สูงวัยไทย
ดูแลคุณแม่หลังผ่าตัดคนเดียวมาเดือนกว่า ทำไมยิ่งดูแลยิ่งแย่ลง
พิมพ์เมื่อ 5 สิงหาคม 2026
ดูแลคุณแม่หลังผ่าตัดคนเดียวมาเดือนกว่า ทำไมยิ่งดูแลยิ่งแย่ลง
ความตั้งใจดีที่อยากดูแลผู้สูงอายุให้ดีที่สุดในช่วงพักฟื้น บางครั้งกลับกลายเป็นข้อผิดพลาดที่ทำให้ผู้ดูแลหมดแรงเร็วกว่าที่ควร บทความนี้ชี้ 7 ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเรื่องภาระผู้ดูแลช่วงพักฟื้น พร้อมวิธีแก้ที่ทำได้จริง
ตรวจสอบล่าสุด 6 สิงหาคม 2026

รูปภาพโดย Tima Miroshnichenko / Pexels
ข้อจำกัดความรับผิดชอบทางการแพทย์
เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ ไม่สามารถใช้วินิจฉัย รักษา หรือป้องกันโรคได้ หากมีอาการผิดปกติหรือมีความเสี่ยง ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร
คำตอบสั้น ๆ
- ความตั้งใจดีที่อยากดูแลผู้สูงอายุให้ดีที่สุดในช่วงพักฟื้น มักนำไปสู่ข้อผิดพลาดที่ทำให้ผู้ดูแลหมดแรงเร็วกว่าที่ควร เช่น การรับภาระทั้งหมดคนเดียวโดยไม่แบ่งงาน หรือการละเลยสุขภาพตัวเองจนกระทบความสามารถในการดูแลระยะยาว
- ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดคือการคิดว่าต้องทำทุกอย่างเองเพราะเป็นลูกหรือคู่สมรส และการไม่เรียนรู้เทคนิคยกพยุงที่ปลอดภัยจนบาดเจ็บเอง ซึ่งทั้งสองอย่างส่งผลเสียทั้งต่อผู้ดูแลและคุณภาพการดูแล
- การแก้ไขที่ได้ผลจริงต้องเริ่มจากการยอมรับว่าภาระช่วงพักฟื้นหนักกว่าการดูแลทั่วไป และวางแผนแบ่งงานหรือขอความช่วยเหลือตั้งแต่ต้น แทนการอดทนจนหมดแรงแล้วจึงคิดหาทางแก้
- สัญญาณที่ต้องระวังคือการนอนไม่พอต่อเนื่อง ปวดหลังจากการยกพยุง หรือความรู้สึกหงุดหงิดง่ายกว่าปกติ ซึ่งควรจัดการก่อนที่จะกระทบสุขภาพผู้ดูแลอย่างจริงจัง
เหมาะกับใคร
- เหมาะกับลูกหลานหรือผู้ดูแลหลักที่กำลังดูแลผู้สูงอายุในช่วงพักฟื้นเข้มข้นและอยากทบทวนว่าตัวเองกำลังทำผิดพลาดจุดใดอยู่หรือไม่
- เหมาะกับครอบครัวที่อยากป้องกันไม่ให้ผู้ดูแลหลักหมดแรงหรือหมดไฟก่อนที่การฟื้นตัวจะจบลง
- ไม่เหมาะกับสถานการณ์ที่ผู้ดูแลมีอาการเจ็บป่วยรุนแรงจากการแบกรับหรือมีความคิดทำร้ายตนเอง ซึ่งต้องขอความช่วยเหลือทันที
- เป็นแนวทางความรู้ทั่วไป ไม่ใช่การประเมินภาวะหมดไฟทางคลินิก การประเมินจริงต้องทำโดยแพทย์หรือนักจิตวิทยา
