สูงวัยไทย
เงินสงเคราะห์ค่าจัดการศพผู้สูงอายุ: ลำดับสิ่งที่คนจัดงานต้องทำ ตั้งแต่วันที่ได้ใบมรณบัตร
พิมพ์เมื่อ 21 กันยายน 2026
เงินสงเคราะห์ค่าจัดการศพผู้สูงอายุ: ลำดับสิ่งที่คนจัดงานต้องทำ ตั้งแต่วันที่ได้ใบมรณบัตร
คู่มือยื่นขอเงินสงเคราะห์ค่าจัดการศพผู้สูงอายุแบบเรียงตามลำดับเวลาจริงของผู้จัดการศพ ตั้งแต่ใบมรณบัตร เอกสาร ช่องทางยื่น กรอบเวลาที่มักพลาด และสิทธิค่าทำศพอื่นที่ยื่นคนละที่
เผยแพร่เมื่อ 18 กันยายน 2026

รูปภาพโดย Kampus Production / Pexels
คำตอบสั้น ๆ
- เงินสงเคราะห์ค่าจัดการศพผู้สูงอายุตามประเพณีเป็นสิทธิที่ต้องยื่นขอเอง ไม่มีใครโอนมาให้อัตโนมัติ ผู้ยื่นคือคนที่รับผิดชอบจัดการศพจริง ซึ่งอาจไม่ใช่ทายาทตามกฎหมายหรือคนที่มีชื่อในทะเบียนบ้านเดียวกันก็ได้ และต้องยื่นภายในกรอบเวลาที่กำหนดนับจากวันที่ออกใบมรณบัตร
- อัตราที่หน่วยงานแจ้งไว้คือช่วยเหลือรายละ 3,000 บาท ไม่ใช่หลักหมื่นตามที่มีการส่งต่อกันในโซเชียล กรมกิจการผู้สูงอายุเคยออกมาเตือนเรื่องนี้โดยตรง ก่อนดำเนินการควรตรวจสอบอัตราและเงื่อนไขล่าสุดกับสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่อีกครั้ง
- สิ่งที่ทำให้ครอบครัวพลาดสิทธินี้บ่อยที่สุดไม่ใช่คุณสมบัติ แต่คือเวลา ช่วงสองถึงสามสัปดาห์แรกหลังเสียชีวิตเป็นช่วงที่ทุกคนวุ่นกับงานสวดและญาติที่มาเยี่ยม พอจัดการเรื่องในใจได้แล้วค่อยนึกขึ้นได้ ก็มักเลยกรอบเวลาไปแล้ว การยื่นเรื่องจึงควรถูกจัดให้อยู่ในลิสต์งานสัปดาห์แรก ไม่ใช่งานที่ค่อยทำทีหลัง
- เงินสงเคราะห์ค่าจัดการศพจากกรมกิจการผู้สูงอายุเป็นคนละสิทธิกับค่าทำศพของผู้ประกันตนประกันสังคม และคนละเรื่องกับเงินฌาปนกิจสงเคราะห์ของชมรมหรือสหกรณ์ ทั้งสามช่องทางยื่นคนละที่ ใช้เอกสารคนละชุด และไม่ได้ตัดสิทธิกันเสมอไป ควรไล่ตรวจให้ครบ ไม่ใช่ยื่นที่เดียวแล้วจบ
เหมาะกับใคร
- เหมาะกับลูกหลานหรือญาติที่กำลังรับหน้าที่จัดการศพผู้สูงอายุในบ้าน และยังไม่เคยยื่นเรื่องกับหน่วยงานรัฐเรื่องนี้มาก่อน
- เหมาะกับครอบครัวที่พี่น้องหลายคนช่วยกันออกค่าใช้จ่ายและยังไม่ได้ตกลงกันว่าใครจะเป็นผู้ยื่นและรับเงินเข้าบัญชีใคร
- ไม่เหมาะเป็นคำตอบสุดท้ายเรื่องคุณสมบัติรายกรณี เพราะเกณฑ์การรับรองฐานะและเอกสารประกอบอาจต่างกันตามพื้นที่ ต้องยืนยันกับเจ้าหน้าที่ผู้รับคำขอโดยตรง
สิ่งที่ควรรู้
ใครคือผู้มีสิทธิยื่น และทำไมจึงไม่ใช่ทายาทเสมอไป
