สูงวัยไทย
ภาษีมรดกกับภาษีการให้ ต่างกันอย่างไร และใครมีหน้าที่ต้องเสีย
พิมพ์เมื่อ 21 กันยายน 2026
ภาษีมรดกกับภาษีการให้ ต่างกันอย่างไร และใครมีหน้าที่ต้องเสีย
อธิบายหลักการพื้นฐานของภาษีมรดกและภาษีการให้ที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินผู้สูงอายุ ใครมีหน้าที่เสีย เสียเมื่อไร และวงเงินยกเว้นที่ควรตรวจสอบให้ทันก่อนวางแผนทรัพย์สินจริง
เผยแพร่เมื่อ 20 กันยายน 2026

รูปภาพโดย Mikhail Nilov / Pexels
คำตอบสั้น ๆ
- ภาษีมรดกและภาษีการให้เป็นภาษีคนละตัวที่เก็บในจังหวะต่างกัน ภาษีมรดกเก็บจากทรัพย์สินที่ทายาทได้รับหลังเจ้าของทรัพย์สินเสียชีวิต ส่วนภาษีการให้เก็บจากทรัพย์สินที่มีผู้ให้ขณะยังมีชีวิตอยู่ ทั้งสองแบบมีวงเงินที่ได้รับยกเว้นในระดับหนึ่งก่อนจะเริ่มมีภาระภาษี
- ผู้มีหน้าที่เสียภาษีมรดกคือทายาทหรือผู้รับพินัยกรรมที่ได้รับทรัพย์มรดกเกินวงเงินที่กฎหมายกำหนด ไม่ใช่ผู้เสียชีวิตหรือกองมรดกเป็นผู้เสีย ส่วนภาษีการให้ ผู้มีหน้าที่เสียคือผู้รับทรัพย์สินที่ได้รับเกินวงเงินยกเว้นในปีนั้น
- ทรัพย์สินบางประเภทได้รับการยกเว้นหรือมีเงื่อนไขพิเศษ เช่น การให้ระหว่างบุพการีกับผู้สืบสันดานมักมีวงเงินยกเว้นสูงกว่าการให้บุคคลทั่วไป และทรัพย์มรดกที่ตกทอดแก่คู่สมรสมักได้รับยกเว้นภาษีมรดกทั้งหมด รายละเอียดวงเงินและเงื่อนไขเหล่านี้เปลี่ยนแปลงได้ตามกฎหมาย ควรตรวจสอบตัวเลขล่าสุดกับกรมสรรพากรก่อนวางแผนจริง
- การเข้าใจหลักการพื้นฐานนี้ช่วยให้ครอบครัววางแผนทรัพย์สินได้อย่างมีข้อมูล แต่ไม่ควรใช้แทนการปรึกษานักบัญชีภาษีหรือทนายความเมื่อมีทรัพย์สินมูลค่าสูงหรือโครงสร้างครอบครัวซับซ้อน เช่น มีบุตรจากการสมรสหลายครั้ง
เหมาะกับใคร
- เหมาะกับผู้ดูแลและคนเตรียมเกษียณที่กำลังวางแผนส่งต่อทรัพย์สินให้ครอบครัว และต้องการเข้าใจภาพรวมภาษีที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจว่าจะให้ทรัพย์สินขณะมีชีวิตอยู่หรือปล่อยเป็นมรดก
- ไม่ใช่คำแนะนำภาษีเฉพาะบุคคล ตัวเลขวงเงินยกเว้นและอัตราภาษีเปลี่ยนแปลงได้ตามกฎหมาย ผู้มีทรัพย์สินมูลค่าสูงควรปรึกษานักบัญชีภาษีหรือกรมสรรพากรโดยตรงก่อนตัดสินใจ
สิ่งที่ควรรู้
ภาษีมรดกคืออะไร เก็บจากใคร เก็บเมื่อไร
ภาษีมรดกเป็นภาษีที่เก็บจากทายาทหรือผู้รับพินัยกรรมที่ได้รับทรัพย์มรดกจากผู้เสียชีวิตแต่ละรายเกินวงเงินที่กฎหมายกำหนด ทรัพย์สินที่นับรวมเพื่อคำนวณภาษีมรดกครอบคลุมทั้งอสังหาริมทรัพย์ หลักทรัพย์ เงินฝาก ยานพาหนะที่มีทะเบียน และทรัพย์สินทางการเงินอื่นตามที่กฎหมายกำหนด โดยคำนวณจากมูลค่าสุทธิที่ทายาทแต่ละคนได้รับจากผู้เสียชีวิตแต่ละราย ไม่ใช่คำนวณรวมกองมรดกทั้งหมดแล้วหารเฉลี่ย
