สูงวัยไทย
โอนที่ดินให้ลูกตอนพ่อแม่ยังมีชีวิตอยู่ กับปล่อยให้เป็นมรดก ต่างกันตรงไหน
พิมพ์เมื่อ 21 กันยายน 2026
โอนที่ดินให้ลูกตอนพ่อแม่ยังมีชีวิตอยู่ กับปล่อยให้เป็นมรดก ต่างกันตรงไหน
เปรียบเทียบการโอนที่ดินให้ลูกขณะพ่อแม่ยังมีชีวิตอยู่ กับการปล่อยให้ตกเป็นมรดกหลังเสียชีวิต ทั้งเรื่องภาษี ความเสี่ยง และผลต่อความสัมพันธ์ในครอบครัว
เผยแพร่เมื่อ 20 กันยายน 2026

รูปภาพโดย Ivan S / Pexels
คำตอบสั้น ๆ
- ไม่มีคำตอบเดียวที่ถูกสำหรับทุกครอบครัว การโอนที่ดินให้ลูกตอนพ่อแม่ยังมีชีวิตอยู่ทำให้เห็นผลลัพธ์ชัดเจนและลดข้อพิพาทหลังเสียชีวิต แต่พ่อแม่จะเสียสิทธิควบคุมที่ดินทันทีที่โอน ส่วนการปล่อยให้เป็นมรดกทำให้พ่อแม่ยังคุมทรัพย์สินได้จนวันสุดท้าย แต่เปิดช่องให้พี่น้องขัดแย้งกันเรื่องแบ่งทรัพย์ได้มากกว่า
- ทางภาษี การให้ที่ดินแก่บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายขณะยังมีชีวิตอยู่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในวงเงินตามที่กฎหมายกำหนด ส่วนเกินจากวงเงินต้องเสียภาษีในอัตราที่ต่ำกว่าการโอนกรรมสิทธิ์แบบซื้อขายทั่วไป ขณะที่มรดกที่ดินก็มีวงเงินยกเว้นภาษีมรดกของตัวเองเช่นกัน รายละเอียดวงเงินและเงื่อนไขเปลี่ยนแปลงได้ตามกฎหมาย ควรตรวจสอบตัวเลขล่าสุดกับกรมสรรพากรก่อนตัดสินใจจริง
- สิ่งที่มักถูกมองข้ามคือค่าใช้จ่ายหน้าสำนักงานที่ดิน เช่น ค่าธรรมเนียมการโอนและอากรแสตมป์ ซึ่งเกิดขึ้นทันทีไม่ว่าจะเลือกทางไหน ต่างจากภาษีที่อาจผ่อนหรือยกเว้นได้บางส่วน ครอบครัวจึงควรเตรียมเงินสดสำหรับค่าใช้จ่ายหน้างานไว้ล่วงหน้า ไม่ใช่คิดว่าโอนให้ลูกแล้วไม่มีค่าใช้จ่ายอะไรเลย
- การตัดสินใจนี้ไม่ใช่แค่เรื่องภาษีหรือกฎหมาย แต่เกี่ยวพันกับความมั่นคงของพ่อแม่เองด้วย หากโอนที่ดินผืนเดียวที่อยู่อาศัยให้ลูกไปแล้วและความสัมพันธ์เปลี่ยนไป พ่อแม่อาจไม่มีอำนาจต่อรองเรื่องที่อยู่อาศัยของตัวเองอีกต่อไป จุดนี้ควรคิดให้รอบคอบก่อนเซ็นเอกสารที่สำนักงานที่ดิน
เหมาะกับใคร
- เหมาะกับครอบครัวที่พ่อแม่มีที่ดินหรือบ้านเป็นทรัพย์สินหลัก และกำลังคุยกันเรื่องจะส่งต่อทรัพย์สินอย่างไรให้ลูกหลานโดยลดปัญหาในอนาคต
- ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายหรือภาษีเฉพาะกรณี ตัวเลขภาษีและค่าธรรมเนียมเปลี่ยนแปลงได้ตามกฎหมายที่บังคับใช้ ควรปรึกษาเจ้าหน้าที่สำนักงานที่ดินหรือนักบัญชีภาษีก่อนดำเนินการจริงทุกครั้ง
สิ่งที่ควรรู้
โอนตอนมีชีวิตอยู่ ควบคุมผลลัพธ์ได้มากกว่า แต่เสียอำนาจทันที
ข้อดีของการโอนที่ดินให้ลูกขณะพ่อแม่ยังมีชีวิตอยู่คือพ่อแม่เห็นผลลัพธ์ด้วยตาตัวเองว่าใครได้อะไร และสามารถอธิบายเหตุผลกับลูกทุกคนพร้อมกันได้ ลดโอกาสที่พี่น้องจะทะเลาะกันภายหลังว่าพ่อแม่ตั้งใจแบ่งแบบนี้จริงหรือมีใครบิดเบือน แต่จุดที่ต้องคิดให้รอบคอบคือ เมื่อจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่สำนักงานที่ดินเรียบร้อยแล้ว ที่ดินผืนนั้นเป็นของลูกตามกฎหมายทันที พ่อแม่ไม่มีสิทธิเรียกคืนได้ง่าย เว้นแต่มีเหตุตามกฎหมายเรื่องการถอนคืนการให้ ซึ่งมีเงื่อนไขจำกัดมาก
ครอบครัวจำนวนไม่น้อยเลือกโอนที่ดินให้ลูกแต่ยังคงอาศัยอยู่ในที่ดินหรือบ้านหลังเดิมต่อไปโดยไม่มีข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษรใด ๆ รองรับ สถานการณ์นี้เสี่ยงมากหากความสัมพันธ์ในครอบครัวเปลี่ยนไป เช่น ลูกแต่งงานใหม่ มีหนี้สิน หรือขายที่ดินต่อโดยไม่ปรึกษาพ่อแม่ก่อน หากต้องการความมั่นใจเรื่องสิทธิอยู่อาศัย ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายเรื่องการจดทะเบียนสิทธิเก็บกินหรือเงื่อนไขอื่นควบคู่ไปกับการโอนกรรมสิทธิ์
ปล่อยเป็นมรดก คุมทรัพย์สินได้จนวันสุดท้าย แต่เสี่ยงข้อพิพาทมากกว่า
การปล่อยให้ที่ดินตกเป็นมรดกหลังเสียชีวิตทำให้พ่อแม่ยังคงเป็นเจ้าของและมีอำนาจตัดสินใจเต็มที่จนถึงวันสุดท้ายของชีวิต ทั้งเรื่องจะขาย จะให้เช่า หรือจะเปลี่ยนใจแบ่งใหม่ก็ทำได้ตราบใดที่ยังมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ แต่จุดอ่อนคือ หากไม่มีพินัยกรรมที่ชัดเจน ที่ดินจะถูกแบ่งตามหลักทายาทโดยธรรมตามกฎหมาย ซึ่งอาจไม่ตรงกับความต้องการที่แท้จริงของพ่อแม่ และเปิดช่องให้ทายาทตีความเจตนาต่างกันจนเกิดข้อพิพาท
กระบวนการหลังเสียชีวิตยังต้องผ่านขั้นตอนขอเป็นผู้จัดการมรดกที่ศาล ซึ่งใช้เวลาและอาจมีค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะหากทายาทบางคนไม่ยินยอมหรือมีข้อโต้แย้งเรื่องคุณสมบัติผู้จัดการมรดก ครอบครัวที่คาดว่าจะมีความเห็นไม่ตรงกันควรเตรียมพินัยกรรมที่ระบุชัดเจนไว้ล่วงหน้า และอาจระบุตัวผู้จัดการมรดกไว้ในพินัยกรรมเพื่อลดขั้นตอนโต้แย้งในชั้นศาล