สิ่งที่ควรรู้
พลาด: รับภาระทั้งหมดคนเดียวเพราะคิดว่าเป็นหน้าที่
ลูกหลานหรือคู่สมรสหลายคนตั้งใจรับผิดชอบการดูแลทั้งหมดเองในช่วงพักฟื้น เพราะรู้สึกว่าเป็นหน้าที่ที่ต้องทำโดยไม่พึ่งใคร โดยเฉพาะเมื่อพี่น้องคนอื่นมีภาระงานหรืออยู่ต่างจังหวัด ทำให้งานที่ต้องทำถี่และหนักตลอดวันตกอยู่ที่คนเดียว จนไม่มีเวลาพักหรือดูแลตัวเองเลย
แก้พลาด: แบ่งงานตามช่วงเวลาหรือประเภทงานกับคนในครอบครัว แม้แต่ละคนมีเวลาไม่เท่ากัน เช่น ให้บางคนช่วยพาไปนัด บางคนช่วยจัดยา หรือผลัดเปลี่ยนกันอยู่เป็นเพื่อนในบางช่วงเวลา เพื่อไม่ให้ภาระตกที่คนเดียวทั้งหมด
พลาด: ไม่เรียนรู้เทคนิคยกพยุงที่ปลอดภัย จนบาดเจ็บเอง
หลายครอบครัวช่วยพยุงลุกนั่งหรือเคลื่อนย้ายผู้สูงอายุด้วยวิธีที่คิดเอาเอง โดยไม่ได้ขอคำแนะนำจากพยาบาลหรือนักกายภาพบำบัด ทำให้ผู้ดูแลเริ่มปวดหลังหรือบาดเจ็บกล้ามเนื้อจากท่าทางที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งนอกจากกระทบสุขภาพผู้ดูแลแล้วยังเสี่ยงให้ผู้สูงอายุหกล้มระหว่างเคลื่อนย้ายด้วย
แก้พลาด: ขอให้พยาบาลหรือนักกายภาพบำบัดสอนเทคนิคพยุงและเคลื่อนย้ายที่ปลอดภัยก่อนกลับบ้านจากโรงพยาบาล หรือสอบถามในนัดติดตามครั้งถัดไป แทนการเดาวิธีทำเอง
พลาด: ประเมินภาระช่วงพักฟื้นต่ำกว่าความเป็นจริง
ครอบครัวหลายบ้านวางแผนดูแลโดยเทียบกับประสบการณ์ดูแลผู้สูงอายุทั่วไปที่เคยทำมา โดยไม่ได้เผื่อเวลาสำหรับงานเฉพาะช่วงพักฟื้น เช่น การพลิกตัวทุกสองสามชั่วโมง การดูแลแผลตามตาราง หรือการตื่นกลางคืนบ่อยครั้ง ทำให้เมื่อเข้าสู่สถานการณ์จริง ภาระกลับหนักกว่าที่วางแผนไว้มาก ยิ่งหากผู้สูงอายุมีภาวะเปราะบางอยู่ก่อนแล้ว การช่วยเหลือในกิจวัตรประจำวัน เช่น อาบน้ำ แต่งตัว หรือรับประทานอาหาร ก็ยิ่งต้องใช้เวลาและแรงมากกว่าที่ครอบครัวคาดไว้ตั้งแต่ต้น
แก้พลาด: สอบถามพยาบาลก่อนออกจากโรงพยาบาลว่าช่วงพักฟื้นนี้ต้องเตรียมงานดูแลอะไรบ้างและใช้เวลาประมาณเท่าใดต่อวัน เพื่อวางแผนแบ่งงานและจัดสรรเวลาได้สมจริงมากขึ้น
พลาด: ละเลยสุขภาพตัวเองจนกระทบความสามารถในการดูแล
ผู้ดูแลหลายคนมุ่งดูแลผู้สูงอายุจนลืมดูแลตัวเอง เช่น ไม่ได้กินอาหารตรงเวลา ไม่ได้นอนพอ หรือเลื่อนนัดตรวจสุขภาพของตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้เมื่อเวลาผ่านไป ผู้ดูแลเองกลับกลายเป็นฝ่ายที่ต้องการการดูแลไปด้วย ซึ่งกระทบทั้งตัวผู้ดูแลเองและผู้สูงอายุที่ต้องพึ่งพา