จุดที่ครอบครัวมักเข้าใจผิดคือคิดว่าภาษีมรดกเก็บจากกองมรดกก่อนแบ่ง แต่ในความเป็นจริง ภาษีมรดกเก็บจากส่วนที่ทายาทแต่ละคนได้รับเกินวงเงินยกเว้นเป็นรายบุคคล ทายาทที่ได้รับทรัพย์มรดกไม่เกินวงเงินที่กำหนดจะไม่มีภาระภาษีมรดกเลย แม้กองมรดกรวมทั้งหมดจะมีมูลค่าสูงก็ตาม
ภาษีการให้คืออะไร ต่างจากภาษีมรดกตรงไหน
ภาษีการให้เก็บจากทรัพย์สินที่มีผู้โอนให้ผู้อื่นโดยเสน่หาขณะผู้ให้ยังมีชีวิตอยู่ ต่างจากภาษีมรดกที่เก็บหลังผู้เป็นเจ้าของทรัพย์สินเสียชีวิตแล้ว ทางกฎหมายจัดภาษีการให้ไว้ในหมวดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยมีวงเงินยกเว้นแยกตามความสัมพันธ์ระหว่างผู้ให้กับผู้รับ การให้ระหว่างบุพการีกับผู้สืบสันดานโดยชอบด้วยกฎหมายมักได้รับวงเงินยกเว้นสูงกว่าการให้บุคคลทั่วไปที่ไม่ใช่ญาติสายตรง
ส่วนที่เกินวงเงินยกเว้นต้องเสียภาษีในอัตราที่กฎหมายกำหนดสำหรับกรณีการให้โดยเฉพาะ ซึ่งโดยทั่วไปเป็นอัตราที่ต่ำกว่าการนำเงินได้นั้นไปรวมคำนวณภาษีเงินได้ตามปกติ ผู้รับสามารถเลือกวิธีคำนวณภาษีที่เป็นประโยชน์กว่าได้ตามหลักเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนด ซึ่งควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเมื่อมูลค่าทรัพย์สินที่ให้มีจำนวนมาก
วงเงินยกเว้นและตัวแปรที่เปลี่ยนแปลงได้ตามกฎหมาย
ทั้งภาษีมรดกและภาษีการให้มีวงเงินยกเว้นที่กฎหมายกำหนดไว้ ก่อนจะเริ่มมีภาระภาษีในส่วนที่เกิน ตัวเลขวงเงินเหล่านี้เป็นเรื่องที่ฝ่ายนิติบัญญัติสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามนโยบาย ครอบครัวจึงไม่ควรใช้ตัวเลขที่เคยได้ยินมาจากข่าวเก่าหรือคนรู้จักเป็นฐานการวางแผน ควรตรวจสอบวงเงินและอัตราที่ใช้บังคับจริง ณ ช่วงเวลาที่จะดำเนินการกับกรมสรรพากรหรือเว็บไซต์ทางการโดยตรง
นอกจากวงเงินยกเว้น ยังมีปัจจัยอื่นที่มีผลต่อภาระภาษี เช่น ประเภททรัพย์สิน ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ให้กับผู้รับหรือระหว่างผู้เสียชีวิตกับทายาท และจำนวนครั้งที่มีการให้ทรัพย์สินในปีภาษีเดียวกัน ครอบครัวที่วางแผนแบ่งทรัพย์สินให้ลูกหลายคนหรือหลายครั้งควรคำนวณภาพรวมทั้งหมด ไม่ใช่คำนวณทีละรายการแยกกันโดยไม่มองภาพรวม

รูปภาพโดย Mikhail Nilov / Pexels
ขั้นตอนที่ควรทำ
ขั้นที่ 1: จัดทำบัญชีทรัพย์สินให้ครบก่อนประเมินภาระภาษี
รวบรวมรายการทรัพย์สินทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง ทั้งอสังหาริมทรัพย์ เงินฝาก หลักทรัพย์ และทรัพย์สินอื่น พร้อมประเมินมูลค่าปัจจุบันคร่าว ๆ เพื่อใช้เป็นฐานในการประเมินว่าจะมีภาระภาษีมรดกหรือภาษีการให้เกิดขึ้นหรือไม่
