สูงวัยไทย

แจ้งเหตุ ขอที่พักพิง หรือฟ้องร้องดูแล ผู้สูงอายุที่ถูกทอดทิ้งควรเลือกทางไหนก่อน

แนวทางตัดสินใจสำหรับผู้สูงอายุที่ถูกทอดทิ้งหรือครอบครัวที่พบเห็นสถานการณ์นี้ เปรียบเทียบการแจ้งเหตุกับหน่วยงาน การขอที่พักพิงชั่วคราว และการดำเนินการทางกฎหมายเรื่องหน้าที่อุปการะ

11 นาทีในการอ่าน

เผยแพร่เมื่อ 2 กันยายน 2026

Close-up of elderly hands holding each other, symbolizing care and companionship.

รูปภาพโดย Bruna Corrêa / Pexels

คำตอบสั้น ๆ

  • ผู้สูงอายุที่ถูกทอดทิ้งมีทางเลือกในการรับความช่วยเหลือหลักสามทาง คือ แจ้งเหตุกับหน่วยงานรัฐเพื่อขอการช่วยเหลือฉุกเฉิน ขอที่พักพิงชั่วคราว หรือดำเนินการทางกฎหมายเรื่องหน้าที่อุปการะเลี้ยงดู
  • การเลือกทางไหนขึ้นอยู่กับความรุนแรงของสถานการณ์ หากอยู่ในภาวะอันตรายเร่งด่วนควรแจ้งเหตุทันทีก่อนพิจารณาทางเลือกอื่น
  • การขอที่พักพิงชั่วคราวเหมาะกับกรณีที่ไม่มีที่อยู่ปลอดภัยทันที ส่วนการดำเนินการทางกฎหมายเหมาะกับกรณีที่ต้องการให้บุตรหลานปฏิบัติหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูอย่างจริงจัง
  • ครอบครัวหรือเพื่อนบ้านที่พบเห็นผู้สูงอายุถูกทอดทิ้งสามารถแจ้งเหตุแทนได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้สูงอายุเองเท่านั้นที่แจ้งได้

เหมาะกับใคร

  • เหมาะกับผู้สูงอายุที่กำลังเผชิญสถานการณ์ถูกทอดทิ้งโดยครอบครัวหรือผู้ดูแล
  • เหมาะกับเพื่อนบ้านหรือญาติที่พบเห็นผู้สูงอายุอยู่ในสภาวะเสี่ยงและต้องการทราบว่าควรแจ้งใครก่อน
  • เหมาะกับผู้ดูแลที่ต้องการเข้าใจสิทธิของผู้สูงอายุในการขอความช่วยเหลือเมื่อครอบครัวไม่สามารถดูแลได้
  • ไม่ครอบคลุมกรณีความรุนแรงในครอบครัวที่มีอันตรายถึงชีวิตเฉียบพลัน ซึ่งต้องแจ้งเหตุฉุกเฉินทันทีโดยไม่ต้องรอพิจารณาทางเลือกใด ๆ

สิ่งที่ควรรู้

ทางเลือกที่ 1: แจ้งเหตุกับหน่วยงานเพื่อขอการช่วยเหลือฉุกเฉิน

หากพบว่าผู้สูงอายุอยู่ในสภาวะขาดอาหาร ที่อยู่อาศัยไม่ปลอดภัย หรือถูกปล่อยปละละเลยจนเสี่ยงอันตราย ควรแจ้งเหตุกับหน่วยงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ในพื้นที่หรือกรมกิจการผู้สูงอายุทันที เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าไปประเมินสถานการณ์และช่วยเหลือเบื้องต้น

การแจ้งเหตุสามารถทำได้โดยผู้สูงอายุเอง ญาติ เพื่อนบ้าน หรือบุคคลใดก็ตามที่พบเห็นสถานการณ์ ไม่จำเป็นต้องรอให้เป็นเรื่องร้ายแรงถึงขั้นวิกฤตก่อนจึงแจ้ง

  • เหมาะกับสถานการณ์ที่มีความเสี่ยงต่อสุขภาพหรือความปลอดภัยชัดเจน
  • สามารถแจ้งได้โดยผู้สูงอายุเองหรือบุคคลที่พบเห็นสถานการณ์
  • เจ้าหน้าที่จะเข้าไปประเมินสถานการณ์และช่วยเหลือเบื้องต้น