ภาษีและค่าธรรมเนียม ตัวแปรที่เปลี่ยนได้และต้องตรวจก่อนตัดสินใจ
ทั้งสองทางมีภาระภาษีที่แตกต่างกันในรายละเอียด การให้โดยเสน่หาแก่บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายมักได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีเงินได้ในวงเงินตามที่กฎหมายกำหนดต่อปี ส่วนที่เกินวงเงินต้องเสียภาษีในอัตราที่กฎหมายกำหนดสำหรับกรณีนี้โดยเฉพาะ ขณะที่มรดกก็มีวงเงินยกเว้นภาษีมรดกของตัวเอง ซึ่งสูงกว่าวงเงินยกเว้นของการให้ในบางกรณี ตัวเลขวงเงินเหล่านี้เป็นเรื่องที่กฎหมายปรับเปลี่ยนได้ตามนโยบายรัฐบาล ครอบครัวจึงไม่ควรใช้ตัวเลขที่เคยได้ยินมาจากคนรู้จักเป็นฐานการตัดสินใจ ควรตรวจสอบวงเงินและอัตราที่ใช้บังคับจริง ณ วันที่จะดำเนินการกับกรมสรรพากรหรือสำนักงานที่ดินโดยตรง
นอกจากภาษี ยังมีค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมที่สำนักงานที่ดิน และอากรแสตมป์ที่ต้องชำระตามมูลค่าที่ดินไม่ว่าจะโอนแบบให้หรือรับมรดก ครอบครัวควรสอบถามยอดค่าใช้จ่ายรวมล่วงหน้าจากเจ้าหน้าที่สำนักงานที่ดินในพื้นที่ เพื่อเตรียมเงินสดให้พร้อมในวันทำธุรกรรมจริง ไม่ควรไปถึงหน้าเคาน์เตอร์แล้วจึงพบว่าเงินไม่พอ
ผลกระทบต่อความมั่นคงของพ่อแม่เองที่มักถูกมองข้าม
ในชีวิตจริง จุดที่ครอบครัวมักเข้าใจผิดคือคิดว่าการโอนที่ดินให้ลูกเร็วเป็นการ วางแผนที่ดี เสมอไป แต่หากที่ดินผืนนั้นคือบ้านที่พ่อแม่อาศัยอยู่ และพ่อแม่ยังต้องพึ่งพารายได้จากที่ดิน เช่น ให้เช่าทำการเกษตร การโอนกรรมสิทธิ์ทั้งหมดออกไปโดยไม่มีเงื่อนไขคุ้มครองใด ๆ อาจทำให้พ่อแม่สูญเสียความมั่นคงทางการเงินและที่อยู่อาศัยในบั้นปลายชีวิตได้จริง โดยเฉพาะหากภายหลังเกิดความขัดแย้งในครอบครัวหรือผู้รับโอนประสบปัญหาหนี้สินจนที่ดินถูกบังคับขายทอดตลาด
ครอบครัวที่ตัดสินใจโอนที่ดินให้ลูกควรแยกให้ชัดว่าจะโอนที่ดินผืนใด ที่ดินที่ไม่ใช่ที่อยู่อาศัยหลักหรือไม่ใช่แหล่งรายได้เดียวของพ่อแม่มักปลอดภัยกว่าการโอนที่ดินผืนที่พ่อแม่ยังต้องใช้ชีวิตอยู่ในนั้นจริง หากจำเป็นต้องโอนที่ดินที่ยังต้องอาศัยอยู่ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายเรื่องการกำหนดเงื่อนไขคุ้มครองสิทธิอยู่อาศัยของพ่อแม่ไว้ในสัญญาหรือจดทะเบียนควบคู่กันไป