หลักของสิทธินี้คือช่วยเหลือค่าใช้จ่ายให้กับผู้ที่รับผิดชอบจัดการศพผู้สูงอายุตามประเพณีจริง ไม่ใช่การแบ่งมรดกให้ทายาท จุดนี้ต่างจากที่หลายครอบครัวเข้าใจ ในทางปฏิบัติคนที่ลงแรงจัดงานมักเป็นลูกที่อยู่ใกล้บ้านที่สุด หลานที่ดูแลมาตลอด หรือแม้แต่เพื่อนบ้านที่รับหน้าที่แทนเมื่อผู้สูงอายุไม่มีลูกหลาน คนเหล่านี้ยื่นคำขอได้ตามเงื่อนไขที่หน่วยงานกำหนด
สิ่งที่ตามมาคือความจำเป็นต้องตกลงกันในครอบครัวตั้งแต่ต้นว่าใครเป็นผู้ยื่น เพราะระบบจะรับคำขอต่อผู้เสียชีวิตหนึ่งรายเพียงชุดเดียว หากพี่น้องสองคนต่างคนต่างไปยื่นที่คนละหน่วยงาน สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ได้เงินสองเท่า แต่เป็นเรื่องค้างที่เจ้าหน้าที่ต้องเรียกกลับมาสอบถามและทำให้ล่าช้าออกไปอีก
อีกประเด็นที่ควรคุยให้จบก่อนยื่นคือบัญชีปลายทาง เพราะเงินจะโอนเข้าบัญชีของผู้ยื่นคำขอ ไม่ได้แบ่งให้พี่น้องทุกคนโดยอัตโนมัติ ครอบครัวที่ช่วยกันออกค่าใช้จ่ายควรบันทึกไว้ให้ชัดว่าใครออกอะไรไปเท่าไร แล้วค่อยเคลียร์กันภายหลัง จะลดความรู้สึกค้างคาใจที่มักปะทุขึ้นหลังงานศพจบไปแล้วหลายเดือน
กรอบเวลาที่ตัดสิทธิ และวันที่ควรเริ่มนับ
เงื่อนไขที่ทำให้พลาดสิทธิมากที่สุดคือกรอบเวลา โดยทั่วไปหน่วยงานกำหนดให้ยื่นคำขอภายในหกเดือนนับตั้งแต่วันที่ออกใบมรณบัตร ซึ่งหมายความว่านาฬิกาเริ่มเดินตั้งแต่วันที่ไปแจ้งตายที่สำนักทะเบียน ไม่ใช่วันที่เผาหรือวันที่จัดการเรื่องในใจได้แล้ว หลายครอบครัวเข้าใจผิดตรงนี้และเสียสิทธิไปทั้งที่มีคุณสมบัติครบ
ในชีวิตจริง ช่วงหกเดือนนั้นหายไปเร็วกว่าที่คิด เดือนแรกหมดไปกับงานสวดและการรับแขก เดือนที่สองกับสามหมดไปกับการแจ้งธนาคาร แจ้งโรงพยาบาล และเคลียร์ของในบ้าน กว่าจะถึงเดือนที่สี่หลายคนเพิ่งเริ่มมีแรงจัดการเรื่องเอกสาร ทางที่ปลอดภัยกว่าคือถือว่าการยื่นเรื่องนี้เป็นงานของสัปดาห์แรกหลังได้ใบมรณบัตร แล้วค่อยกลับไปจัดการเรื่องอื่นต่อ
หากไม่แน่ใจว่าเวลาเหลือเท่าไร ให้โทรถามเจ้าหน้าที่ก่อนแทนการเดาเอง สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นด่านแรกที่ตอบได้ หรือใช้สายด่วนศูนย์ช่วยเหลือสังคม 1300 ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เป็นทางลัดเมื่อไม่รู้ว่าควรเริ่มที่ไหน
คุณสมบัติของผู้สูงอายุที่เสียชีวิต และการรับรองฐานะ
สิทธินี้ไม่ได้ให้กับผู้สูงอายุทุกรายที่เสียชีวิต แต่เป็นการสงเคราะห์ที่พิจารณาจากฐานะและคุณสมบัติตามประกาศของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ในทางปฏิบัติกลุ่มที่เข้าเงื่อนไขได้ชัดเจนที่สุดคือผู้สูงอายุที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ส่วนผู้สูงอายุที่ไม่มีบัตรแต่ฐานะยากจนจริง มักต้องมีหนังสือรับรองจากผู้มีอำนาจในพื้นที่ เช่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือผู้บริหารท้องถิ่น ประกอบคำขอ