- ระบุประเภทและมูลค่าประมาณของทรัพย์สินแต่ละรายการ
- ระบุความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าของทรัพย์สินกับผู้ที่จะรับทรัพย์สินแต่ละคน
- แยกทรัพย์สินที่วางแผนจะให้ขณะมีชีวิตอยู่ออกจากทรัพย์สินที่จะปล่อยเป็นมรดก
ขั้นที่ 2: ตรวจสอบวงเงินยกเว้นและอัตราภาษีล่าสุดกับกรมสรรพากร
ติดต่อกรมสรรพากรหรือตรวจสอบข้อมูลจากเว็บไซต์ทางการเพื่อยืนยันวงเงินยกเว้นภาษีมรดกและภาษีการให้ที่ใช้บังคับจริงในปีนั้น เนื่องจากตัวเลขเหล่านี้ปรับเปลี่ยนได้ตามกฎหมาย
- สอบถามวงเงินยกเว้นแยกตามความสัมพันธ์ระหว่างผู้ให้กับผู้รับ
- สอบถามวิธีคำนวณเมื่อมีการให้ทรัพย์สินหลายครั้งในปีเดียวกัน
- จดบันทึกวันที่ตรวจสอบข้อมูลไว้ เพื่อทบทวนซ้ำเมื่อกฎหมายมีการเปลี่ยนแปลง
ขั้นที่ 3: ปรึกษานักบัญชีภาษีเมื่อมูลค่าทรัพย์สินสูงหรือครอบครัวซับซ้อน
หากทรัพย์สินมีมูลค่าสูงเกินวงเงินยกเว้นอย่างชัดเจน หรือครอบครัวมีโครงสร้างซับซ้อน เช่น มีบุตรจากการสมรสหลายครั้ง ควรปรึกษานักบัญชีภาษีหรือทนายความเพื่อวางแผนภาษีอย่างถูกต้องและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย
- นำบัญชีทรัพย์สินที่จัดทำไว้ไปปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ
- สอบถามทางเลือกในการแบ่งการให้ทรัพย์สินเป็นหลายช่วงเวลาเพื่อลดภาระภาษี
- ตรวจสอบว่าการวางแผนภาษีสอดคล้องกับความต้องการที่แท้จริงของเจ้าของทรัพย์สิน ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ทางภาษีเพียงอย่างเดียว
สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง
- อย่าใช้ตัวเลขวงเงินยกเว้นภาษีที่เคยได้ยินมาจากข่าวเก่าหรือคนรู้จักโดยไม่ตรวจสอบกับกรมสรรพากรก่อนวางแผนจริง
- อย่าคิดว่าภาษีมรดกเก็บจากกองมรดกทั้งก้อนก่อนแบ่ง ทั้งที่จริงคำนวณจากส่วนที่ทายาทแต่ละคนได้รับ
- อย่าให้ทรัพย์สินมูลค่าสูงโดยไม่วางแผนล่วงหน้าเพียงเพราะอยากรีบโอนให้เสร็จก่อนสิ้นปี
- อย่าละเลยการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเมื่อครอบครัวมีบุตรจากการสมรสหลายครั้งหรือทรัพย์สินซับซ้อน
- อย่าให้การวางแผนภาษีมาก่อนความต้องการที่แท้จริงของเจ้าของทรัพย์สินว่าต้องการแบ่งทรัพย์สินให้ใครอย่างไร
เมื่อใดควรขอความช่วยเหลือ
- ติดต่อกรมสรรพากรหรือสำนักงานสรรพากรพื้นที่ภายในสัปดาห์นี้หากกำลังจะทำธุรกรรมโอนทรัพย์สินมูลค่าสูงและต้องการยืนยันวงเงินยกเว้นและอัตราภาษีที่ใช้บังคับจริง
- ปรึกษานักบัญชีภาษีหรือทนายความเมื่อทรัพย์สินมีมูลค่าสูงเกินวงเงินยกเว้นอย่างชัดเจน หรือครอบครัวมีโครงสร้างซับซ้อนที่อาจกระทบการคำนวณภาษี
