สูงวัยไทย

จัดท่านอนผู้สูงอายุติดเตียงอย่างไรให้ปลอดภัยและไม่เกิดแผลกดทับ

แนวทางจัดท่านอนผู้สูงอายุติดเตียงให้ถูกแนวลำตัว ลดความเสี่ยงแผลกดทับและข้อติด พร้อมขั้นตอนที่ผู้ดูแลทำได้จริงที่บ้าน

13 นาทีในการอ่าน

ตรวจสอบล่าสุด 3 สิงหาคม 2026

Caregivers supporting an elderly man lying in bed, providing assistance and comfort.

รูปภาพโดย Kampus Production / Pexels

ข้อจำกัดความรับผิดชอบทางการแพทย์

เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ ไม่สามารถใช้วินิจฉัย รักษา หรือป้องกันโรคได้ หากมีอาการผิดปกติหรือมีความเสี่ยง ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร

คำตอบสั้น ๆ

  • การจัดท่านอนที่ถูกต้องคือการจัดให้ศีรษะ ไหล่ สะโพก เข่า และเท้าอยู่ในแนวที่ใกล้เคียงธรรมชาติมากที่สุด ไม่บิด ไม่งอค้าง และมีหมอนหรือฟูกรองรับจุดที่มีกระดูกยื่นเพื่อกระจายแรงกด ไม่ใช่แค่จับให้นอนราบแล้วปล่อยไว้
  • จุดที่ต้องระวังเป็นพิเศษคือบริเวณกระดูกใต้ผิวหนังบาง เช่น ท้ายทอย สะบัก ศอก กระเบนเหน็บ สะโพก ส้นเท้า และตาตุ่ม เพราะเป็นจุดเสี่ยงเกิดแผลกดทับสูงสุดเมื่อผู้สูงอายุนอนท่าเดิมนานเกิน 2 ชั่วโมงโดยไม่ขยับ
  • ผู้สูงอายุที่มวลกล้ามเนื้อลดลงตามวัย หรือภาวะที่เรียกทางการแพทย์ว่า sarcopenia จะมีเนื้อเยื่อรองรับแรงกดน้อยกว่าคนหนุ่มสาว จึงเกิดแผลกดทับเร็วกว่าที่ครอบครัวคาดคิด บางรายเริ่มมีรอยแดงได้ภายในไม่ถึงชั่วโมงหากท่านอนไม่ถูกต้อง
  • การจัดท่านอนที่ดีต้องทำควบคู่กับการพลิกตัวเปลี่ยนท่าเป็นระยะ ไม่ใช่จัดท่าดีท่าเดียวแล้วปล่อยนอนนิ่งทั้งวัน เพราะแม้ท่าจะถูกต้อง แรงกดต่อเนื่องในจุดเดียวก็ยังทำให้ผิวหนังขาดเลือดไปเลี้ยงได้

เหมาะกับใคร

  • เหมาะกับผู้ดูแลและลูกหลานที่ดูแลผู้สูงอายุติดเตียงที่บ้าน ไม่ว่าจะเป็นภาวะติดเตียงถาวรหรือชั่วคราวหลังผ่าตัดหรือเจ็บป่วยรุนแรง
  • เหมาะกับครอบครัวที่เพิ่งพาผู้สูงอายุกลับจากโรงพยาบาลและต้องรับช่วงดูแลต่อที่บ้านเป็นครั้งแรก โดยยังไม่มั่นใจเรื่องท่านอนที่ถูกต้อง
  • ไม่ใช่คำแนะนำสำหรับการรักษาแผลกดทับที่เกิดขึ้นแล้ว หากพบรอยแดงที่กดแล้วไม่จางภายใน 30 นาที หรือผิวหนังแตกเป็นแผล ต้องให้พยาบาลหรือแพทย์ประเมินโดยตรง บทความนี้พูดถึงการป้องกันเท่านั้น
  • ไม่เหมาะกับสถานการณ์ที่ผู้สูงอายุเพิ่งได้รับบาดเจ็บกระดูกสันหลังหรือคอ หรือเพิ่งผ่าตัดใหญ่ภายในสัปดาห์ที่ผ่านมา กรณีนี้ต้องให้แพทย์หรือนักกายภาพบำบัดกำหนดท่านอนเฉพาะรายก่อนทำตามคำแนะนำทั่วไป