แก้พลาด: จัดสรรเวลาพักสั้น ๆ ให้ตัวเองทุกวันและไม่เลื่อนนัดตรวจสุขภาพของตัวเอง เพราะการดูแลตัวเองให้แข็งแรงคือส่วนหนึ่งของการดูแลผู้สูงอายุอย่างยั่งยืน ไม่ใช่การเห็นแก่ตัว

รูปภาพโดย Yiğit KARAALİOĞLU / Pexels
ขั้นตอนที่ควรทำ
ทบทวนการแบ่งงานและปรับใหม่หากตกที่คนเดียวทั้งหมด
นั่งคุยกับคนในครอบครัวเพื่อทบทวนว่าใครรับผิดชอบส่วนไหนอยู่ในตอนนี้ และปรับให้กระจายมากขึ้นหากพบว่าภาระตกที่คนเดียวเกือบทั้งหมด
- จดงานดูแลทั้งหมดที่ต้องทำต่อวันและตัวเลขเวลาที่ใช้จริง
- แบ่งงานตามความถนัดและเวลาที่แต่ละคนพอมี
- หาผู้ดูแลสำรองอย่างน้อยหนึ่งคนสำหรับกรณีฉุกเฉิน
ขอคำแนะนำเทคนิคยกพยุงจากผู้เชี่ยวชาญโดยเร็ว
ติดต่อพยาบาลหรือนักกายภาพบำบัดที่ดูแลเคสเพื่อขอสอนเทคนิคพยุงลุกนั่งและเคลื่อนย้ายที่ปลอดภัย หากยังไม่เคยได้รับคำแนะนำมาก่อน
จัดตารางดูแลตัวเองคู่ขนานกับตารางดูแลผู้ป่วย
กำหนดเวลานอน เวลากินอาหาร และนัดตรวจสุขภาพของตัวเองไว้ในตารางเดียวกับตารางดูแลผู้สูงอายุ เพื่อไม่ให้ถูกมองข้ามเมื่องานดูแลเข้มข้นขึ้น
สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง
- อย่ารับภาระดูแลทั้งหมดคนเดียวโดยไม่แบ่งงานกับคนในครอบครัว
- อย่าพยุงหรือเคลื่อนย้ายผู้สูงอายุโดยไม่ได้เรียนรู้เทคนิคที่ปลอดภัยจากผู้เชี่ยวชาญ
- อย่าประเมินภาระช่วงพักฟื้นต่ำกว่าความเป็นจริงโดยเทียบกับการดูแลทั่วไปที่เคยทำมา
- อย่าละเลยสุขภาพตัวเอง เช่น การนอน การกินอาหาร หรือนัดตรวจสุขภาพของตัวเอง
- อย่ารอจนหมดแรงสะสมมากแล้วจึงคิดหาคนช่วย ควรวางแผนแบ่งงานตั้งแต่ต้น
เมื่อใดควรขอความช่วยเหลือ
- โทร 1669 หรือพาไปห้องฉุกเฉินทันที หากผู้ดูแลเองมีอาการเจ็บหน้าอก หายใจลำบาก หรือบาดเจ็บรุนแรงจากการยกพยุง
- โทรสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ในวันเดียวกัน หากผู้ดูแลรู้สึกสิ้นหวังมากหรือมีความคิดทำร้ายตนเอง
- ปรึกษาแพทย์หรือนักกายภาพบำบัดภายในสัปดาห์นี้ หากปวดหลังหรือปวดกล้ามเนื้อจากการพยุงต่อเนื่องหลายวัน
- ติดต่อหน่วยบริการสาธารณสุขใกล้บ้านเพื่อสอบถามบริการเยี่ยมบ้าน หากงานดูแลแผลหรือการพยาบาลเกินความสามารถของครอบครัว