ตรงนี้เป็นจุดที่เอกสารกับความจริงมักไม่ตรงกัน ผู้สูงอายุบางท่านอยู่กับลูกที่พอมีฐานะ แต่ตัวท่านเองไม่มีรายได้และไม่มีทรัพย์สินในชื่อตัวเองเลย บางท่านมีชื่อในทะเบียนบ้านหลังหนึ่งแต่มาอยู่กับลูกอีกจังหวัดหนึ่งมาหลายปี กรณีแบบนี้ไม่ควรสรุปเองว่าไม่เข้าเกณฑ์ ควรเล่าสถานการณ์จริงให้เจ้าหน้าที่ฟังและถามว่าต้องใช้หนังสือรับรองจากใคร
เกณฑ์การรับรองและรายละเอียดเอกสารอาจปรับได้ตามประกาศที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น และรายละเอียดปลีกย่อยยังต่างกันได้ตามแนวปฏิบัติของแต่ละพื้นที่ จึงควรถือว่าข้อมูลที่อ่านจากอินเทอร์เน็ตเป็นเพียงแนวทางเบื้องต้น แล้วยืนยันกับหน่วยงานเจ้าของสิทธิก่อนเตรียมเอกสารจริงเสมอ
สามสิทธิที่ชื่อคล้ายกันแต่ยื่นคนละที่
ความสับสนที่เจอบ่อยคือครอบครัวได้ยินคำว่าเงินค่าทำศพแล้วเหมารวมว่าเป็นก้อนเดียวกันทั้งหมด ความจริงมีอย่างน้อยสามช่องทางที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง ช่องทางแรกคือเงินสงเคราะห์ค่าจัดการศพผู้สูงอายุตามประเพณีของกรมกิจการผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นการสงเคราะห์ตามฐานะ ยื่นผ่านหน่วยงานในสังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์หรือท้องถิ่น
ช่องทางที่สองคือค่าทำศพจากสำนักงานประกันสังคม ซึ่งเกิดจากการที่ผู้เสียชีวิตเคยเป็นผู้ประกันตน ไม่ว่าจะเป็นมาตรา 33 มาตรา 39 หรือมาตรา 40 สิทธินี้ไม่ได้ดูฐานะ แต่ดูประวัติการส่งเงินสมทบ และยื่นที่สำนักงานประกันสังคม ไม่ใช่ที่ท้องถิ่น ผู้สูงอายุจำนวนมากเคยทำงานมีนายจ้างมาก่อนโดยที่ลูกหลานไม่รู้ จึงควรตรวจประวัตินี้ด้วยเสมอ
ช่องทางที่สามคือเงินฌาปนกิจสงเคราะห์จากชมรมผู้สูงอายุ สหกรณ์ วัด หรือสมาคมที่ผู้เสียชีวิตเป็นสมาชิกและส่งเงินรายเดือนไว้ ช่องทางนี้เป็นเรื่องของสัญญาระหว่างสมาชิกกับองค์กร ไม่ใช่สิทธิรัฐ และมักมีกำหนดเวลาแจ้งของตัวเองที่สั้นกว่าสิทธิรัฐมาก การเปิดแฟ้มเอกสารของผู้สูงอายุดูสมุดสมาชิกและใบเสร็จรายเดือนจึงสำคัญไม่แพ้การเตรียมเอกสารราชการ
- เงินสงเคราะห์ค่าจัดการศพผู้สูงอายุตามประเพณี ยื่นที่ พมจ. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือสำนักงานเขต
