพฤติกรรมเสี่ยงทำร้ายตนเอง
- โทรสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ในวันเดียวกัน หากพูดว่าอยากตายแม้ยังไม่มีแผนชัดเจน หรือให้ของใช้ส่วนตัวออกไปเรื่อย ๆ อย่างผิดปกติ
- นัดพบแพทย์หรือนักจิตวิทยาภายในสัปดาห์นี้ หากความรู้สึกไร้คุณค่าเกิดขึ้นเกือบทุกวันต่อเนื่องนานกว่าสองสัปดาห์ ร่วมกับเบื่ออาหารหรือนอนไม่หลับ
- ปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินภาวะเปราะบาง หากความสามารถทำกิจวัตรประจำวันลดลงชัดเจนพร้อมความรู้สึกไร้คุณค่า
- นัดตรวจสุขภาพทั่วไป หากมีอาการปวดเมื่อยหรืออาการทางกายที่หาสาเหตุไม่เจอร่วมกับความรู้สึกซึมเศร้า
- เฝ้าสังเกตและจดบันทึกไว้ หากความรู้สึกยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นและดีขึ้นบ้างเมื่อมีกิจกรรมหรือบทบาทให้ทำ
เช็กลิสต์สรุป
- รับฟังคำพูดเรื่องความรู้สึกไร้คุณค่าอย่างจริงจัง
- ถามที่มาของความรู้สึกก่อนปลอบใจหรือตอบโต้
- มอบหมายบทบาทหรืองานจริงที่ยังทำได้ตามความสามารถ
- ถามความเห็นท่านก่อนตัดสินใจเรื่องสำคัญในบ้าน
- สังเกตอาการร่วม เช่น นอนไม่หลับ เบื่ออาหาร หรือพูดถึงความตาย
- จดบันทึกความเปลี่ยนแปลงเพื่อพาไปพบผู้เชี่ยวชาญ
- หาความช่วยเหลือทันทีหากมีสัญญาณเสี่ยงด้านความปลอดภัย
คำถามที่พบบ่อย
พ่อพูดว่า 'อยู่ไปก็เปลืองข้าว' บ่อย ๆ ควรจริงจังแค่ไหน
ควรจริงจังกับคำพูดนี้ แม้จะพูดในเชิงติดตลก เพราะอาจสะท้อนความรู้สึกไร้คุณค่าที่สะสมมา ลองถามท่านตรง ๆ ด้วยน้ำเสียงเป็นห่วงว่ารู้สึกอย่างไรจริง ๆ และสังเกตว่ามีอาการอื่นร่วมด้วยหรือไม่ เช่น เบื่ออาหารหรือนอนไม่หลับ
แม่เริ่มยกของใช้ส่วนตัวให้คนอื่นเรื่อย ๆ โดยไม่มีเหตุผล ควรกังวลไหม
ควรให้ความสำคัญ เพราะการให้ของใช้ส่วนตัวออกไปโดยไม่มีเหตุผลชัดเจนอาจเป็นสัญญาณเตือนที่เชื่อมโยงกับความคิดเรื่องความตาย ควรพูดคุยอย่างตรงไปตรงมาและปรึกษาสายด่วนสุขภาพจิต 1323 หากยังไม่แน่ใจว่าควรทำอย่างไรต่อ
พยายามชมพ่อว่ายังมีประโยชน์อยู่ แต่ท่านไม่เชื่อเลย ควรทำอย่างไรต่อ
คำชมลอย ๆ มักไม่เพียงพอ ควรหาบทบาทหรืองานจริงที่ท่านยังทำได้และเห็นผลชัดเจน เช่น ให้ช่วยตัดสินใจเรื่องในบ้านหรือดูแลงานบางอย่าง การได้ทำสิ่งที่มีความหมายจริงมักช่วยได้มากกว่าคำพูด
หลังเกษียณคุณพ่อดูเหมือนหมดไฟไปเลย ปกติไหม
ความรู้สึกว่างเปล่าหลังเกษียณพบได้บ่อยในช่วงแรก แต่ถ้าอาการนี้ไม่ดีขึ้นเลยหลังผ่านไปหลายเดือน หรือมีอาการเบื่ออาหาร นอนไม่หลับ หรือไม่อยากทำอะไรเลยร่วมด้วย ควรปรึกษาแพทย์หรือนักจิตวิทยาเพื่อประเมินว่ามีภาวะซึมเศร้าร่วมด้วยหรือไม่
ควรให้พ่อแม่ที่ทำอะไรช้าลงหยุดทำงานบ้านไปเลยไหมเพื่อความปลอดภัย
ไม่ควรหยุดทั้งหมดทันที เพราะการยังได้ทำกิจวัตรที่ปลอดภัยและเหมาะกับความสามารถช่วยรักษาความรู้สึกมีคุณค่าไว้ได้ ควรปรับงานให้เหมาะสมแทน เช่น แบ่งเป็นขั้นตอนย่อยหรือเลือกงานที่เสี่ยงน้อยลง มากกว่าตัดออกไปทั้งหมด
จะรู้ได้อย่างไรว่าความรู้สึกไร้คุณค่าของคุณแม่เป็นแค่ชั่วคราวหรือเป็นภาวะซึมเศร้าที่ต้องพบแพทย์
หากความรู้สึกดีขึ้นเมื่อมีกิจกรรมหรือบทบาทให้ทำ มักเป็นสัญญาณที่ปรับตัวได้ตามธรรมชาติ แต่ถ้าความรู้สึกนี้เกิดขึ้นเกือบทุกวันต่อเนื่องนานกว่าสองสัปดาห์ ร่วมกับเบื่ออาหาร นอนไม่หลับ หรือพูดถึงความตาย ควรพาไปพบแพทย์หรือนักจิตวิทยาเพื่อประเมิน
สรุป
- ความรู้สึกไร้คุณค่าในผู้สูงอายุมักมีที่มาจริงจากบทบาทที่หายไป ไม่ใช่ความคิดฟุ้งซ่านลอย ๆ
- การช่วยเหลือที่ได้ผลต้องมาพร้อมบทบาทจริงที่ยังทำได้ ไม่ใช่แค่คำปลอบใจหรือคำชม
- ควรแยกความรู้สึกไร้คุณค่าทั่วไปจากสัญญาณภาวะซึมเศร้าที่ต้องได้รับการประเมิน
- หากมีความคิดทำร้ายตนเองหรือพูดถึงความตายบ่อยขึ้น ต้องขอความช่วยเหลือทันทีผ่าน 1669 หรือสายด่วนสุขภาพจิต 1323
แหล่งข้อมูล
- แนวทางดูแลสุขภาพจิตผู้สูงอายุ — กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข (เปิดในแท็บใหม่)(เข้าถึงเมื่อ 2026-08-05)
- Mental health of older adults — World Health Organization (WHO) (เปิดในแท็บใหม่)(เข้าถึงเมื่อ 2026-08-05)
- แนวทางส่งเสริมคุณภาพชีวิตและบทบาทผู้สูงอายุในสังคม — กรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (เปิดในแท็บใหม่)(เข้าถึงเมื่อ 2026-08-05)
จัดทำโดยทีมกองบรรณาธิการสูงวัยไทย
บทความที่เกี่ยวข้อง

