สูงวัยไทย

โทร 1669 ให้ผู้สูงอายุ อาการแบบไหนที่ห้ามรอ และต้องบอกอะไรให้รถฉุกเฉินมาถึงเร็วที่สุด

คู่มือใช้สายด่วนการแพทย์ฉุกเฉิน 1669 กับผู้สูงอายุ ตั้งแต่กลุ่มอาการที่ต้องโทรทันทีโดยไม่รอดูอาการ ข้อมูลที่ต้องเตรียมไว้พูดในสาย สิ่งที่ควรทำระหว่างรอ ไปจนถึงการซ้อมบทบาทของคนในบ้านล่วงหน้า

18 นาทีในการอ่าน

เผยแพร่เมื่อ 20 กันยายน 2026

Close-up of a smartphone displaying emergency number 112 outdoors.

รูปภาพโดย cottonbro studio / Pexels

ข้อจำกัดความรับผิดชอบทางการแพทย์

เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ ไม่สามารถใช้วินิจฉัย รักษา หรือป้องกันโรคได้ หากมีอาการผิดปกติหรือมีความเสี่ยง ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร

คำตอบสั้น ๆ

  • ถ้าผู้สูงอายุหมดสติ ปลุกไม่ตื่น หายใจเฮือกหรือหยุดหายใจ เจ็บแน่นหน้าอก ปากเบี้ยว แขนขาอ่อนแรงข้างเดียว พูดไม่ชัด ชัก เลือดออกไม่หยุด หรือหกล้มแล้วศีรษะกระแทก ให้โทร 1669 ทันทีโดยไม่ต้องรอดูอาการอีกสักพัก นี่คือกลุ่มที่การรอทำให้ผลการรักษาแย่ลงจริง
  • 1669 คือสายด่วนการแพทย์ฉุกเฉินของประเทศไทยซึ่งรับแจ้งเหตุตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงและไม่มีค่าโทร หน้าที่ของผู้แจ้งคือบอกให้ครบสามอย่างก่อนอย่างอื่น คือเกิดอะไรขึ้น อยู่ที่ไหน และผู้ป่วยยังรู้สึกตัวและหายใจอยู่หรือไม่
  • อย่าวางสายเองจนกว่าเจ้าหน้าที่จะบอกให้วาง เพราะเจ้าหน้าที่จะซักถามเพิ่มเพื่อคัดแยกระดับความฉุกเฉินและให้คำแนะนำสิ่งที่ต้องทำระหว่างรอ ซึ่งในบางกรณีคือสิ่งที่ช่วยชีวิตได้ก่อนชุดปฏิบัติการจะไปถึง
  • ผู้สูงอายุมักแสดงอาการไม่ตรงแบบอย่างที่คนทั่วไปคาด เช่น ภาวะหัวใจขาดเลือดที่มาด้วยอาการเหนื่อยหรือสับสนแทนการเจ็บหน้าอก หรือการติดเชื้อรุนแรงที่ไม่มีไข้ ดังนั้นการที่ท่านเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างรวดเร็วโดยอธิบายไม่ได้ ถือเป็นเหตุให้โทรปรึกษาได้เสมอ
  • สิ่งที่ทำให้รถไปถึงเร็วขึ้นคือสิ่งที่เตรียมไว้ก่อนเกิดเหตุ ได้แก่ ที่อยู่พร้อมจุดสังเกตที่พูดได้ทันที บัตรข้อมูลฉุกเฉินที่มีโรคประจำตัวและรายการยา และการตกลงกันไว้ล่วงหน้าว่าใครโทร ใครเปิดประตู และใครรอรับที่ปากทาง

เหมาะกับใคร

  • เหมาะกับลูกหลานที่ดูแลผู้สูงอายุที่บ้านและเคยลังเลว่าอาการแบบนี้ควรโทรเรียกรถฉุกเฉินหรือรอไปโรงพยาบาลเองตอนเช้า จนเสียเวลาไปกับการตัดสินใจในนาทีที่สำคัญที่สุด
  • เหมาะกับครอบครัวที่มีผู้สูงอายุโรคประจำตัวหลายโรคหรือใช้ยาหลายชนิด ซึ่งต้องเตรียมข้อมูลให้พร้อมสำหรับทีมฉุกเฉินไว้ล่วงหน้า
  • เหมาะกับบ้านที่ผู้สูงอายุอยู่ลำพังบางช่วงเวลา และต้องการวางระบบให้ท่านขอความช่วยเหลือได้เองเมื่อไม่มีใครอยู่
  • ไม่เหมาะเป็นคู่มือวินิจฉัยโรคหรือคู่มือปฐมพยาบาลแบบลงมือทำ บทความนี้ช่วยให้ตัดสินใจโทรและสื่อสารได้เร็วขึ้นเท่านั้น ส่วนการช่วยฟื้นคืนชีพหรือการห้ามเลือดควรเรียนจากการอบรมของหน่วยงานที่จัดสอนจริง