สิ่งที่ควรรู้

หลักการจัดแนวลำตัวให้ถูกต้องก่อนคิดเรื่องอุปกรณ์

ครอบครัวจำนวนมากเข้าใจว่าการจัดท่านอนคือการหาหมอนนุ่ม ๆ มารองให้เยอะที่สุด แต่หลักการที่สำคัญกว่าคือการจัดให้ศีรษะ คอ ไหล่ สะโพก และขาอยู่ในแนวเดียวกัน ไม่บิดหมุนหรือห้อยพ้นขอบเตียง เพราะการนอนบิดแนวเป็นเวลานานไม่เพียงเพิ่มความเสี่ยงแผลกดทับ แต่ยังทำให้ข้อต่อและกล้ามเนื้อถูกดึงค้างในตำแหน่งผิดปกติจนอาจนำไปสู่ภาวะข้อติดเรื้อรัง

ในท่านอนหงาย ควรมีหมอนรองใต้ศีรษะและคอพอดี ไม่สูงจนคางจดอก และไม่แบนจนคอแหงนไปด้านหลัง หัวไหล่ควรอยู่ในแนวเดียวกับลำตัว แขนวางข้างลำตัวหรือมีหมอนรองใต้แขนหากมีอาการบวม ส่วนขาควรมีหมอนรองใต้น่องเพื่อยกส้นเท้าลอยพ้นที่นอน ไม่ใช่วางส้นเท้าแนบกับผ้าปูโดยตรงตลอดเวลา

ในท่านอนตะแคง ลำตัวควรเอียงประมาณ 30 องศาจากแนวราบ ไม่ใช่ตะแคงเต็ม 90 องศาที่กดสะโพกและไหล่ด้านล่างเต็มน้ำหนักตัว ควรมีหมอนรองระหว่างเข่าและข้อเท้าทั้งสองข้างเพื่อไม่ให้กระดูกเสียดสีกัน และมีหมอนรองแผ่นหลังเพื่อคงมุมเอียงไว้ไม่ให้พลิกกลับมานอนหงายเต็มตัวโดยไม่ตั้งใจ

  • จัดศีรษะ ไหล่ สะโพก และขาให้อยู่ในแนวเดียวกัน ไม่บิดหรือห้อยพ้นเตียง
  • ท่าตะแคงควรเอียงประมาณ 30 องศา ไม่ใช่ตะแคงเต็มตัว
  • ยกส้นเท้าให้ลอยพ้นที่นอนด้วยหมอนรองใต้น่อง ไม่ให้ส้นเท้ากดแนบที่นอนตลอดเวลา

จุดกดทับที่ต้องตรวจทุกครั้งก่อนและหลังจัดท่า

จุดที่มีกระดูกอยู่ใกล้ผิวหนังโดยไม่มีกล้ามเนื้อหรือไขมันรองมากพอ คือจุดเสี่ยงแผลกดทับสูงสุด ได้แก่ ท้ายทอย ใบหู สะบักทั้งสองข้าง ข้อศอก กระเบนเหน็บ ปุ่มกระดูกสะโพก ส้นเท้า ตาตุ่ม และในท่านั่งจะเพิ่มจุดที่ก้นกบด้วย ผู้ดูแลควรสังเกตผิวหนังบริเวณเหล่านี้ทุกครั้งที่เปลี่ยนท่า ไม่ใช่รอให้มีกลิ่นหรือแผลชัดเจนแล้วค่อยดู