- หากพบว่ามีผู้แนะนำวิธีหลีกเลี่ยงภาษีที่ฟังดูผิดปกติหรือไม่โปร่งใส ควรตรวจสอบความถูกต้องกับกรมสรรพากรโดยตรงก่อนดำเนินการใด ๆ
- เฝ้าสังเกตและบันทึกไว้หากยังอยู่ในขั้นตอนวางแผนเบื้องต้นและทรัพย์สินมีมูลค่าไม่สูง แล้วทบทวนอีกครั้งเมื่อสถานการณ์ทรัพย์สินเปลี่ยนแปลง
เช็กลิสต์สรุป
- จัดทำบัญชีทรัพย์สินทั้งหมดพร้อมมูลค่าประมาณ
- ระบุความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าของทรัพย์สินกับผู้รับแต่ละคน
- ตรวจสอบวงเงินยกเว้นภาษีมรดกและภาษีการให้ล่าสุดกับกรมสรรพากร
- แยกทรัพย์สินที่จะให้ขณะมีชีวิตอยู่กับที่จะปล่อยเป็นมรดก
- ปรึกษานักบัญชีภาษีเมื่อมูลค่าทรัพย์สินสูงหรือครอบครัวซับซ้อน
- จดบันทึกวันที่ตรวจสอบข้อมูลภาษีไว้เพื่อทบทวนซ้ำ
คำถามที่พบบ่อย
ภาษีมรดกกับภาษีการให้ เสียตอนไหนต่างกันอย่างไร
ภาษีมรดกเกิดขึ้นเมื่อทายาทได้รับทรัพย์สินหลังเจ้าของทรัพย์สินเสียชีวิตแล้วและมูลค่าเกินวงเงินยกเว้น ส่วนภาษีการให้เกิดขึ้นเมื่อมีการโอนทรัพย์สินโดยเสน่หาขณะผู้ให้ยังมีชีวิตอยู่และมูลค่าเกินวงเงินยกเว้นในปีนั้น จึงเกิดคนละจังหวะเวลากัน
ถ้าได้รับมรดกไม่เกินวงเงินยกเว้น ต้องยื่นแบบภาษีหรือไม่
ขึ้นอยู่กับหลักเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนดในขณะนั้น ซึ่งอาจกำหนดให้ต้องแจ้งหรือยื่นเอกสารบางอย่างแม้จะไม่มีภาระภาษีจริง ควรสอบถามกรมสรรพากรหรือสำนักงานสรรพากรพื้นที่โดยตรงเพื่อความชัดเจนก่อนดำเนินการ
ให้เงินลูกทุกปีจำนวนไม่มาก ต้องเสียภาษีการให้หรือไม่
หากมูลค่าที่ให้ในแต่ละปีไม่เกินวงเงินยกเว้นตามความสัมพันธ์ระหว่างบุพการีกับผู้สืบสันดานที่กฎหมายกำหนด โดยทั่วไปจะไม่มีภาระภาษีการให้เกิดขึ้น แต่ควรตรวจสอบวงเงินที่ใช้บังคับจริงในปีนั้นกับกรมสรรพากร เพราะตัวเลขอาจเปลี่ยนแปลงได้
ทรัพย์สินประเภทไหนบ้างที่นับรวมคำนวณภาษีมรดก
โดยทั่วไปครอบคลุมอสังหาริมทรัพย์ หลักทรัพย์ เงินฝากในสถาบันการเงิน ยานพาหนะที่มีทะเบียน และทรัพย์สินทางการเงินอื่นตามที่กฎหมายกำหนด รายละเอียดประเภททรัพย์สินที่นับรวมและวิธีประเมินมูลค่าควรตรวจสอบกับกรมสรรพากรหรือนักบัญชีภาษีให้ชัดเจนตามสถานการณ์จริง
คู่สมรสได้รับมรดกจากอีกฝ่าย ต้องเสียภาษีมรดกหรือไม่
ทรัพย์มรดกที่ตกทอดแก่คู่สมรสโดยทั่วไปมักได้รับการยกเว้นภาษีมรดกทั้งหมดตามหลักการที่กฎหมายกำหนด แต่รายละเอียดเงื่อนไขและสถานะการสมรสที่ชอบด้วยกฎหมายควรตรวจสอบกับกรมสรรพากรหรือทนายความเพื่อความถูกต้องตรงกับสถานการณ์ของแต่ละครอบครัว
วางแผนให้ทรัพย์สินตอนมีชีวิตอยู่เพื่อหนีภาษีมรดกได้จริงหรือไม่