สิ่งที่ควรรู้

กลุ่มอาการที่ต้องโทรทันที ไม่ใช่กลุ่มที่รอดูอาการได้

เส้นแบ่งที่ครอบครัวต้องจำให้ได้คือกลุ่มอาการที่เวลาเป็นตัวตัดสินผลการรักษา ได้แก่ อาการของโรคหลอดเลือดสมอง คือปากเบี้ยว แขนขาอ่อนแรงซีกเดียว พูดไม่ชัดหรือฟังไม่เข้าใจ ซึ่งต้องจดเวลาที่เริ่มมีอาการให้แม่นที่สุดเพราะมีผลต่อวิธีรักษา อาการของภาวะหัวใจขาดเลือด คือเจ็บแน่นหน้าอกเหมือนมีของหนักทับ ร้าวไปกราม คอ หรือแขน มีเหงื่อแตกและคลื่นไส้ร่วมด้วย รวมถึงภาวะหมดสติ หายใจเฮือกหรือไม่หายใจ ชักต่อเนื่อง และเลือดออกที่ห้ามไม่อยู่

อีกกลุ่มที่มักถูกประเมินต่ำเกินไปคือการหกล้มในผู้สูงอายุ ถ้าล้มแล้วศีรษะกระแทก อาเจียน ซึมลง สับสนกว่าเดิม หรือผู้สูงอายุรายนั้นใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดอยู่ ต้องถือเป็นเหตุฉุกเฉินแม้ภายนอกจะดูปกติ เพราะเลือดออกในกะโหลกศีรษะอาจแสดงอาการช้าเป็นชั่วโมง และถ้าล้มแล้วลุกไม่ได้ ลงน้ำหนักขาไม่ได้ หรือขาผิดรูป ก็ไม่ควรพยายามอุ้มเคลื่อนย้ายกันเองที่บ้าน

สิ่งที่ต้องเข้าใจเพิ่มสำหรับผู้สูงอายุคือเรื่องอาการแสดงไม่ตรงแบบ ซึ่งหมายถึงการที่โรคเฉียบพลันรุนแรงมาด้วยอาการที่ดูไม่เกี่ยวข้อง เช่น ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะแล้วมาด้วยอาการสับสนเฉียบพลันโดยไม่มีไข้ หรือหัวใจขาดเลือดที่มาด้วยอาการอ่อนเพลียและหายใจเหนื่อยเท่านั้น ดังนั้นการที่ท่านซึมลง พูดจาสับสน หรือทำกิจวัตรประจำวันที่เคยทำเองได้ไม่ได้ในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง จึงเป็นสัญญาณที่ต้องรีบขอความช่วยเหลือ ไม่ใช่รอดูข้ามคืน

  • ปากเบี้ยว แขนขาอ่อนแรงข้างเดียว หรือพูดไม่ชัด ให้จดเวลาที่เริ่มมีอาการแล้วโทรทันที
  • เจ็บแน่นหน้าอก เหงื่อแตก หรือหายใจไม่ทัน ห้ามขับรถพาไปเองโดยไม่ปรึกษาสายด่วน
  • หมดสติ ปลุกไม่ตื่น หายใจเฮือก หรือชัก ให้โทรก่อนทำอย่างอื่นเสมอ
  • ล้มแล้วศีรษะกระแทก ซึมลง หรือใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ถือเป็นเหตุฉุกเฉิน
  • สับสนเฉียบพลันหรือซึมลงเร็วโดยอธิบายไม่ได้ เป็นเหตุให้โทรปรึกษาได้

สิ่งที่เจ้าหน้าที่จะถาม และเหตุผลที่ต้องถามแบบนั้น

คำถามแรกของเจ้าหน้าที่มักไม่ใช่ชื่อผู้ป่วย แต่เป็นสถานที่เกิดเหตุ เพราะข้อมูลนี้ทำให้สั่งชุดปฏิบัติการที่ใกล้ที่สุดออกได้ก่อนที่จะซักถามส่วนที่เหลือ ผู้แจ้งจึงควรพูดที่อยู่พร้อมจุดสังเกตที่หาง่ายจริงในเวลากลางคืน เช่น ชื่อซอย ปากทางเข้า สีของรั้ว หรืออาคารที่มองเห็นได้จากถนนใหญ่ แล้วจึงตามด้วยเบอร์โทรกลับของผู้แจ้ง