รูปภาพโดย Kampus Production / Pexels
ขั้นตอนที่ควรทำ
ขั้นที่ 1: คุยเป้าหมายกับทุกฝ่ายก่อนตัดสินใจวิธีการ
ก่อนเลือกว่าจะโอนตอนมีชีวิตหรือปล่อยเป็นมรดก พ่อแม่ควรคุยตรง ๆ กับตัวเองก่อนว่าอะไรสำคัญที่สุด ความมั่นคงในที่อยู่อาศัย ความยุติธรรมระหว่างลูกแต่ละคน หรือการลดภาระภาษี แล้วจึงชวนลูกทุกคนคุยพร้อมกันเพื่อลดความรู้สึกว่าถูกกันออกจากการตัดสินใจ
- ระบุที่ดินหรือทรัพย์สินทั้งหมดที่เกี่ยวข้องให้ครบก่อนคุย
- ถามพ่อแม่ตรง ๆ ว่ายังต้องพึ่งพาที่ดินผืนนี้เพื่อที่อยู่อาศัยหรือรายได้หรือไม่
- จดบันทึกเจตนาของพ่อแม่ไว้เป็นลายลักษณ์อักษรแม้ยังไม่ตัดสินใจขั้นสุดท้าย
ขั้นที่ 2: ตรวจสอบตัวเลขภาษีและค่าธรรมเนียมล่าสุดก่อนเลือกทาง
ติดต่อกรมสรรพากรหรือนักบัญชีภาษีเพื่อขอตัวเลขวงเงินยกเว้นภาษีที่ใช้บังคับจริงในปีนั้น ทั้งกรณีให้โดยเสน่หาและกรณีมรดก แล้วนำมาเปรียบเทียบกับมูลค่าที่ดินจริงเพื่อประเมินภาระภาษีทั้งสองทาง
- สอบถามค่าธรรมเนียมจดทะเบียนและอากรแสตมป์จากสำนักงานที่ดินในพื้นที่
- เตรียมเอกสารประเมินราคาที่ดินปัจจุบันจากกรมที่ดิน
- หากมูลค่าที่ดินสูง ควรปรึกษานักบัญชีภาษีเพื่อประเมินความคุ้มค่าของแต่ละทางเลือก
ขั้นที่ 3: กำหนดเงื่อนไขคุ้มครองพ่อแม่หากเลือกโอนขณะยังมีชีวิตอยู่
หากตัดสินใจโอนที่ดินให้ลูกขณะยังมีชีวิตอยู่ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายเรื่องการกำหนดเงื่อนไขคุ้มครองสิทธิอยู่อาศัยหรือรายได้ของพ่อแม่ไว้อย่างชัดเจน ไม่ปล่อยให้เป็นเพียงข้อตกลงปากเปล่าในครอบครัว
- สอบถามเจ้าหน้าที่สำนักงานที่ดินเรื่องการจดทะเบียนสิทธิเก็บกินหรือสิทธิอาศัยควบคู่กับการโอนกรรมสิทธิ์
- หากมีลูกหลายคน พิจารณาว่าจะโอนให้คนเดียวหรือแบ่งสัดส่วนกรรมสิทธิ์ร่วม
- เก็บสำเนาเอกสารการโอนทุกฉบับไว้ในแฟ้มเอกสารสำคัญของครอบครัว
ขั้นที่ 4: จัดทำพินัยกรรมให้ชัดเจนหากเลือกปล่อยเป็นมรดก
หากตัดสินใจปล่อยที่ดินให้เป็นมรดก ควรจัดทำพินัยกรรมที่ระบุการแบ่งทรัพย์สินอย่างชัดเจนและระบุตัวผู้จัดการมรดกไว้ล่วงหน้า เพื่อลดขั้นตอนโต้แย้งในชั้นศาลหลังจากพ่อแม่เสียชีวิต
- ปรึกษาทนายความหรือหน่วยงานให้คำปรึกษากฎหมายก่อนร่างพินัยกรรม