สิ่งที่ครอบครัวมักเข้าใจผิดคือคิดว่าผิวแดงเป็นเรื่องปกติที่หายเองได้ แต่ถ้ากดผิวบริเวณนั้นเบา ๆ แล้วสีแดงไม่จางลงภายในครึ่งชั่วโมง นั่นคือสัญญาณเริ่มต้นของแผลกดทับระยะแรกที่ต้องเปลี่ยนวิธีจัดท่าและแจ้งพยาบาลหรือแพทย์ ไม่ควรรอดูเฉย ๆ ต่อไปอีกหลายวัน เพราะแผลกดทับลุกลามเร็วมากในผู้สูงอายุที่มีภาวะเปราะบาง หรือ frailty ร่วมกับโภชนาการไม่เพียงพอ

  • ตรวจท้ายทอย สะบัก ศอก กระเบนเหน็บ สะโพก ส้นเท้า และตาตุ่มทุกครั้งที่เปลี่ยนท่า
  • กดผิวเบา ๆ แล้วสังเกตว่าสีแดงจางลงภายในครึ่งชั่วโมงหรือไม่
  • หากพบรอยแดงไม่จางหรือผิวหนังเริ่มลอกหรือแตก ให้แจ้งพยาบาลหรือแพทย์ทันที ไม่รอดูเอง

ทำไมผู้สูงอายุถึงเกิดแผลกดทับเร็วกว่าที่คิด

ผิวหนังและกล้ามเนื้อของผู้สูงอายุเปลี่ยนไปจากวัยหนุ่มสาวหลายจุด ผิวหนังบางลงและยืดหยุ่นน้อยลง เลือดไหลเวียนมาเลี้ยงผิวหนังช้าลง และที่สำคัญคือมวลกล้ามเนื้อลดลงตามวัยหรือภาวะ sarcopenia ทำให้ชั้นกล้ามเนื้อที่เคยรองรับแรงกดระหว่างกระดูกกับผิวหนังบางลงไปด้วย ผลคือแรงกดจากน้ำหนักตัวเพียงจุดเดียวส่งผลถึงผิวหนังเร็วและรุนแรงกว่าคนวัยกลางคนที่นอนท่าเดียวกัน

ปัจจัยร่วมที่มักถูกมองข้ามคือความชื้นจากเหงื่อหรือปัสสาวะที่ทำให้ผิวหนังเปื่อยยุ่ยง่ายขึ้น ภาวะขาดสารอาหารหรือโปรตีนต่ำที่ทำให้แผลหายช้า และการเคลื่อนไหวที่ลดลงจากอาการเจ็บป่วยเดิมซึ่งกระทบกิจวัตรประจำวันพื้นฐาน หรือ ADL อย่างการพลิกตัวเอง หากผู้สูงอายุเคยพลิกตัวเองได้บ้างแต่ตอนนี้ทำไม่ได้แล้ว นั่นเป็นสัญญาณว่าความเสี่ยงแผลกดทับเพิ่มขึ้นและต้องดูแลถี่กว่าเดิม

  • ผิวบางและเลือดไหลเวียนช้าลงตามวัยทำให้ผิวหนังทนแรงกดได้น้อยลง
  • มวลกล้ามเนื้อน้อย (sarcopenia) ลดชั้นรองรับแรงกดระหว่างกระดูกกับผิวหนัง
  • ความชื้นจากเหงื่อหรือปัสสาวะและโภชนาการที่ไม่เพียงพอเร่งให้แผลเกิดง่ายและหายช้าลง

ท่าศีรษะสูงกับความเสี่ยงสำลัก ไม่ใช่แค่เรื่องความสบาย

การยกหัวเตียงสูงประมาณ 30 องศาระหว่างและหลังให้อาหารหรือน้ำ ช่วยลดความเสี่ยงสำลักและปอดอักเสบจากการสำลักในผู้สูงอายุที่กลืนลำบากหรือเคลื่อนไหวน้อย แต่ผู้ดูแลบางคนยกหัวเตียงสูงไว้ตลอดเวลาเพราะเข้าใจว่าปลอดภัยกว่า ซึ่งกลับเพิ่มแรงเลื่อนไถลของลำตัวลงมาที่กระเบนเหน็บและก้นกบ ทำให้เกิดแรงเสียดสีที่เร่งการเกิดแผลกดทับในจุดนั้นแทน