ชุดคำถามถัดมาคือเรื่องการรู้สึกตัวและการหายใจ เพราะเป็นตัวกำหนดระดับความเร่งด่วนและคำแนะนำที่เจ้าหน้าที่จะให้ระหว่างรอ หากผู้ป่วยไม่รู้สึกตัวและไม่หายใจตามปกติ เจ้าหน้าที่จะแนะนำวิธีช่วยเหลือทางโทรศัพท์ไปพร้อมกับที่รถกำลังเดินทาง ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่สุดที่ห้ามวางสายก่อนได้รับอนุญาต

ส่วนข้อมูลสุขภาพ เช่น โรคประจำตัว ยาที่ใช้อยู่ ประวัติแพ้ยา การผ่าตัดหรืออุปกรณ์ฝังในร่างกาย จะถูกถามเพื่อส่งต่อให้ทีมที่มารับและโรงพยาบาลปลายทางเตรียมตัวล่วงหน้า ครอบครัวที่ทำบัตรข้อมูลฉุกเฉินไว้ที่ตู้เย็นหรือในกระเป๋าเงินของผู้สูงอายุจะตอบส่วนนี้ได้ภายในไม่กี่วินาที ขณะที่บ้านที่ไม่ได้เตรียมไว้มักเสียเวลาไปกับการค้นซองยาในห้องนอน

  • เตรียมประโยคบอกที่อยู่พร้อมจุดสังเกตไว้ให้พูดได้ทันทีโดยไม่ต้องคิด
  • บอกว่าผู้ป่วยรู้สึกตัวหรือไม่ และหายใจปกติหรือไม่ เป็นลำดับต้น ๆ
  • บอกเวลาที่เริ่มมีอาการ ไม่ใช่เวลาที่เพิ่งมาเห็น
  • แจ้งโรคประจำตัว ยาที่ใช้ และประวัติแพ้ยาให้ครบ
  • เปิดลำโพงโทรศัพท์ไว้เพื่อให้ทำตามคำแนะนำได้พร้อมกับที่ยังคุยอยู่

ระหว่างรอรถ สิ่งที่ควรทำและสิ่งที่ห้ามทำ

ช่วงเวลาระหว่างแจ้งเหตุกับรถมาถึงคือช่วงที่ครอบครัวทำผิดพลาดได้ง่ายที่สุดเพราะตื่นตกใจ หลักง่าย ๆ คือไม่ให้ผู้ป่วยกินหรือดื่มอะไรทั้งสิ้น รวมถึงน้ำเปล่าและยาที่คิดเองว่าน่าจะช่วย เพราะหากต้องทำหัตถการหรือมีปัญหาการกลืน การมีอาหารในกระเพาะจะเพิ่มความเสี่ยงสำลัก ยกเว้นกรณีที่เจ้าหน้าที่ในสายแนะนำเป็นอย่างอื่น

เรื่องการจัดท่าให้ยึดตามที่เจ้าหน้าที่แนะนำ โดยหลักคือถ้ารู้สึกตัวและหายใจเหนื่อย มักให้อยู่ในท่านั่งพิงที่สบายที่สุด ถ้าไม่รู้สึกตัวแต่ยังหายใจ มักให้จัดท่านอนตะแคงเพื่อป้องกันการสำลัก และถ้าสงสัยว่ามีการบาดเจ็บของกระดูกสันหลังหรือสะโพกจากการหกล้ม ไม่ควรพยายามอุ้มหรือดึงลุกเอง ให้รอทีมที่มีอุปกรณ์เคลื่อนย้ายที่เหมาะสม

อีกส่วนที่ช่วยได้จริงคือการเตรียมทางเข้า ปลดล็อกประตูรั้ว เปิดไฟหน้าบ้าน นำสัตว์เลี้ยงเข้าที่ ย้ายรถที่ขวางทาง และส่งคนหนึ่งคนไปยืนรอที่ปากซอยหรือหน้าอาคารเพื่อนำทาง ในอาคารสูงควรมีคนกดลิฟต์รอไว้ ส่วนของที่ต้องหยิบติดมือไปด้วยคือบัตรประจำตัวประชาชน เอกสารสิทธิการรักษา บัตรข้อมูลฉุกเฉิน และซองยาทั้งหมดที่ผู้สูงอายุใช้อยู่

  • ห้ามให้กินหรือดื่มอะไรระหว่างรอ เว้นแต่เจ้าหน้าที่แนะนำ
  • ห้ามอุ้มหรือดึงลุกเองเมื่อสงสัยกระดูกหักหรือบาดเจ็บที่หลัง
  • เปิดทางเข้า เปิดไฟ และจัดคนไปรอนำทางที่ปากทาง
  • รวบรวมบัตรประชาชน เอกสารสิทธิ และซองยาทั้งหมดใส่ถุงเดียว
  • จดเวลาที่เริ่มมีอาการและเวลาที่โทรแจ้งไว้ในโทรศัพท์