- แจ้งให้ทายาทหลักทราบว่ามีพินัยกรรมอยู่ที่ใด
- ทบทวนพินัยกรรมใหม่ทุกครั้งที่สถานการณ์ครอบครัวเปลี่ยนแปลงสำคัญ
สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง
- อย่าตัดสินใจโอนที่ดินให้ลูกคนเดียวโดยไม่คุยกับลูกคนอื่นเลย เพราะมักกลายเป็นชนวนความขัดแย้งในภายหลัง
- อย่าโอนที่ดินที่พ่อแม่ยังต้องอาศัยอยู่จริงโดยไม่มีเงื่อนไขคุ้มครองสิทธิอยู่อาศัยเป็นลายลักษณ์อักษร
- อย่าเชื่อตัวเลขวงเงินยกเว้นภาษีที่ได้ยินมาจากคนรู้จักโดยไม่ตรวจสอบกับกรมสรรพากรก่อนดำเนินการจริง
- อย่าปล่อยให้เรื่องมรดกไม่มีพินัยกรรมเพียงเพราะคิดว่าลูกทุกคนเข้าใจกันดีอยู่แล้ว
- อย่าเร่งรัดให้พ่อแม่ตัดสินใจโอนทรัพย์สินภายในเวลาสั้น ๆ โดยเฉพาะหากมีลูกเพียงคนเดียวเป็นผู้เร่งเรื่อง
เมื่อใดควรขอความช่วยเหลือ
- หากมีสัญญาณว่าพ่อแม่ถูกกดดัน ข่มขู่ หรือถูกหลอกให้เซ็นเอกสารโอนที่ดินโดยไม่เข้าใจผลลัพธ์อย่างแท้จริง ควรติดต่อสำนักงานอัยการคุ้มครองสิทธิหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันทีเพื่อขอความช่วยเหลือ ไม่ปล่อยผ่านเพราะเกรงใจคนในครอบครัว
- ติดต่อสำนักงานที่ดินในพื้นที่ภายในสัปดาห์นี้หากต้องการทราบตัวเลขค่าธรรมเนียมและอากรแสตมป์จริงก่อนตัดสินใจเลือกวิธีโอนทรัพย์สิน
- ปรึกษาทนายความหรือหน่วยให้คำปรึกษากฎหมายฟรีเมื่อครอบครัวมีความเห็นไม่ตรงกันเรื่องการแบ่งทรัพย์สิน หรือมีลูกจากการสมรสหลายครั้งที่ต้องพิจารณาสิทธิร่วมกัน
- เฝ้าสังเกตและบันทึกไว้หากยังอยู่ในขั้นตอนพูดคุยเบื้องต้นในครอบครัว ยังไม่มีความขัดแย้งหรือความเร่งด่วนใด ๆ แล้วนำมาทบทวนอีกครั้งเมื่อพร้อมตัดสินใจจริง
เช็กลิสต์สรุป
- ระบุที่ดินและทรัพย์สินทั้งหมดที่เกี่ยวข้องให้ครบถ้วน
- ถามพ่อแม่ตรง ๆ ว่ายังต้องพึ่งพาที่ดินผืนนี้เพื่ออยู่อาศัยหรือรายได้หรือไม่
- ตรวจสอบวงเงินยกเว้นภาษีล่าสุดกับกรมสรรพากร
- สอบถามค่าธรรมเนียมและอากรแสตมป์กับสำนักงานที่ดินในพื้นที่
- หากเลือกโอนขณะมีชีวิตอยู่ กำหนดเงื่อนไขคุ้มครองสิทธิอยู่อาศัยเป็นลายลักษณ์อักษร
- หากเลือกปล่อยเป็นมรดก จัดทำพินัยกรรมที่ระบุการแบ่งทรัพย์สินชัดเจน
- เก็บสำเนาเอกสารทุกฉบับไว้ในแฟ้มเอกสารสำคัญของครอบครัว
คำถามที่พบบ่อย