อีกเรื่องที่ต้องระวังคือการยกหัวเตียงขึ้นเร็วเกินไปหรือให้ผู้สูงอายุลุกนั่งกะทันหันหลังนอนราบเป็นเวลานาน อาจทำให้เกิดภาวะความดันตกเมื่อเปลี่ยนท่า หรือ orthostatic hypotension คือความดันโลหิตลดฮวบเมื่อเปลี่ยนจากท่านอนเป็นท่านั่งเร็วเกินไป ทำให้หน้ามืด วิงเวียน หรือหมดสติได้ ควรปรับหัวเตียงขึ้นทีละน้อยและสังเกตอาการก่อนขยับต่อ

  • ยกหัวเตียงสูงประมาณ 30 องศาระหว่างและหลังให้อาหารหรือน้ำเพื่อลดความเสี่ยงสำลัก
  • ไม่ยกหัวเตียงสูงค้างตลอดวันโดยไม่จำเป็น เพราะเพิ่มแรงเสียดสีที่กระเบนเหน็บ
  • ปรับหัวเตียงขึ้นทีละน้อยและสังเกตอาการหน้ามืดก่อนให้ผู้สูงอายุลุกนั่ง

อุปกรณ์ช่วยจัดท่า เลือกจากความจำเป็น ไม่ใช่จากโฆษณา

หมอนรูปลิ่ม หมอนรองขา ที่นอนลมป้องกันแผลกดทับ และแผ่นรองกันเสียดสี ล้วนช่วยได้จริงเมื่อใช้ถูกจุด แต่ไม่มีอุปกรณ์ชิ้นใดทดแทนการพลิกตัวและตรวจผิวหนังสม่ำเสมอได้ ก่อนซื้ออุปกรณ์ควรถามตัวเองว่าผู้สูงอายุมีปัญหาตรงจุดไหนจริง เช่น กระดูกยื่นมากบริเวณสะโพกทั้งสองข้างจนต้องใช้ที่นอนลม หรือแค่ต้องการหมอนรองขาราคาไม่แพงก็เพียงพอ

สิ่งที่ต้องถามก่อนเลือกซื้อคือ ทำความสะอาดง่ายหรือไม่ ต้องใช้ไฟฟ้าหรือไม่ ถ้าไฟดับจะยังปลอดภัยหรือไม่ และมีแผนสำรองเมื่ออุปกรณ์เสียหรือไม่ ที่นอนลมบางรุ่นต้องใช้ปั๊มไฟฟ้าต่อเนื่อง หากไฟดับนานควรมีวิธีพลิกตัวด้วยมือทดแทนเสมอ ไม่ควรพึ่งอุปกรณ์เพียงอย่างเดียวโดยไม่มีแผนสำรอง

  • เลือกอุปกรณ์ตามจุดเสี่ยงจริงของผู้สูงอายุ ไม่ใช่ซื้อครบชุดเพราะเห็นคนอื่นใช้
  • ตรวจว่าอุปกรณ์ทำความสะอาดง่ายและเหมาะกับบ้านที่มีพื้นที่จำกัดหรือไม่
  • เตรียมวิธีพลิกตัวด้วยมือสำรองไว้เสมอ หากอุปกรณ์ใช้ไฟฟ้าและอาจไฟดับ
Elderly man in bed receiving care from a woman at home.

รูปภาพโดย Yaroslav Shuraev / Pexels

ขั้นตอนที่ควรทำ

ก่อนเริ่มจัดท่านอนทุกครั้ง

การเตรียมตัวก่อนจัดท่าช่วยลดเวลาที่ผู้สูงอายุต้องอยู่ในท่าไม่มั่นคงและลดความเสี่ยงบาดเจ็บหลังของผู้ดูแลเองด้วย ควรบอกผู้สูงอายุก่อนทุกครั้งว่าจะทำอะไร แม้จะสื่อสารตอบโต้ไม่ได้เต็มที่ก็ตาม เพื่อรักษาศักดิ์ศรีและลดความตกใจ