สิทธิการรักษาฉุกเฉินและความกลัวเรื่องค่าใช้จ่าย

ความลังเลที่พบบ่อยที่สุดของครอบครัวไทยไม่ใช่เรื่องอาการ แต่เป็นความกลัวว่าจะถูกพาไปโรงพยาบาลที่ไม่มีสิทธิแล้วจ่ายไม่ไหว ประเทศไทยมีหลักเกณฑ์สำหรับกรณีเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤตที่เปิดให้เข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลที่ใกล้ที่สุดได้ก่อน โดยการพิจารณาว่าเข้าเกณฑ์ฉุกเฉินวิกฤตหรือไม่เป็นการคัดแยกตามอาการโดยบุคลากรทางการแพทย์ ไม่ใช่การตัดสินใจของญาติ

บทความนี้ไม่ระบุตัวเลขค่าใช้จ่าย เงื่อนไขเวลา หรือรายละเอียดความครอบคลุมใด ๆ เพราะหลักเกณฑ์เหล่านี้เปลี่ยนแปลงได้และต่างกันตามกองทุนสิทธิที่ผู้สูงอายุใช้อยู่ สิ่งที่ครอบครัวควรทำคือตรวจสอบข้อมูลล่าสุดกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่สายด่วน 1330 หรือกับหน่วยงานเจ้าของสิทธิของตนเองไว้ตั้งแต่ตอนที่ยังไม่มีเหตุ ไม่ใช่ตอนยืนอยู่หน้าห้องฉุกเฉิน

สิ่งที่ไม่ควรทำเด็ดขาดคือเลื่อนการโทรออกไปเพื่อรอปรึกษาญาติเรื่องเงินก่อนในกลุ่มอาการที่เวลามีผลต่อชีวิต เพราะความเสียหายจากการมาถึงโรงพยาบาลช้าในโรคหลอดเลือดสมองหรือหัวใจขาดเลือดนั้นแก้คืนไม่ได้ ส่วนเรื่องสิทธิและค่าใช้จ่ายยังตามแก้ไขและยื่นเรื่องภายหลังได้เสมอ

  • การคัดแยกว่าเข้าเกณฑ์ฉุกเฉินวิกฤตหรือไม่เป็นหน้าที่ของบุคลากรทางการแพทย์
  • ตรวจสอบเงื่อนไขสิทธิล่าสุดกับหน่วยงานเจ้าของสิทธิไว้ก่อนเกิดเหตุ
  • เก็บเอกสารสิทธิการรักษาไว้ในจุดที่หยิบได้ทันทีพร้อมบัตรประชาชน
  • อย่าเลื่อนการโทรเพื่อรอปรึกษาเรื่องค่าใช้จ่ายในกลุ่มอาการที่ห้ามรอ
Elderly man in casual setting using a laptop and smartphone indoors, reflecting modern communication.

รูปภาพโดย Helena Lopes / Pexels

ขั้นตอนที่ควรทำ

ขั้นที่ 1: ตัดสินใจให้เร็วด้วยคำถามสามข้อ

แทนที่จะพยายามเดาว่าเป็นโรคอะไร ให้ถามตัวเองสามข้อ คือท่านยังรู้สึกตัวและตอบสนองตามปกติหรือไม่ หายใจปกติหรือไม่ และมีอาการในกลุ่มที่ห้ามรอหรือไม่ ถ้าคำตอบข้อใดข้อหนึ่งทำให้ลังเล ให้ถือว่าเข้าข่ายต้องโทร เพราะการคัดแยกความฉุกเฉินเป็นงานของเจ้าหน้าที่ปลายสาย ไม่ใช่ภาระของญาติที่กำลังตกใจ

  • ประเมินการรู้สึกตัวด้วยการเรียกชื่อและสัมผัสที่ไหล่
  • ดูการหายใจว่าหน้าอกขยับสม่ำเสมอหรือมีเสียงผิดปกติ
  • ตรวจกลุ่มอาการห้ามรอตามรายการที่ติดไว้ที่ตู้เย็น
  • ถ้าลังเลให้โทรก่อน แล้วอธิบายตามจริงว่าไม่แน่ใจตรงไหน

ขั้นที่ 2: โทรและพูดตามลำดับที่ทำให้รถออกได้เร็วที่สุด

เมื่อสายติด ให้พูดสิ่งที่เจ้าหน้าที่ต้องใช้สั่งรถออกก่อน คือเกิดอะไรขึ้นกับใคร อยู่ที่ไหน และผู้ป่วยรู้สึกตัวหรือหายใจอยู่หรือไม่ จากนั้นจึงรอให้เจ้าหน้าที่ถามต่อทีละข้อ การเล่าประวัติยาวตั้งแต่ต้นสายทำให้ข้อมูลสำคัญถูกกลบและเสียเวลาโดยไม่จำเป็น