ลูกหลานพยายามปลอบว่า 'ยังมีประโยชน์อยู่' แต่ทำไมพ่อยังรู้สึกแย่เหมือนเดิม
การปลอบใจแบบผิวเผินหรือการช่วยเหลือมากเกินไปด้วยความหวังดี บางครั้งกลับตอกย้ำความรู้สึกไร้คุณค่าของพ่อแม่มากกว่าช่วย บทความนี้ชี้ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยและวิธีปรับให้การช่วยเหลือได้ผลจริง

อยู่กับลูกหลานแต่ยังเหงา สัญญาณความเหงาในผู้สูงอายุที่ไม่ควรปล่อยผ่าน
ความเหงาในผู้สูงอายุไม่ได้วัดจากจำนวนคนในบ้าน แต่วัดจากความรู้สึกเชื่อมโยงกับคนอื่นที่หายไป คู่มือนี้ช่วยแยกความเหงาทั่วไปจากความเหงาที่เริ่มกระทบสุขภาพ พร้อมวิธีสังเกตและขั้นตอนดูแลที่เหมาะกับแต่ละระดับ

หลังจากคุณยายจากไป คุณตาเงียบลงมาก ต้องดูแลอย่างไรในช่วงนี้
การสูญเสียคู่ชีวิตในวัยสูงอายุกระทบมากกว่าความเศร้า เพราะมักพรากบทบาท กิจวัตร และคนที่คอยดูแลกันไปพร้อมกัน คู่มือนี้ช่วยแยกความโศกเศร้าตามธรรมชาติจากสัญญาณที่ต้องขอความช่วยเหลือ พร้อมแนวทางดูแลที่เคารพจังหวะของแต่ละคน