การให้ทรัพย์สินขณะมีชีวิตอยู่ก็มีภาษีการให้ของตัวเองที่ต้องพิจารณาเช่นกัน ไม่ใช่ช่องทางที่ปลอดภาษีเสมอไป การวางแผนที่ดีต้องเปรียบเทียบภาระภาษีทั้งสองทางตามมูลค่าทรัพย์สินและความสัมพันธ์จริง ควรปรึกษานักบัญชีภาษีก่อนตัดสินใจ ไม่ใช่ทำตามความเชื่อที่ได้ยินมา
สรุป
- ภาษีมรดกเก็บจากทายาทที่ได้รับทรัพย์หลังผู้เสียชีวิตเกินวงเงิน ส่วนภาษีการให้เก็บจากผู้รับทรัพย์สินขณะผู้ให้ยังมีชีวิตอยู่ ทั้งสองมีวงเงินยกเว้นแยกกัน
- วงเงินยกเว้นและอัตราภาษีเปลี่ยนแปลงได้ตามกฎหมาย ต้องตรวจสอบตัวเลขล่าสุดกับกรมสรรพากรก่อนวางแผนทุกครั้ง ไม่ใช้ตัวเลขจากความจำ
- ทรัพย์สินมูลค่าสูงหรือครอบครัวที่มีโครงสร้างซับซ้อนควรปรึกษานักบัญชีภาษีหรือทนายความ ไม่วางแผนเองทั้งหมด
- การวางแผนภาษีเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการวางแผนทรัพย์สิน ความต้องการที่แท้จริงของเจ้าของทรัพย์สินยังคงเป็นหลักสำคัญที่สุด
แหล่งข้อมูล
- ภาษีการรับมรดกและภาษีการรับให้ — กรมสรรพากร (เปิดในแท็บใหม่)(เข้าถึงเมื่อ 2026-09-18)
- แนวทางการวางแผนทรัพย์สินก่อนเกษียณ — กรมกิจการผู้สูงอายุ (เปิดในแท็บใหม่)(เข้าถึงเมื่อ 2026-09-18)
- การให้คำปรึกษากฎหมายเรื่องมรดกและพินัยกรรม — สำนักงานศาลยุติธรรม (เปิดในแท็บใหม่)(เข้าถึงเมื่อ 2026-09-18)
จัดทำโดยทีมกองบรรณาธิการสูงวัยไทย
เครื่องมือและคู่มือที่เกี่ยวข้อง
บทความที่เกี่ยวข้อง

พ่อบอกอยากทำพินัยกรรมไว้ให้ชัดเจน ควรเริ่มต้นอย่างไรให้ลูกหลานไม่ทะเลาะกัน
พินัยกรรมช่วยให้ความประสงค์เรื่องทรัพย์สินของผู้สูงอายุชัดเจนและลดโอกาสขัดแย้งในครอบครัว แต่หลายบ้านไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไรหรือกังวลว่าพูดเรื่องนี้แล้วจะดูแช่งตัวเอง คู่มือนี้ช่วยให้เริ่มต้นพูดคุยและเตรียมเอกสารอย่างรอบคอบ

วิธีทำรายการทรัพย์สินของผู้สูงอายุให้ครบและปลอดภัย ทีละขั้นตอน
ขั้นตอนที่เป็นรูปธรรมสำหรับครอบครัวในการรวบรวมรายการทรัพย์สินของผู้สูงอายุ ตั้งแต่แบ่งหมวดหมู่ทรัพย์สิน เก็บเอกสารสิทธิ์ ไปจนถึงเก็บรักษาบันทึกให้ปลอดภัยและตรวจสอบได้

จะเขียนพินัยกรรมแบ่งมรดกให้ลูกเท่ากันทุกคน หรือแบ่งไม่เท่ากันตามการดูแลจริง ดี
ผู้สูงอายุหลายคนลังเลระหว่างการแบ่งมรดกให้ลูกเท่ากันทุกคนเพื่อความเป็นธรรมทางตัวเลข กับการแบ่งไม่เท่ากันตามภาระการดูแลที่แต่ละคนทำจริง คู่มือนี้ช่วยชั่งน้ำหนักทั้งสองแนวทางก่อนเขียนพินัยกรรม

เอกสารสำคัญของผู้สูงอายุที่ครอบครัวควรจัดเก็บ
รายการเอกสารสำคัญที่ครอบครัวควรรวบรวมและจัดเก็บให้เป็นระบบ เพื่อให้พร้อมใช้งานเมื่อเกิดเหตุจำเป็นหรือฉุกเฉิน