ให้เปิดลำโพงโทรศัพท์แล้ววางไว้ใกล้ตัวเพื่อให้ทำตามคำแนะนำได้ทันทีโดยไม่ต้องหนีบเครื่องไว้ที่หู และให้คนอื่นในบ้านรับหน้าที่ส่วนที่เหลือ เช่น เปิดประตู เก็บเอกสาร หรือไปรอที่ปากทาง ระหว่างที่ผู้แจ้งยังคงอยู่ในสายกับเจ้าหน้าที่

  • พูดเหตุ สถานที่ และสภาพผู้ป่วยเป็นสามประโยคแรก
  • บอกเบอร์โทรกลับให้ชัดและอย่าโทรออกซ้อนระหว่างรอ
  • เปิดลำโพงและทำตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ทีละขั้น
  • อย่าวางสายจนกว่าเจ้าหน้าที่จะบอกให้วาง
  • มอบหมายงานอื่นในบ้านให้คนที่เหลือทำคู่ขนานไป

ขั้นที่ 3: เตรียมบ้านและเอกสารระหว่างรอ

ให้แบ่งงานกันชัดเจนว่าใครอยู่กับผู้สูงอายุ ใครเปิดทาง และใครเก็บของ คนที่อยู่กับผู้สูงอายุมีหน้าที่สังเกตการหายใจและการตอบสนอง ไม่ใช่เดินไปเดินมาหาของ ส่วนคนเก็บของให้รวบรวมเอกสารและยาทั้งหมดไว้ในถุงใบเดียวเพื่อส่งต่อให้ทีมที่มารับได้ทันที

  • หยิบบัตรประจำตัวประชาชนและเอกสารสิทธิการรักษาของผู้สูงอายุ
  • เก็บซองยาและรายการยาทั้งหมดรวมถึงยาที่ซื้อกินเอง
  • นำบัตรข้อมูลฉุกเฉินที่ระบุโรคประจำตัวและประวัติแพ้ยาไปด้วย
  • จดเวลาที่เริ่มมีอาการ เวลาที่โทร และอาการที่เปลี่ยนไประหว่างรอ
  • ปิดเตาแก๊ส ปิดน้ำ และนำกุญแจบ้านติดตัวไปด้วย

ขั้นที่ 4: ซ้อมไว้ก่อน เพื่อให้วันจริงไม่ต้องคิด

แผนฉุกเฉินที่ไม่เคยถูกซ้อมมักใช้ไม่ได้ในวันที่ต้องใช้จริง ให้นัดคุยกันในบ้านสักครั้งว่าถ้าเกิดเหตุตอนกลางคืน ใครโทร ใครอยู่กับท่าน ใครไปรอที่ปากซอย และจะติดต่อญาติคนไหนเป็นลำดับถัดไป แล้วเขียนไว้เป็นแผ่นเดียวติดที่ตู้เย็น พร้อมกับบันทึกหมายเลข 1669 ไว้ในโทรศัพท์ทุกเครื่องของบ้าน

สำหรับบ้านที่ผู้สูงอายุอยู่ลำพังบางช่วง ให้ซ้อมกับท่านโดยตรงว่าจะโทรอย่างไรและจะพูดอะไร เขียนที่อยู่พร้อมจุดสังเกตเป็นตัวใหญ่ติดไว้ข้างโทรศัพท์ และวางโทรศัพท์ไว้ในจุดที่เอื้อมถึงได้จากพื้นเผื่อกรณีล้มแล้วลุกไม่ได้ เรื่องเล็กแบบนี้คือสิ่งที่เปลี่ยนผลลัพธ์ได้มากกว่าอุปกรณ์ราคาแพง

  • เขียนแผนฉุกเฉินหนึ่งแผ่นติดไว้ที่ตู้เย็นและถ่ายรูปเก็บไว้ในโทรศัพท์
  • บันทึกหมายเลข 1669 และเบอร์ญาติหลักไว้ในโทรศัพท์ทุกเครื่อง
  • ติดที่อยู่พร้อมจุดสังเกตตัวใหญ่ไว้ข้างโทรศัพท์บ้าน
  • ทบทวนบัตรข้อมูลฉุกเฉินทุกครั้งที่แพทย์ปรับยา
  • ซ้อมบทบาทกันจริงอย่างน้อยปีละครั้ง โดยเฉพาะกรณีเกิดเหตุตอนกลางคืน

สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง

  • อย่ารอดูอาการอีกสักชั่วโมงในกลุ่มอาการปากเบี้ยว แขนขาอ่อนแรงข้างเดียว หรือเจ็บแน่นหน้าอก เพราะเวลาที่เสียไปมีผลต่อวิธีรักษาที่เลือกได้
  • อย่าวางสายเองเพื่อรีบไปช่วยผู้ป่วย เพราะคำแนะนำระหว่างรอคือส่วนสำคัญของการช่วยเหลือ
  • อย่าให้ผู้ป่วยกินยาแก้ปวดหรือยาของคนอื่นด้วยความคิดว่าน่าจะช่วย โดยไม่ได้ปรึกษาเจ้าหน้าที่
  • อย่าพยายามอุ้มผู้สูงอายุที่ล้มแล้วลุกไม่ได้ขึ้นรถยนต์ส่วนตัวเมื่อสงสัยกระดูกสะโพกหักหรือบาดเจ็บที่หลัง
  • อย่าโทรแจ้งโดยไม่มีใครรอนำทางที่ปากซอยในบ้านที่หาทางเข้ายาก เพราะเวลาที่เสียไปตรงนี้มักนานกว่าที่คิด
  • อย่าใช้ 1669 เพื่อขอรถไปตามนัดตรวจตามปกติ เพราะเป็นทรัพยากรสำหรับภาวะฉุกเฉินและอาจทำให้ผู้ป่วยรายอื่นรอนานขึ้น

เมื่อใดควรขอความช่วยเหลือ

  • โทร 1669 ทันที หากผู้สูงอายุหมดสติ ปลุกไม่ตื่น หายใจเฮือกหรือไม่หายใจ ชัก เจ็บแน่นหน้าอก ปากเบี้ยว แขนขาอ่อนแรงข้างเดียว พูดไม่ชัด เลือดออกไม่หยุด หรือหกล้มแล้วศีรษะกระแทก
  • ไปห้องฉุกเฉินทันทีโดยไม่ต้องรอนัด หากมีไข้สูงร่วมกับซึมลง ปัสสาวะไม่ออกทั้งวัน อาเจียนจนกินน้ำไม่ได้ ปวดท้องรุนแรงเฉียบพลัน หรือล้มแล้วลงน้ำหนักขาไม่ได้
  • ติดต่อทีมที่ดูแลภายในวันเดียวกัน หากผู้สูงอายุมีภาวะสับสนเฉียบพลันที่เพิ่งเกิด ซึมลงกว่าเดิมอย่างชัดเจน หรือทำกิจวัตรประจำวันที่เคยทำเองได้ไม่ได้ภายในเวลาไม่กี่วัน
  • นัดพบแพทย์ให้เร็วขึ้นกว่าเดิม หากมีอาการหน้ามืดจะเป็นลมซ้ำหลายครั้ง ใจสั่นเป็นพัก ๆ หรือใช้ยาหลายชนิดแล้วเริ่มง่วงซึมผิดปกติ เพื่อทบทวนรายการยาทั้งหมด
  • เฝ้าสังเกตและจดบันทึกไว้ หากเป็นอาการเล็กน้อยที่คงที่และไม่อยู่ในกลุ่มข้างต้น โดยจดวันเวลา ลักษณะอาการ และสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้า แล้วนำไปคุยในนัดถัดไป

เช็กลิสต์สรุป

  • ติดรายการกลุ่มอาการที่ต้องโทร 1669 ทันทีไว้ที่ตู้เย็นด้วยตัวอักษรใหญ่
  • เขียนที่อยู่พร้อมจุดสังเกตที่ใช้บอกทางได้จริงไว้ข้างโทรศัพท์
  • ทำบัตรข้อมูลฉุกเฉินที่ระบุโรคประจำตัว รายการยา และประวัติแพ้ยา
  • บันทึกหมายเลข 1669 และเบอร์ญาติหลักไว้ในโทรศัพท์ทุกเครื่องในบ้าน
  • ตกลงบทบาทกันไว้ว่าใครโทร ใครอยู่กับท่าน และใครไปรอนำทาง
  • เก็บบัตรประชาชนและเอกสารสิทธิการรักษาไว้ในจุดที่หยิบได้ทันที
  • วางโทรศัพท์ไว้ในจุดที่ผู้สูงอายุเอื้อมถึงได้แม้อยู่กับพื้น
  • ทบทวนข้อมูลในบัตรฉุกเฉินทุกครั้งที่มีการปรับยาหรือเปลี่ยนโรงพยาบาล