ทางเลือกที่ 2: ขอที่พักพิงชั่วคราว

สำหรับผู้สูงอายุที่ไม่มีที่อยู่ปลอดภัยทันทีหลังถูกทอดทิ้ง หน่วยงานรัฐบางแห่งมีสถานที่พักพิงชั่วคราวเพื่อรองรับระหว่างที่หน่วยงานประสานงานหาทางออกระยะยาว ซึ่งอาจรวมถึงการประสานญาติหรือหาสถานสงเคราะห์ที่เหมาะสมต่อไป

ที่พักพิงชั่วคราวไม่ใช่ทางออกถาวร แต่เป็นจุดพักเพื่อความปลอดภัยระหว่างรอการแก้ไขปัญหาระยะยาว จึงควรใช้ควบคู่กับการแจ้งเหตุและปรึกษาเจ้าหน้าที่สังคมสงเคราะห์อย่างต่อเนื่อง

  • เหมาะกับกรณีที่ไม่มีที่อยู่ปลอดภัยทันทีหลังถูกทอดทิ้ง
  • เป็นจุดพักชั่วคราว ไม่ใช่ทางออกถาวร
  • ควรใช้ควบคู่กับการปรึกษาเจ้าหน้าที่สังคมสงเคราะห์อย่างต่อเนื่อง

ทางเลือกที่ 3: ดำเนินการทางกฎหมายเรื่องหน้าที่อุปการะเลี้ยงดู

กฎหมายไทยกำหนดหน้าที่บุตรในการอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดาที่ไม่สามารถดูแลตนเองได้ หากบุตรหลานละเลยหน้าที่นี้อย่างชัดเจน ผู้สูงอายุหรือผู้แทนสามารถปรึกษาทนายอาสาหรือศูนย์ยุติธรรมชุมชนเพื่อพิจารณาแนวทางทางกฎหมายที่เหมาะสม

การดำเนินการทางกฎหมายมักใช้เวลาและควรพิจารณาเป็นทางเลือกเมื่อการไกล่เกลี่ยในครอบครัวไม่ได้ผล ไม่ใช่ขั้นตอนแรกที่ควรทำในทุกกรณี เพราะอาจกระทบความสัมพันธ์ในครอบครัวในระยะยาว

  • เหมาะกับกรณีที่บุตรหลานละเลยหน้าที่อุปการะอย่างชัดเจนและต่อเนื่อง
  • ควรพิจารณาเมื่อการไกล่เกลี่ยในครอบครัวไม่ได้ผลแล้ว
  • ควรปรึกษาทนายอาสาหรือศูนย์ยุติธรรมชุมชนก่อนดำเนินการ
Classic beige rotary telephone with dial plate, embodying nostalgic technology.

รูปภาพโดย Markus Winkler / Pexels

ขั้นตอนที่ควรทำ

ขั้นที่ 1: ประเมินระดับความเร่งด่วนของสถานการณ์

หากผู้สูงอายุอยู่ในภาวะอันตรายเฉียบพลัน เช่น ขาดอาหารรุนแรงหรือเจ็บป่วยโดยไม่มีคนดูแล ให้แจ้งเหตุฉุกเฉินทันที หากสถานการณ์ยังไม่ถึงขั้นวิกฤตแต่มีความเสี่ยงต่อเนื่อง ให้เริ่มจากการติดต่อหน่วยงานพัฒนาสังคมในพื้นที่

  • ประเมินว่าอยู่ในภาวะอันตรายเฉียบพลันหรือไม่
  • แจ้งเหตุฉุกเฉินทันทีหากมีความเสี่ยงถึงชีวิต
  • ติดต่อหน่วยงานพัฒนาสังคมหากยังไม่ถึงขั้นวิกฤต

ขั้นที่ 2: ติดต่อหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง

ติดต่อกรมกิจการผู้สูงอายุ สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด หรือศูนย์ยุติธรรมชุมชนในพื้นที่ เพื่อแจ้งสถานการณ์และขอคำแนะนำขั้นตอนถัดไปที่เหมาะสมกับกรณี