- ปรึกษาคนในครอบครัวเพื่อจัดตารางแบ่งงานใหม่ หากนอนไม่พอต่อเนื่องเกินหนึ่งสัปดาห์
- เฝ้าสังเกตและปรับตารางเป็นระยะ หากยังพอรับมือได้แต่เริ่มรู้สึกเหนื่อยสะสม
เช็กลิสต์สรุป
- ทบทวนว่าภาระดูแลตกที่คนเดียวทั้งหมดหรือไม่
- ขอคำแนะนำเทคนิคยกพยุงที่ปลอดภัยจากพยาบาลหรือนักกายภาพบำบัด
- จดงานดูแลรายวันและเวลาที่ใช้จริงเพื่อวางแผนแบ่งงาน
- จัดสรรเวลานอน กินอาหาร และนัดตรวจสุขภาพของตัวเองไว้ในตาราง
- หาผู้ดูแลสำรองอย่างน้อยหนึ่งคน
- สังเกตสัญญาณเหนื่อยสะสม เช่น นอนไม่พอหรือปวดหลัง
- ขอความช่วยเหลือทันทีหากมีสัญญาณเสี่ยงด้านความปลอดภัยของผู้ดูแลเอง
คำถามที่พบบ่อย
ดูแลคุณแม่หลังผ่าตัดคนเดียวมาเดือนกว่า เริ่มรู้สึกหมดแรงมาก ควรทำอย่างไรก่อน
ควรเริ่มจากการนั่งคุยกับคนในครอบครัวเพื่อแบ่งงานใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการพาไปนัด จัดยา หรือผลัดเปลี่ยนกันอยู่เป็นเพื่อน และควรจัดสรรเวลาพักสั้น ๆ ให้ตัวเองทุกวันเพื่อป้องกันความเหนื่อยล้าสะสมมากขึ้น
พยุงคุณพ่อลุกนั่งเองมาตลอดจนตอนนี้ปวดหลังทุกวัน ควรทำอย่างไร
ควรปรึกษาแพทย์หรือนักกายภาพบำบัดเพื่อขอเรียนรู้เทคนิคพยุงที่ปลอดภัย เพราะการพยุงด้วยท่าทางที่ไม่ถูกต้องเสี่ยงทั้งต่อหลังของตัวเองและความปลอดภัยของคุณพ่อระหว่างเคลื่อนย้าย
รู้สึกผิดที่อยากขอให้พี่น้องมาช่วยดูแลบ้าง เพราะคิดว่าเป็นหน้าที่ของตัวเองคนเดียว ควรคิดอย่างไร
การขอความช่วยเหลือไม่ได้แปลว่าไม่รับผิดชอบหน้าที่ การแบ่งงานกับคนในครอบครัวช่วยให้การดูแลยั่งยืนขึ้นและลดความเสี่ยงที่ผู้ดูแลหลักจะหมดแรงจนดูแลต่อไม่ไหว ซึ่งจะส่งผลเสียต่อผู้ป่วยเองด้วย
ไม่ได้ไปตรวจสุขภาพของตัวเองมาหลายเดือนเพราะยุ่งกับการดูแลคุณแม่ อันตรายไหม
การเลื่อนนัดตรวจสุขภาพของตัวเองต่อเนื่องเสี่ยงทำให้ปัญหาสุขภาพของผู้ดูแลเองถูกมองข้าม ซึ่งอาจกระทบความสามารถในการดูแลระยะยาว ควรจัดสรรเวลาไปตรวจตามนัดแม้ต้องหาคนช่วยดูแลผู้สูงอายุแทนชั่วคราว
วางแผนดูแลคุณพ่อหลังผ่าตัดโดยเทียบกับตอนที่เคยดูแลท่านตามปกติ แต่กลับหนักกว่าที่คิดมาก ทำไมถึงเป็นแบบนี้
ช่วงพักฟื้นเข้มข้นมีงานที่ถี่และซับซ้อนกว่าการดูแลทั่วไป เช่น การดูแลแผล พลิกตัวบ่อยครั้ง และจัดยาที่เพิ่งเปลี่ยน ควรสอบถามพยาบาลก่อนออกจากโรงพยาบาลว่าต้องเตรียมงานอะไรบ้างเพื่อวางแผนได้สมจริงมากขึ้น