คำถามที่พบบ่อย

โทร 1669 แล้วสายไม่ว่างหรือรถไม่พอ ควรทำอย่างไรต่อ

ให้โทรซ้ำทันทีและอย่าเพิ่งตัดใจ เพราะสายอาจหลุดหรือคู่สายเต็มชั่วคราว ระหว่างนั้นให้อีกคนโทรหาโรงพยาบาลหรือหน่วยกู้ชีพในพื้นที่ซึ่งควรจดเบอร์ไว้ล่วงหน้าแล้ว หากพื้นที่ห่างไกลและได้รับแจ้งว่ารถจะใช้เวลานาน ให้ถามเจ้าหน้าที่ตรง ๆ ว่าควรรอหรือควรนำส่งเอง และถ้าต้องนำส่งเอง ให้ถามว่าควรไปโรงพยาบาลใดและต้องระวังอะไรระหว่างทาง

ผู้สูงอายุอยู่บ้านคนเดียว จะทำอย่างไรให้ท่านขอความช่วยเหลือได้เอง

เริ่มจากทำให้การโทรง่ายที่สุด เช่น ตั้งปุ่มโทรด่วนหรือบันทึกเบอร์ไว้เป็นชื่อที่อ่านง่าย เขียนที่อยู่พร้อมจุดสังเกตตัวใหญ่ติดไว้ข้างโทรศัพท์ และวางโทรศัพท์ในจุดที่เอื้อมถึงได้แม้อยู่กับพื้น จากนั้นซ้อมพูดกับท่านจริง ๆ สองสามครั้งว่าจะบอกอะไรก่อน หลายครอบครัวพบว่าปัญหาไม่ใช่การโทรไม่เป็น แต่เป็นความลังเลว่าจะรบกวนเจ้าหน้าที่หรือไม่ จึงควรบอกท่านให้ชัดว่าโทรได้

ถ้าไม่แน่ใจว่าเป็นเหตุฉุกเฉินจริงหรือไม่ โทรไปจะถือว่ารบกวนหรือเปล่า

การคัดแยกระดับความฉุกเฉินเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ปลายสายอยู่แล้ว ผู้แจ้งมีหน้าที่เล่าตามจริงว่าเห็นอะไรและกังวลเรื่องอะไร หากประเมินแล้วไม่ใช่ภาวะวิกฤต เจ้าหน้าที่จะให้คำแนะนำว่าควรไปพบแพทย์อย่างไรแทน สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงคือการใช้สายด่วนเพื่อขอรถไปตามนัดปกติ ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับการไม่แน่ใจเรื่องอาการ

เรียกรถฉุกเฉินแล้วจะถูกพาไปโรงพยาบาลไหน ครอบครัวเลือกเองได้หรือไม่

โดยทั่วไปทีมจะนำส่งสถานพยาบาลที่เหมาะสมกับอาการและอยู่ในระยะที่ปลอดภัยที่สุด ซึ่งอาจไม่ใช่โรงพยาบาลตามสิทธิเสมอไปในภาวะวิกฤต ครอบครัวสามารถแจ้งได้ว่าผู้สูงอายุรักษาประจำอยู่ที่ใดและใช้สิทธิใด เพื่อให้ทีมพิจารณาประกอบ แต่การตัดสินใจสุดท้ายอิงความปลอดภัยของผู้ป่วยเป็นหลัก ส่วนการย้ายกลับไปรักษาต่อตามสิทธิสามารถดำเนินการภายหลังได้

ผู้สูงอายุรู้สึกตัวดีแต่ปฏิเสธไม่ยอมไปโรงพยาบาล ควรทำอย่างไร

ถ้าท่านยังมีความสามารถในการตัดสินใจ ความยินยอมของท่านเป็นสิ่งที่ต้องเคารพ สิ่งที่ทำได้คือให้เจ้าหน้าที่อธิบายความเสี่ยงโดยตรงกับท่าน ถามว่าท่านกังวลเรื่องอะไร เพราะบ่อยครั้งเป็นเรื่องกลัวค่าใช้จ่าย กลัวต้องนอนโรงพยาบาลนาน หรือห่วงคนที่บ้าน และเสนอทางเลือกที่ยอมรับได้ เช่น ไปตรวจแล้วกลับ หากปฏิเสธแล้วอาการอยู่ในกลุ่มที่อันตราย ให้ขอคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ว่าควรเฝ้าสังเกตอะไรและเมื่อใดต้องโทรซ้ำ

ต้องเตรียมข้อมูลอะไรไว้ล่วงหน้าบ้างสำหรับผู้สูงอายุที่มีหลายโรค

สิ่งที่ใช้ได้จริงคือบัตรข้อมูลฉุกเฉินหนึ่งใบที่ระบุชื่อ อายุ โรคประจำตัว รายการยาปัจจุบันทั้งหมดรวมถึงยาที่ซื้อกินเองและสมุนไพร ประวัติแพ้ยา สิทธิการรักษา โรงพยาบาลที่รักษาประจำ และเบอร์ญาติที่ติดต่อได้ ควรทำสองชุดคือติดที่ตู้เย็นและพกในกระเป๋าเงินของท่าน แล้วปรับทุกครั้งที่แพทย์เปลี่ยนยา เพราะข้อมูลยาที่ไม่อัปเดตอาจทำให้การรักษาฉุกเฉินซับซ้อนขึ้น