  • ติดต่อหน่วยงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ในพื้นที่
  • อธิบายสถานการณ์อย่างละเอียดและตรงไปตรงมา
  • สอบถามขั้นตอนถัดไปที่เหมาะสมกับกรณีของตน

ขั้นที่ 3: พิจารณาที่พักพิงชั่วคราวหากจำเป็น

หากไม่มีที่อยู่ปลอดภัยทันที ให้สอบถามหน่วยงานเรื่องที่พักพิงชั่วคราวที่รองรับได้ พร้อมเตรียมเอกสารประจำตัวเท่าที่มีติดตัวไปด้วย เพื่อความสะดวกในการลงทะเบียนเข้าพัก

  • สอบถามหน่วยงานเรื่องที่พักพิงชั่วคราวที่รองรับได้
  • เตรียมเอกสารประจำตัวเท่าที่มีติดตัวไปด้วย
  • ประสานญาติที่ไว้ใจได้ควบคู่ไปกับการขอที่พักพิง

ขั้นที่ 4: พิจารณาทางกฎหมายเมื่อการไกล่เกลี่ยไม่ได้ผล

หากหลังจากได้รับความช่วยเหลือเบื้องต้นแล้วบุตรหลานยังคงละเลยหน้าที่อุปการะอย่างต่อเนื่อง ควรปรึกษาทนายอาสาหรือศูนย์ยุติธรรมชุมชนเพื่อพิจารณาแนวทางทางกฎหมายที่เหมาะสมกับสถานการณ์ต่อไป

  • ปรึกษาทนายอาสาหรือศูนย์ยุติธรรมชุมชนหากการไกล่เกลี่ยไม่ได้ผล
  • รวบรวมหลักฐานการถูกทอดทิ้งเท่าที่มีไว้ประกอบการปรึกษา
  • ตัดสินใจอย่างรอบคอบก่อนดำเนินการทางกฎหมายกับสมาชิกในครอบครัว

สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง

  • อย่ารอจนสถานการณ์รุนแรงถึงขั้นวิกฤตก่อนจึงแจ้งเหตุกับหน่วยงาน
  • อย่าปล่อยให้ผู้สูงอายุอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่ปลอดภัยเพียงเพราะเกรงใจไม่อยากให้เรื่องครอบครัวเป็นที่รู้
  • อย่าตัดสินใจดำเนินการทางกฎหมายทันทีโดยไม่ลองไกล่เกลี่ยในครอบครัวก่อน หากสถานการณ์ยังไม่ถึงขั้นอันตราย
  • อย่าเพิกเฉยหากเพื่อนบ้านหรือคนรู้จักพบเห็นผู้สูงอายุอยู่ในสภาวะเสี่ยง แม้จะไม่ใช่ญาติของตน
  • อย่าให้ผู้สูงอายุอยู่ในสถานที่พักพิงชั่วคราวเป็นเวลานานโดยไม่ติดตามความคืบหน้ากับเจ้าหน้าที่

เมื่อใดควรขอความช่วยเหลือ

  • หากผู้สูงอายุอยู่ในภาวะอันตรายเฉียบพลัน เช่น ขาดอาหารรุนแรงหรือเจ็บป่วยโดยไม่มีคนดูแล ให้แจ้งเหตุฉุกเฉินทันที
  • หากพบเห็นผู้สูงอายุถูกทอดทิ้งในพื้นที่ของตนแม้ไม่ใช่ญาติ ควรแจ้งหน่วยงานพัฒนาสังคมในพื้นที่แทนการเพิกเฉย
  • หากไม่แน่ใจว่าสถานการณ์ที่พบเข้าข่ายการถูกทอดทิ้งตามกฎหมายหรือไม่ ควรปรึกษาศูนย์ยุติธรรมชุมชนเพื่อขอคำแนะนำ
  • หากบุตรหลานปฏิเสธหน้าที่อุปการะอย่างต่อเนื่องแม้ได้รับการไกล่เกลี่ยแล้ว ควรปรึกษาทนายความเพื่อพิจารณาขั้นตอนทางกฎหมายต่อไป