นอนไม่พอต่อเนื่องมาหลายวันเพราะต้องตื่นดูแลคุณแม่กลางดึก ควรจัดการอย่างไร
ควรจัดตารางแบ่งเวรกับคนในครอบครัวหากทำได้ หรือสอบถามหน่วยบริการสาธารณสุขใกล้บ้านว่ามีบริการเยี่ยมบ้านช่วยได้หรือไม่ การนอนไม่พอต่อเนื่องกระทบทั้งสุขภาพและความสามารถในการดูแลของตัวเอง ควรจัดการก่อนที่จะสะสมมากขึ้น
สรุป
- ความตั้งใจดีที่อยากรับภาระดูแลทั้งหมดคนเดียวมักนำไปสู่ความเหนื่อยล้าสะสมเร็วกว่าที่ควร
- การเรียนรู้เทคนิคยกพยุงที่ปลอดภัยและแบ่งงานกับคนในครอบครัวช่วยลดความเสี่ยงบาดเจ็บของผู้ดูแลได้จริง
- การดูแลตัวเองให้แข็งแรงคือส่วนหนึ่งของการดูแลผู้สูงอายุอย่างยั่งยืน ไม่ใช่การเห็นแก่ตัว
- หากผู้ดูแลเองมีสัญญาณเสี่ยงด้านสุขภาพกายหรือใจ ต้องขอความช่วยเหลือทันทีผ่าน 1669 หรือสายด่วนสุขภาพจิต 1323
แหล่งข้อมูล
- แนวทางดูแลสุขภาพจิตผู้ดูแลผู้ป่วยระยะพักฟื้น — กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข (เปิดในแท็บใหม่)(เข้าถึงเมื่อ 2026-08-04)
- Mental health of older adults — World Health Organization (WHO) (เปิดในแท็บใหม่)(เข้าถึงเมื่อ 2026-08-04)
จัดทำโดยทีมกองบรรณาธิการสูงวัยไทย
เครื่องมือและคู่มือที่เกี่ยวข้อง
บทความที่เกี่ยวข้อง

ลาหยุดมาดูแลพ่อหลังผ่าตัดสองสัปดาห์แล้ว เริ่มไม่ไหวควรทำอย่างไร
ช่วงพักฟื้นเข้มข้นหลังผ่าตัดหรือเจ็บป่วยรุนแรงมักกดดันผู้ดูแลมากกว่าการดูแลระยะยาวทั่วไป เพราะงานเยอะ ตารางแน่น และไม่รู้ว่าจะยาวนานแค่ไหน คู่มือนี้ช่วยแบ่งงาน หาจุดพัก และรู้ว่าเมื่อใดต้องขอความช่วยเหลือเพิ่ม

เหนื่อยจนเริ่มทนไม่ไหว ผู้ดูแลผู้สูงอายุจะรู้และรับมือภาวะหมดไฟได้อย่างไร
วิธีสังเกตสัญญาณภาวะหมดไฟในผู้ดูแลผู้สูงอายุ แยกจากความเหนื่อยชั่วคราว พร้อมขั้นตอนแบ่งงาน ขอความช่วยเหลือ และรู้ว่าเมื่อใดต้องหยุดแบกไว้คนเดียว

ปลอบใจคุณพ่อว่าอีกไม่นานก็หาย แต่ท่านกลับยิ่งเครียดกว่าเดิม
ความหวังดีที่อยากให้ผู้สูงอายุมีกำลังใจระหว่างพักฟื้น บางครั้งกลับกลายเป็นแรงกดดันที่ทำร้ายมากกว่าช่วยเยียวยา บทความนี้ชี้ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการให้กำลังใจช่วงพักฟื้นและวิธีปรับให้ตรงจุดขึ้น