สรุป

  • สรุปคือกลุ่มอาการที่เวลามีผลต่อชีวิต ได้แก่ หมดสติ ไม่หายใจ ชัก เจ็บแน่นหน้าอก และอาการของโรคหลอดเลือดสมอง ต้องโทร 1669 ทันทีโดยไม่รอดูอาการและไม่รอปรึกษาเรื่องค่าใช้จ่าย
  • ข้อมูลที่ทำให้รถไปถึงเร็วที่สุดคือสถานที่พร้อมจุดสังเกต สภาพการรู้สึกตัวและการหายใจ และเวลาที่เริ่มมีอาการ ส่วนที่เหลือให้รอเจ้าหน้าที่ถาม
  • ระหว่างรอ ห้ามให้กินหรือดื่ม ห้ามเคลื่อนย้ายเองเมื่อสงสัยกระดูกหัก และให้จัดคนเปิดทางกับเก็บเอกสารยาไว้ล่วงหน้า
  • ผู้สูงอายุมักมีอาการแสดงไม่ตรงแบบ การเปลี่ยนแปลงเร็วที่อธิบายไม่ได้จึงเป็นเหตุให้ขอความช่วยเหลือได้เสมอ และแผนที่ซ้อมไว้ล่วงหน้าคือสิ่งที่ทำให้วันจริงไม่ต้องคิด

จัดทำโดยทีมกองบรรณาธิการสูงวัยไทย

เครื่องมือและคู่มือที่เกี่ยวข้อง

บทความที่เกี่ยวข้อง

ซ้อม FAST ให้ทั้งบ้านจำได้ ก่อนวันที่ผู้สูงอายุมีอาการหลอดเลือดสมองจริง
health-body

ซ้อม FAST ให้ทั้งบ้านจำได้ ก่อนวันที่ผู้สูงอายุมีอาการหลอดเลือดสมองจริง

วิธีทำให้ทุกคนในบ้านจำสัญญาณโรคหลอดเลือดสมองแบบ FAST ได้จริง พร้อมสิ่งที่ห้ามทำระหว่างรอรถพยาบาล และเหตุผลที่ต้องจำเวลาเริ่มอาการให้แม่น

อัปเดตล่าสุด 20 กันยายน 2026อ่าน 16 นาที
เจ็บหน้าอกในผู้สูงอายุ: ตัดสินใจในนาทีแรกว่าต้องโทร 1669 หรือรอได้
health-body

เจ็บหน้าอกในผู้สูงอายุ: ตัดสินใจในนาทีแรกว่าต้องโทร 1669 หรือรอได้

วิธีตัดสินใจภายในไม่กี่นาทีแรกเมื่อผู้สูงอายุบอกว่าเจ็บหน้าอก รวมถึงอาการกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดที่ไม่ปวดหน้าอกเลย และสิ่งที่ครอบครัวต้องทำระหว่างรอรถพยาบาล

อัปเดตล่าสุด 20 กันยายน 2026อ่าน 16 นาที
บัตรข้อมูลฉุกเฉินของผู้สูงอายุ ควรใส่อะไรบ้างให้คนช่วยเหลือใช้ได้จริง
health-body

บัตรข้อมูลฉุกเฉินของผู้สูงอายุ ควรใส่อะไรบ้างให้คนช่วยเหลือใช้ได้จริง

แนวทางทำบัตรข้อมูลฉุกเฉินสำหรับผู้สูงอายุให้ครบถ้วนและใช้งานได้จริงในสถานการณ์ฉุกเฉิน ตั้งแต่ข้อมูลที่ควรใส่ จุดที่ควรพกหรือติดไว้ ไปจนถึงวิธีอัปเดตให้ทันสมัยเสมอ

อัปเดตล่าสุด 18 สิงหาคม 2026อ่าน 12 นาที
จัดระบบโทรฉุกเฉินให้ผู้สูงอายุใช้ได้จริงเมื่อถึงเวลาคับขัน
tech-safety

จัดระบบโทรฉุกเฉินให้ผู้สูงอายุใช้ได้จริงเมื่อถึงเวลาคับขัน

วิธีตั้งเบอร์ด่วน ปุ่ม SOS และบัตรข้อมูลฉุกเฉินให้ผู้สูงอายุกดโทรได้จริงตอนตื่นตระหนก ไม่ใช่แค่บันทึกเบอร์ไว้เฉย ๆ พร้อมสิ่งที่ควรตรวจซ้ำเป็นระยะ

อัปเดตล่าสุด 5 สิงหาคม 2026อ่าน 17 นาที