- ค่าทำศพผู้ประกันตน ยื่นที่สำนักงานประกันสังคม โดยดูจากประวัติการส่งเงินสมทบ
- เงินฌาปนกิจสงเคราะห์ ยื่นที่ชมรม สหกรณ์ หรือสมาคมที่ผู้เสียชีวิตเป็นสมาชิกโดยตรง
- สิทธิประกันชีวิตเอกชน หากมีกรมธรรม์ ต้องแจ้งบริษัทแยกอีกทางหนึ่ง
เอกสารชุดหลักที่ควรถ่ายสำเนาเผื่อไว้ตั้งแต่แรก
หัวใจของงานเอกสารหลังการเสียชีวิตคือถ่ายสำเนาครั้งเดียวให้พอใช้กับทุกเรื่อง แทนการวิ่งกลับไปถ่ายใหม่ทุกครั้งที่เจอหน่วยงานใหม่ ใบมรณบัตรคือเอกสารแกนกลางที่ทุกหน่วยงานขอ รองลงมาคือบัตรประจำตัวประชาชนและทะเบียนบ้านของผู้เสียชีวิต และเอกสารแสดงตัวของผู้ยื่นคำขอเอง
สำหรับคำขอเงินสงเคราะห์ค่าจัดการศพ กรมกิจการผู้สูงอายุมีแบบฟอร์มของตัวเอง ได้แก่ แบบคำขอรับเงินสงเคราะห์ ศผส. 01 และแบบรับรองคุณสมบัติ ศผส. 02 ซึ่งดาวน์โหลดได้จากเว็บไซต์ของกรมหรือขอรับที่หน่วยงานผู้รับคำขอ การกรอกแบบฟอร์มเหล่านี้ให้ครบตั้งแต่รอบแรกช่วยลดจำนวนรอบที่ต้องเดินทางกลับไปแก้ ซึ่งเป็นต้นทุนแฝงที่คนต่างจังหวัดรู้สึกได้ชัดที่สุด
อย่าลืมสมุดบัญชีธนาคารของผู้ยื่นคำขอ เพราะเงินโอนเข้าบัญชี ไม่ใช่รับเป็นเงินสด และควรตรวจว่าชื่อบัญชีตรงกับชื่อในบัตรประชาชนของผู้ยื่น บัญชีที่ปิดไปแล้วหรือบัญชีที่ไม่มีการเคลื่อนไหวนานจนถูกระงับ เป็นสาเหตุที่ทำให้เงินโอนไม่เข้าและต้องเริ่มกระบวนการแก้ไขใหม่
- ใบมรณบัตรฉบับจริงพร้อมสำเนาอย่างน้อยห้าถึงสิบชุด
- บัตรประจำตัวประชาชนและทะเบียนบ้านของผู้เสียชีวิต
- บัตรประจำตัวประชาชนและทะเบียนบ้านของผู้ยื่นคำขอ
- บัตรสวัสดิการแห่งรัฐของผู้เสียชีวิต หากมี
- สมุดบัญชีธนาคารของผู้ยื่นคำขอพร้อมสำเนาหน้าแรก
- แบบ ศผส. 01 และ ศผส. 02 ที่กรอกครบถ้วน

รูปภาพโดย Boris Hamer / Pexels
ขั้นตอนที่ควรทำ
ขั้นที่ 1: แจ้งตายและเก็บใบมรณบัตรให้เป็นศูนย์กลางของทุกเรื่อง
เมื่อได้ใบมรณบัตรจากสำนักทะเบียนแล้ว ให้ถ่ายสำเนาเผื่อไว้มากกว่าที่คิดว่าจะใช้ เพราะทุกหน่วยงานหลังจากนี้จะขอสำเนาของตัวเอง ทั้งธนาคาร ประกันสังคม ท้องถิ่น และชมรมฌาปนกิจ การมีสำเนาสำรองติดแฟ้มไว้ช่วยประหยัดเวลาเดินทางได้มากในสัปดาห์ที่ยุ่งที่สุด
เขียนวันที่ออกใบมรณบัตรไว้หน้าแฟ้มด้วยตัวใหญ่ ๆ เพราะวันนี้คือวันที่ใช้นับกรอบเวลาของสิทธิหลายอย่าง ไม่ใช่วันเสียชีวิตหรือวันฌาปนกิจ
- ถ่ายสำเนาใบมรณบัตรเผื่อไว้อย่างน้อยห้าถึงสิบชุดตั้งแต่วันแรก
- จดวันที่ออกใบมรณบัตรไว้หน้าแฟ้มเอกสาร
- รวบรวมบัตรประชาชนและทะเบียนบ้านของผู้เสียชีวิตไว้ที่เดียวกัน
ขั้นที่ 2: ตกลงในครอบครัวว่าใครเป็นผู้ยื่นและใช้บัญชีใคร