เช็กลิสต์สรุป

  • ประเมินระดับความเร่งด่วนของสถานการณ์ก่อนตัดสินใจ
  • แจ้งเหตุฉุกเฉินทันทีหากมีความเสี่ยงถึงชีวิต
  • ติดต่อหน่วยงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ในพื้นที่
  • สอบถามเรื่องที่พักพิงชั่วคราวหากไม่มีที่อยู่ปลอดภัย
  • รวบรวมหลักฐานการถูกทอดทิ้งเท่าที่มี
  • ปรึกษาทนายอาสาหรือศูนย์ยุติธรรมชุมชนก่อนดำเนินการทางกฎหมาย

คำถามที่พบบ่อย

ใครสามารถแจ้งเหตุผู้สูงอายุถูกทอดทิ้งได้บ้าง

สามารถแจ้งได้โดยผู้สูงอายุเอง ญาติ เพื่อนบ้าน หรือบุคคลใดก็ตามที่พบเห็นสถานการณ์ ไม่จำเป็นต้องเป็นสมาชิกในครอบครัวเท่านั้น หน่วยงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์รับแจ้งเหตุจากบุคคลทั่วไปที่พบเห็นความเสี่ยง

ที่พักพิงชั่วคราวสำหรับผู้สูงอายุมีค่าใช้จ่ายหรือไม่

โดยทั่วไปที่พักพิงชั่วคราวที่จัดโดยหน่วยงานรัฐเพื่อช่วยเหลือกรณีฉุกเฉินมักไม่มีค่าใช้จ่าย แต่เงื่อนไขและระยะเวลาที่รองรับได้อาจแตกต่างกันไปตามหน่วยงานและสถานการณ์ ควรสอบถามรายละเอียดกับเจ้าหน้าที่ที่ประสานงานให้โดยตรง

บุตรหลานมีหน้าที่ตามกฎหมายต้องดูแลพ่อแม่จริงหรือไม่

กฎหมายไทยกำหนดหน้าที่บุตรในการอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดาที่ไม่สามารถดูแลตนเองได้ หากบุตรหลานละเลยหน้าที่นี้อย่างชัดเจนและต่อเนื่อง ผู้สูงอายุหรือผู้แทนสามารถปรึกษาทนายอาสาหรือศูนย์ยุติธรรมชุมชนเพื่อพิจารณาแนวทางที่เหมาะสมต่อไป

ถ้าไม่แน่ใจว่าสถานการณ์ที่เห็นเข้าข่ายถูกทอดทิ้งหรือไม่ ควรทำอย่างไร

ควรแจ้งหน่วยงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ในพื้นที่เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าไปประเมินสถานการณ์ ไม่จำเป็นต้องมั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ก่อนแจ้ง เพราะเจ้าหน้าที่มีหน้าที่ประเมินและตัดสินความเหมาะสมของการช่วยเหลือ

การแจ้งเหตุจะกระทบความสัมพันธ์ในครอบครัวหรือไม่

การแจ้งเหตุมุ่งเน้นความปลอดภัยของผู้สูงอายุเป็นหลัก เจ้าหน้าที่มักเริ่มจากการประเมินและไกล่เกลี่ยก่อนดำเนินการขั้นรุนแรง จึงไม่จำเป็นต้องนำไปสู่ความขัดแย้งเสมอไป แต่ในบางกรณีอาจกระทบความสัมพันธ์ได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องชั่งน้ำหนักกับความปลอดภัยของผู้สูงอายุเป็นสำคัญ

ถ้าผู้สูงอายุไม่ยอมให้แจ้งเหตุเพราะกลัวลูกหลานเดือดร้อน ควรทำอย่างไร

ควรพูดคุยอธิบายให้ผู้สูงอายุเข้าใจว่าการแจ้งเหตุมีเป้าหมายเพื่อความปลอดภัยของตัวท่านเอง ไม่ใช่การเอาผิดลูกหลานเสมอไป หากยังกังวลอาจเริ่มจากการปรึกษาศูนย์ยุติธรรมชุมชนเพื่อขอคำแนะนำแบบไม่เป็นทางการก่อนตัดสินใจขั้นต่อไป