โอนที่ดินให้ลูกตอนมีชีวิตอยู่ ต้องเสียภาษีเท่าไร
ขึ้นอยู่กับมูลค่าที่ดินและวงเงินยกเว้นภาษีที่กฎหมายกำหนดในขณะนั้น การให้บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายมักได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีในวงเงินหนึ่ง ส่วนเกินต้องเสียภาษีตามอัตราที่กำหนด ควรตรวจสอบตัวเลขล่าสุดกับกรมสรรพากรก่อนดำเนินการจริง เพราะวงเงินและอัตราปรับเปลี่ยนได้ตามกฎหมาย
ถ้าโอนที่ดินให้ลูกไปแล้ว พ่อแม่ขอคืนได้ไหม
โดยหลักการทั่วไป เมื่อจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์เรียบร้อยแล้ว ที่ดินเป็นของผู้รับตามกฎหมายทันที การเรียกคืนทำได้เฉพาะในกรณีที่กฎหมายกำหนดไว้เรื่องการถอนคืนการให้ ซึ่งมีเงื่อนไขจำกัดมาก ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายก่อนตัดสินใจโอนเพื่อเข้าใจผลลัพธ์อย่างครบถ้วน
ไม่มีพินัยกรรม ที่ดินจะถูกแบ่งอย่างไรหลังพ่อแม่เสียชีวิต
หากไม่มีพินัยกรรม ที่ดินจะถูกแบ่งตามหลักทายาทโดยธรรมตามกฎหมาย ซึ่งอาจไม่ตรงกับความต้องการที่แท้จริงของพ่อแม่ และทายาทต้องดำเนินการขอเป็นผู้จัดการมรดกที่ศาลก่อนจึงจะแบ่งทรัพย์สินได้ หากคาดว่าครอบครัวอาจมีความเห็นไม่ตรงกัน ควรจัดทำพินัยกรรมไว้ล่วงหน้า
ลูกหลายคน ควรโอนที่ดินให้เท่ากันทุกคนหรือไม่
ไม่มีสูตรตายตัว บางครอบครัวเลือกแบ่งเท่ากันเพื่อความยุติธรรม บางครอบครัวเลือกแบ่งตามภาระที่แต่ละคนรับผิดชอบดูแลพ่อแม่ สิ่งสำคัญคือพ่อแม่ควรอธิบายเหตุผลให้ลูกทุกคนเข้าใจตรงกัน ไม่ใช่ปล่อยให้ลูกคนใดคนหนึ่งรู้สึกว่าถูกกันออกโดยไม่มีคำอธิบาย
การโอนที่ดินให้ลูกกับการทำพินัยกรรม เลือกทำทั้งสองอย่างพร้อมกันได้ไหม
ได้ ครอบครัวจำนวนมากเลือกโอนที่ดินบางผืนให้ลูกขณะมีชีวิตอยู่ และปล่อยทรัพย์สินส่วนที่เหลือให้เป็นมรดกตามพินัยกรรม วิธีนี้ช่วยให้พ่อแม่ยังมีทรัพย์สินสำรองไว้ใช้จ่ายในบั้นปลายชีวิต ขณะที่ก็วางแผนส่งต่อทรัพย์สินบางส่วนไว้ล่วงหน้าด้วย
ถ้าพ่อแม่ยังอยู่ในที่ดินที่โอนให้ลูกไปแล้ว มีวิธีป้องกันไม่ให้ถูกไล่ออกไหม
มี ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายเรื่องการจดทะเบียนสิทธิเก็บกินหรือสิทธิอาศัยควบคู่กับการโอนกรรมสิทธิ์ ซึ่งเป็นสิทธิที่กฎหมายรองรับให้พ่อแม่ยังคงมีสิทธิอยู่อาศัยในที่ดินนั้นต่อไป แม้กรรมสิทธิ์จะโอนเป็นของลูกแล้วก็ตาม