ก่อนเดินเรื่อง ให้คุยกันสั้น ๆ แต่ชัดเจนว่าใครจะเป็นผู้ยื่นคำขอ โดยดูจากคนที่รับผิดชอบค่าใช้จ่ายและจัดงานจริง ไม่ใช่ตามลำดับอาวุโสอย่างเดียว การตกลงเรื่องนี้ก่อนช่วยป้องกันการยื่นซ้ำซ้อนที่ทำให้เรื่องค้างและล่าช้า
บันทึกไว้เป็นข้อความในกลุ่มครอบครัวก็พอ ไม่ต้องทำเป็นเอกสารทางการ สิ่งสำคัญคือทุกคนเห็นตรงกันว่าเงินจะเข้าบัญชีใคร และจะนำไปใช้หรือแบ่งกันอย่างไรหลังจากนั้น
- เลือกผู้ยื่นคำขอหนึ่งคนจากคนที่รับผิดชอบจัดการศพจริง
- ตรวจว่าบัญชีธนาคารของผู้ยื่นยังใช้งานได้ปกติ
- จดรายการค่าใช้จ่ายที่แต่ละคนออกไป เพื่อเคลียร์กันภายหลังอย่างเป็นธรรม
ขั้นที่ 3: โทรถามหน่วยงานในพื้นที่ก่อนเดินทางไปยื่น
โทรหาสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือสำนักงานเขตในกรุงเทพมหานคร เพื่อถามสามเรื่องให้ชัด คือรับคำขอที่ไหน ต้องใช้เอกสารอะไรบ้างในกรณีของครอบครัวเรา และยังอยู่ในกรอบเวลาหรือไม่ การถามก่อนหนึ่งสายมักประหยัดการเดินทางได้หนึ่งรอบเต็ม
หากไม่รู้ว่าควรเริ่มที่ไหนเลย สายด่วนศูนย์ช่วยเหลือสังคม 1300 ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เป็นจุดตั้งต้นที่ช่วยชี้หน่วยงานให้ได้ และยังใช้ถามเรื่องสวัสดิการอื่นในคราวเดียวกันได้ด้วย
- ถามชื่อหน่วยงานและที่อยู่ที่รับคำขอในพื้นที่ที่ผู้เสียชีวิตมีชื่อในทะเบียนบ้าน
- ถามว่ากรณีที่ไม่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐต้องใช้หนังสือรับรองจากใคร
- ถามอัตราและกรอบเวลาที่ใช้อยู่ ณ ปัจจุบัน แทนการเชื่อข้อมูลที่ส่งต่อกันมา
ขั้นที่ 4: ยื่นคำขอ แล้วไล่ตรวจสิทธิช่องทางอื่นต่อในสัปดาห์เดียวกัน
เมื่อยื่นคำขอแล้ว ให้ขอหลักฐานการรับเรื่องและชื่อผู้รับผิดชอบไว้ เพื่อใช้ติดตามในภายหลัง จากนั้นอย่าเพิ่งวางแฟ้ม ให้ใช้โมเมนตัมเดียวกันไล่ตรวจช่องทางอื่นต่อ ทั้งประวัติผู้ประกันตนกับสำนักงานประกันสังคม ชมรมฌาปนกิจที่ผู้เสียชีวิตเป็นสมาชิก และกรมธรรม์ประกันชีวิตที่อาจมีอยู่
การทำทั้งหมดในสัปดาห์เดียวกันมีเหตุผลเชิงปฏิบัติ คือเอกสารชุดเดียวกันยังอยู่ในมือ ความจำเรื่องรายละเอียดยังชัด และยังไม่ถึงจุดที่ทุกคนกลับไปทำงานประจำจนไม่มีใครว่างเดินเรื่อง
- เก็บหลักฐานการยื่นและเบอร์ติดต่อของเจ้าหน้าที่ผู้รับเรื่อง
- ตรวจประวัติการเป็นผู้ประกันตนของผู้เสียชีวิตกับสำนักงานประกันสังคม
- เปิดแฟ้มเอกสารหาสมุดสมาชิกชมรมฌาปนกิจหรือกรมธรรม์ประกันชีวิต
- ตั้งเตือนในโทรศัพท์เพื่อโทรติดตามผลหากยังไม่มีความคืบหน้าภายในเวลาที่เจ้าหน้าที่แจ้งไว้
สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง
- อย่าเชื่อข้อความส่งต่อที่บอกว่าได้เงินค่าทำศพหลักหมื่นโดยไม่ตรวจกับหน่วยงานเจ้าของสิทธิก่อน เพราะกรมกิจการผู้สูงอายุเคยออกมาเตือนเรื่องตัวเลขที่คลาดเคลื่อนนี้แล้ว
- อย่ารอให้งานศพเสร็จเรียบร้อยทุกอย่างก่อนค่อยเริ่มเดินเรื่อง เพราะกรอบเวลาเริ่มนับจากวันที่ออกใบมรณบัตร ไม่ใช่วันที่ครอบครัวพร้อม
- อย่าให้พี่น้องหลายคนต่างคนต่างไปยื่นคำขอต่อผู้เสียชีวิตรายเดียวกัน เพราะทำให้เรื่องค้างและช้าลงมากกว่าเดิม
- อย่าสรุปเองว่าไม่เข้าเกณฑ์เพราะผู้สูงอายุอยู่กับลูกที่พอมีฐานะ ควรเล่าสถานการณ์จริงให้เจ้าหน้าที่พิจารณา
- อย่ายื่นแล้วปล่อยทิ้งโดยไม่เก็บหลักฐานการรับเรื่องและไม่มีใครรับหน้าที่ติดตาม
- อย่าใช้บัญชีธนาคารที่ไม่มีการเคลื่อนไหวนานหรือบัญชีที่ไม่ตรงกับชื่อผู้ยื่นคำขอ
เมื่อใดควรขอความช่วยเหลือ
- ติดต่อสายด่วนศูนย์ช่วยเหลือสังคม 1300 ภายในวันเดียวกัน หากครอบครัวไม่มีเงินสำรองสำหรับจัดการศพเลย หรือผู้เสียชีวิตไม่มีญาติรับผิดชอบ เพราะเป็นกรณีที่ต้องการการช่วยเหลือเร่งด่วนมากกว่าการยื่นเอกสารตามปกติ
- ติดต่อสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นภายในสัปดาห์นี้ หากใกล้ครบกรอบเวลาหกเดือนนับจากวันที่ออกใบมรณบัตรแล้ว
- ติดต่อสำนักงานประกันสังคมภายในเดือนนี้ หากพบว่าผู้เสียชีวิตเคยทำงานมีนายจ้างหรือเคยส่งเงินสมทบมาตรา 39 หรือมาตรา 40 เพราะสิทธิค่าทำศพส่วนนั้นมีกำหนดเวลาของตัวเองแยกต่างหาก
- ขอคำปรึกษาจากนิติกรของหน่วยงานรัฐหรือสำนักงานอัยการคุ้มครองสิทธิ หากมีข้อพิพาทในครอบครัวว่าใครควรเป็นผู้จัดการศพและผู้รับเงิน
- เฝ้าติดตามและบันทึกไว้ หากยื่นเรื่องแล้วและเจ้าหน้าที่แจ้งกรอบเวลาพิจารณาไว้ ให้จดวันที่และโทรติดตามเมื่อครบกำหนด แทนการรอเฉย ๆ
เช็กลิสต์สรุป
- ถ่ายสำเนาใบมรณบัตรเผื่อไว้หลายชุดตั้งแต่วันแรก
- จดวันที่ออกใบมรณบัตรไว้เป็นวันเริ่มนับกรอบเวลา
- ตกลงในครอบครัวว่าใครเป็นผู้ยื่นคำขอและใช้บัญชีใคร
- โทรถามหน่วยงานในพื้นที่เรื่องเอกสารและกรอบเวลาก่อนเดินทาง
- เตรียมแบบ ศผส. 01 และ ศผส. 02 ให้กรอกครบก่อนไปยื่น
- ตรวจประวัติผู้ประกันตนกับสำนักงานประกันสังคมเพิ่มเติม
- ค้นแฟ้มเอกสารหาสมุดสมาชิกชมรมฌาปนกิจหรือกรมธรรม์
- เก็บหลักฐานการยื่นและตั้งเตือนวันติดตามผล
คำถามที่พบบ่อย
เงินสงเคราะห์ค่าจัดการศพผู้สูงอายุได้เท่าไร ใช่ 30,000 บาทไหม