สรุป

  • การแจ้งเหตุกับหน่วยงานเป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญที่สุดเมื่อพบว่าผู้สูงอายุถูกทอดทิ้งหรืออยู่ในสภาวะเสี่ยง
  • ที่พักพิงชั่วคราวเป็นทางออกระหว่างรอการแก้ไขปัญหาระยะยาว ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย
  • การดำเนินการทางกฎหมายเรื่องหน้าที่อุปการะควรพิจารณาเมื่อการไกล่เกลี่ยในครอบครัวไม่ได้ผลแล้ว
  • ทุกคนที่พบเห็นผู้สูงอายุถูกทอดทิ้งสามารถแจ้งเหตุได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นญาติหรือรอให้ผู้สูงอายุแจ้งเอง

จัดทำโดยทีมกองบรรณาธิการสูงวัยไทย

เครื่องมือและคู่มือที่เกี่ยวข้อง

บทความที่เกี่ยวข้อง

สิทธิและความช่วยเหลือสำหรับผู้สูงอายุที่ถูกทอดทิ้งหรือไม่มีคนดูแลเพียงพอ
finance-rights

สิทธิและความช่วยเหลือสำหรับผู้สูงอายุที่ถูกทอดทิ้งหรือไม่มีคนดูแลเพียงพอ

แนวทางทำความเข้าใจว่าการถูกทอดทิ้งในผู้สูงอายุมีรูปแบบใดบ้าง สัญญาณที่ควรสังเกต สิทธิตามกฎหมาย และช่องทางขอความช่วยเหลือเมื่อครอบครัวดูแลไม่เพียงพอ

อัปเดตล่าสุด 3 สิงหาคม 2026อ่าน 18 นาที
เช็กลิสต์สิทธิผู้สูงอายุเมื่อถูกทอดทิ้ง สิ่งที่ครอบครัวควรตรวจสอบให้ครบ
finance-rights

เช็กลิสต์สิทธิผู้สูงอายุเมื่อถูกทอดทิ้ง สิ่งที่ครอบครัวควรตรวจสอบให้ครบ

รายการตรวจสอบสัญญาณ สิทธิ และช่องทางความช่วยเหลือเมื่อผู้สูงอายุถูกทอดทิ้งหรือดูแลไม่เพียงพอ ครอบคลุมสิ่งที่ควรสังเกต สวัสดิการที่ควรตรวจสอบ และเอกสารที่ควรเตรียมก่อนแจ้งหน่วยงาน

อัปเดตล่าสุด 5 สิงหาคม 2026อ่าน 12 นาที
วางแผนความปลอดภัยเมื่อผู้สูงอายุถูกทอดทิ้งหรือดูแลไม่เพียงพอ ระหว่างรอความช่วยเหลือ
finance-rights

วางแผนความปลอดภัยเมื่อผู้สูงอายุถูกทอดทิ้งหรือดูแลไม่เพียงพอ ระหว่างรอความช่วยเหลือ

แนวทางวางแผนความปลอดภัยต่อเนื่องสำหรับผู้สูงอายุที่ถูกทอดทิ้งหรือดูแลไม่เพียงพอ ตั้งแต่สร้างเครือข่ายสนับสนุน ป้องกันทรัพย์สิน ไปจนถึงประสานหน่วยงานระหว่างรอการช่วยเหลือระยะยาว

อัปเดตล่าสุด 5 สิงหาคม 2026อ่าน 13 นาที
สิทธิเมื่อผู้สูงอายุถูกทอดทิ้ง: จุดที่ครอบครัวมักเข้าใจผิดจนพลาดโอกาสขอความช่วยเหลือ
finance-rights

สิทธิเมื่อผู้สูงอายุถูกทอดทิ้ง: จุดที่ครอบครัวมักเข้าใจผิดจนพลาดโอกาสขอความช่วยเหลือ

รวมความเข้าใจผิดที่พบบ่อยเรื่องสิทธิของผู้สูงอายุที่ถูกทอดทิ้งหรือถูกละเลย พร้อมแนวทางบันทึกหลักฐานและติดต่อหน่วยงานที่ถูกต้องตั้งแต่ต้น

อัปเดตล่าสุด 3 สิงหาคม 2026อ่าน 18 นาที