สรุป
- ไม่มีทางเลือกใดถูกเสมอไป การโอนตอนมีชีวิตอยู่ควบคุมผลลัพธ์ได้มากกว่าแต่เสียอำนาจทันที ส่วนมรดกคุมทรัพย์สินได้จนวันสุดท้ายแต่เสี่ยงข้อพิพาทมากกว่า
- ภาษีและค่าธรรมเนียมเปลี่ยนแปลงได้ตามกฎหมาย ต้องตรวจสอบตัวเลขล่าสุดกับกรมสรรพากรและสำนักงานที่ดินก่อนตัดสินใจทุกครั้ง
- ความมั่นคงของพ่อแม่เองต้องมาก่อนเสมอ โดยเฉพาะหากที่ดินผืนนั้นคือที่อยู่อาศัยหลักหรือแหล่งรายได้เดียว
- ไม่ว่าจะเลือกทางใด การคุยกับลูกทุกคนอย่างเปิดเผยและมีเอกสารรองรับชัดเจนคือสิ่งที่ลดความขัดแย้งได้มากที่สุด
แหล่งข้อมูล
- การจดทะเบียนโอนที่ดินและการให้โดยเสน่หา — กรมที่ดิน (เปิดในแท็บใหม่)(เข้าถึงเมื่อ 2026-09-18)
- ภาษีการรับให้และภาษีมรดก — กรมสรรพากร (เปิดในแท็บใหม่)(เข้าถึงเมื่อ 2026-09-18)
- การให้คำปรึกษากฎหมายแก่ประชาชน — สำนักงานศาลยุติธรรม (เปิดในแท็บใหม่)(เข้าถึงเมื่อ 2026-09-18)
จัดทำโดยทีมกองบรรณาธิการสูงวัยไทย
เครื่องมือและคู่มือที่เกี่ยวข้อง
บทความที่เกี่ยวข้อง

พ่อบอกอยากทำพินัยกรรมไว้ให้ชัดเจน ควรเริ่มต้นอย่างไรให้ลูกหลานไม่ทะเลาะกัน
พินัยกรรมช่วยให้ความประสงค์เรื่องทรัพย์สินของผู้สูงอายุชัดเจนและลดโอกาสขัดแย้งในครอบครัว แต่หลายบ้านไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไรหรือกังวลว่าพูดเรื่องนี้แล้วจะดูแช่งตัวเอง คู่มือนี้ช่วยให้เริ่มต้นพูดคุยและเตรียมเอกสารอย่างรอบคอบ

จะเขียนพินัยกรรมแบ่งมรดกให้ลูกเท่ากันทุกคน หรือแบ่งไม่เท่ากันตามการดูแลจริง ดี
ผู้สูงอายุหลายคนลังเลระหว่างการแบ่งมรดกให้ลูกเท่ากันทุกคนเพื่อความเป็นธรรมทางตัวเลข กับการแบ่งไม่เท่ากันตามภาระการดูแลที่แต่ละคนทำจริง คู่มือนี้ช่วยชั่งน้ำหนักทั้งสองแนวทางก่อนเขียนพินัยกรรม

วิธีทำรายการทรัพย์สินของผู้สูงอายุให้ครบและปลอดภัย ทีละขั้นตอน
ขั้นตอนที่เป็นรูปธรรมสำหรับครอบครัวในการรวบรวมรายการทรัพย์สินของผู้สูงอายุ ตั้งแต่แบ่งหมวดหมู่ทรัพย์สิน เก็บเอกสารสิทธิ์ ไปจนถึงเก็บรักษาบันทึกให้ปลอดภัยและตรวจสอบได้

เอกสารสำคัญของผู้สูงอายุที่ครอบครัวควรจัดเก็บ
รายการเอกสารสำคัญที่ครอบครัวควรรวบรวมและจัดเก็บให้เป็นระบบ เพื่อให้พร้อมใช้งานเมื่อเกิดเหตุจำเป็นหรือฉุกเฉิน