ไม่ใช่ ข้อมูลที่หน่วยงานแจ้งคือช่วยเหลือรายละ 3,000 บาท และกรมกิจการผู้สูงอายุเคยออกมาชี้แจงเตือนเรื่องข้อความที่ส่งต่อกันว่าได้ 30,000 บาทโดยตรง ก่อนดำเนินการควรตรวจสอบอัตราและเงื่อนไขล่าสุดกับสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดหรือท้องถิ่นในพื้นที่อีกครั้ง
ต้องยื่นภายในกี่วันหลังผู้สูงอายุเสียชีวิต
โดยทั่วไปกำหนดให้ยื่นคำขอภายในหกเดือนนับตั้งแต่วันที่ออกใบมรณบัตร ไม่ใช่นับจากวันฌาปนกิจ เนื่องจากเงื่อนไขอาจปรับได้ตามประกาศที่ใช้บังคับอยู่ ควรโทรยืนยันกรอบเวลาที่ใช้จริงกับหน่วยงานผู้รับคำขอก่อนเสมอ และไม่ควรรอจนใกล้ครบกำหนด
ไม่ได้เป็นลูกแท้ ๆ แต่เป็นคนจัดงานศพให้ ยื่นขอได้หรือไม่
หลักของสิทธินี้คือช่วยเหลือผู้ที่รับผิดชอบจัดการศพตามประเพณีจริง จึงไม่ได้จำกัดเฉพาะทายาทตามกฎหมายเสมอไป แต่เอกสารประกอบที่ต้องใช้อาจต่างจากกรณีที่ผู้ยื่นเป็นบุตร ควรแจ้งความสัมพันธ์ตามความจริงกับเจ้าหน้าที่และถามว่าต้องมีหนังสือรับรองจากใครเพิ่มเติม
ถ้าผู้สูงอายุไม่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ยังมีสิทธิไหม
ยังมีโอกาส แต่โดยทั่วไปจะต้องมีหนังสือรับรองฐานะจากผู้มีอำนาจในพื้นที่ เช่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือผู้บริหารท้องถิ่น ประกอบคำขอแทน เกณฑ์การรับรองนี้อาจต่างกันตามแนวปฏิบัติของแต่ละพื้นที่ จึงควรเล่าสถานการณ์จริงให้เจ้าหน้าที่พิจารณาแทนการสรุปเองว่าไม่เข้าเกณฑ์
ได้เงินสงเคราะห์ค่าจัดการศพแล้ว ยังขอค่าทำศพจากประกันสังคมได้อีกหรือไม่
เป็นคนละสิทธิที่มาจากคนละกฎหมายและยื่นคนละหน่วยงาน สิทธิของกรมกิจการผู้สูงอายุพิจารณาจากคุณสมบัติและฐานะ ส่วนค่าทำศพของสำนักงานประกันสังคมพิจารณาจากประวัติการเป็นผู้ประกันตนและการส่งเงินสมทบ ควรตรวจสอบทั้งสองทาง โดยสอบถามเงื่อนไขของแต่ละสิทธิกับหน่วยงานนั้นโดยตรง
พี่น้องหลายคนช่วยกันออกค่าใช้จ่าย ใครควรเป็นคนยื่น
ควรเลือกคนเดียวที่รับผิดชอบจัดการศพจริงเป็นผู้ยื่น เพราะระบบรับคำขอต่อผู้เสียชีวิตหนึ่งรายเพียงชุดเดียว และเงินจะโอนเข้าบัญชีผู้ยื่น การยื่นซ้ำซ้อนจะทำให้เรื่องค้าง วิธีที่ลดความขัดแย้งได้ดีคือจดรายการค่าใช้จ่ายที่แต่ละคนออกไปตั้งแต่ต้น แล้วเคลียร์กันภายหลังจากเงินที่ได้รับ
ยื่นเรื่องแล้วนานแค่ไหนกว่าเงินจะเข้าบัญชี
ระยะเวลาพิจารณาขึ้นอยู่กับความครบถ้วนของเอกสารและขั้นตอนของหน่วยงานในแต่ละพื้นที่ จึงไม่มีกำหนดตายตัวที่ใช้ได้กับทุกกรณี ควรขอทราบกรอบเวลาโดยประมาณจากเจ้าหน้าที่ตอนยื่น จดวันไว้ และโทรติดตามเมื่อครบกำหนด พร้อมตรวจว่าบัญชีธนาคารที่แจ้งไว้ยังใช้งานได้ปกติ
สรุป
- สรุปแล้ว สิทธินี้ไม่ได้มาเอง ต้องมีคนในครอบครัวรับหน้าที่ยื่นภายในกรอบเวลาที่นับจากวันที่ออกใบมรณบัตร
- อัตราที่หน่วยงานแจ้งคือรายละ 3,000 บาท ไม่ใช่หลักหมื่นตามข้อความที่ส่งต่อกัน และควรยืนยันอัตราล่าสุดกับหน่วยงานก่อนดำเนินการ
- ผู้ยื่นคือคนที่จัดการศพจริง ไม่จำเป็นต้องเป็นทายาทตามกฎหมาย และควรมีเพียงคนเดียวเพื่อไม่ให้เรื่องค้าง
- ค่าทำศพจากประกันสังคมและเงินฌาปนกิจสงเคราะห์เป็นคนละช่องทาง ต้องไล่ตรวจแยกกัน ไม่ใช่ยื่นที่เดียวแล้วครบ
- เมื่อไม่แน่ใจเรื่องคุณสมบัติหรือเอกสาร ให้ถามหน่วยงานเจ้าของสิทธิโดยตรง อย่าสรุปเองจากข้อมูลที่อ่านมา
แหล่งข้อมูล
- การสงเคราะห์ในการจัดการศพผู้สูงอายุตามประเพณี — กรมกิจการผู้สูงอายุ (ผส.) (เปิดในแท็บใหม่)(เข้าถึงเมื่อ 2026-09-18)
- ข้อมูลบริการและสิทธิสวัสดิการสำหรับผู้สูงอายุ — กรมกิจการผู้สูงอายุ (ผส.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (เปิดในแท็บใหม่)(เข้าถึงเมื่อ 2026-09-18)
- ประโยชน์ทดแทนกรณีตายและค่าทำศพของผู้ประกันตน — สำนักงานประกันสังคม (เปิดในแท็บใหม่)(เข้าถึงเมื่อ 2026-09-18)
จัดทำโดยทีมกองบรรณาธิการสูงวัยไทย
เครื่องมือและคู่มือที่เกี่ยวข้อง
บทความที่เกี่ยวข้อง

เช็กลิสต์แก้ไขทะเบียนบ้านหลังผู้สูงอายุที่เป็นเจ้าบ้านเสียชีวิต
รวมรายการตรวจสอบที่ครอบครัวควรทำเป็นลำดับ เมื่อผู้สูงอายุที่เป็นเจ้าบ้านเสียชีวิต ตั้งแต่แจ้งตาย ตรวจทะเบียนบ้าน ไปจนถึงแจ้งยุติสิทธิสวัสดิการ ใช้ควบคู่กับบทความวิธีทำแบบละเอียด

ทะเบียนบ้านที่มีผู้สูงอายุเป็นเจ้าบ้าน เมื่อท่านเสียชีวิต ต้องแก้ไขอย่างไรบ้าง
เมื่อผู้สูงอายุที่เป็นเจ้าบ้านเสียชีวิต ทะเบียนบ้านต้องได้รับการแก้ไขและเปลี่ยนเจ้าบ้านตามขั้นตอน ไม่ใช่เรื่องเดียวกับการแบ่งมรดก บทความนี้อธิบายความแตกต่างและขั้นตอนที่ครอบครัวควรรู้ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก

เฟซบุ๊กของคุณแม่ยังเด้งเตือนวันเกิดทุกปี ควรปิดหรือเก็บไว้เป็นความทรงจำดี
บัญชีออนไลน์ของผู้สูงอายุที่จากไป ทั้งโซเชียลมีเดีย อีเมล และแอปธนาคาร เป็นเรื่องที่หลายครอบครัวไม่ทันเตรียมตัว บทความนี้ช่วยวางแนวทางจัดการบัญชีออนไลน์อย่างปลอดภัยและให้เกียรติความทรงจำของผู้จากไป

เอกสารสำคัญของผู้สูงอายุที่ครอบครัวควรจัดเก็บ
รายการเอกสารสำคัญที่ครอบครัวควรรวบรวมและจัดเก็บให้เป็นระบบ เพื่อให้พร้อมใช้งานเมื่อเกิดเหตุจำเป็นหรือฉุกเฉิน