  • เตรียมหมอนและอุปกรณ์รองท่าให้พร้อมก่อนเริ่ม ไม่ต้องหยุดกลางคันไปหยิบเพิ่ม
  • บอกผู้สูงอายุก่อนทุกครั้งว่ากำลังจะจัดท่าอะไร แม้จะสื่อสารตอบกลับไม่ได้
  • ตรวจสอบผิวหนังบริเวณจุดเสี่ยงก่อนเริ่มจัดท่าใหม่ เพื่อเทียบกับหลังจัดท่าเสร็จ
  • ปรับความสูงเตียงให้เหมาะกับส่วนสูงผู้ดูแล ลดการก้มหลังขณะช่วยพลิกตัว

ขั้นตอนจัดท่านอนหงายและท่าตะแคง

การจัดท่าควรทำเป็นขั้นตอนต่อเนื่องโดยไม่ดึงหรือฝืนแขนขา หากผู้สูงอายุมีอาการปวดขณะขยับ ควรหยุดและประเมินใหม่ ไม่ฝืนต่อ

  • ท่านอนหงาย วางหมอนรองศีรษะและคอให้พอดี ไม่สูงหรือแบนเกินไป
  • จัดไหล่และแขนให้อยู่ในแนวลำตัว วางหมอนรองใต้น่องเพื่อยกส้นเท้าลอยพ้นที่นอน
  • ท่าตะแคง ค่อย ๆ พลิกลำตัวประมาณ 30 องศา วางหมอนรองหลังเพื่อคงมุม
  • วางหมอนรองระหว่างเข่าและข้อเท้าทั้งสองข้างเพื่อไม่ให้กระดูกเสียดสีกัน

หลังจัดท่าเสร็จทุกครั้ง

ขั้นตอนหลังจัดท่าสำคัญไม่แพ้ขั้นตอนจัดท่าเอง เพราะเป็นช่วงที่ตรวจพบปัญหาได้ก่อนที่จะลุกลาม และเป็นข้อมูลที่ควรบันทึกไว้ให้ผู้ดูแลคนอื่นดูต่อได้

  • ตรวจซ้ำว่าผิวหนังบริเวณจุดเสี่ยงไม่มีรอยแดงที่กดแล้วไม่จาง
  • สังเกตสีหน้าและการหายใจของผู้สูงอายุว่าสบายกับท่าที่จัดหรือไม่
  • จดเวลาที่จัดท่าและท่าที่ใช้ไว้ในสมุดหรือตารางดูแลประจำวัน เพื่อวางแผนพลิกตัวครั้งถัดไป
  • ตั้งเตือนเวลาสำหรับพลิกตัวครั้งถัดไป ไม่พึ่งความจำอย่างเดียว

สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง

  • จัดหมอนสูงเกินไปใต้ศีรษะจนคางจดอก ทำให้กลืนลำบากและหายใจอึดอัด
  • ปล่อยให้ส้นเท้ากดแนบที่นอนตลอดเวลาโดยไม่มีหมอนรองยกส้นเท้าให้ลอย
  • ยกหัวเตียงสูงค้างไว้ทั้งวันโดยไม่จำเป็น ทำให้เกิดแรงเสียดสีที่กระเบนเหน็บ
  • ดึงแขนหรือขาผู้สูงอายุแรง ๆ เพื่อจัดท่าให้เร็วขึ้นโดยไม่สังเกตอาการเจ็บปวด
  • ปล่อยให้ผู้สูงอายุนอนท่าเดิมนานเกิน 2 ชั่วโมงโดยไม่พลิกตัวหรือตรวจผิวหนัง
  • ให้ผู้สูงอายุลุกนั่งกะทันหันหลังนอนราบนาน โดยไม่สังเกตอาการหน้ามืดก่อน

เมื่อใดควรขอความช่วยเหลือ

  • โทร 1669 หรือรีบไปห้องฉุกเฉินทันทีหากผู้สูงอายุสำลักแล้วหายใจไม่ออก หายใจหอบเหนื่อยผิดปกติ หรือหมดสติระหว่างจัดท่า
  • โทร 1669 หรือไปห้องฉุกเฉินทันทีหากลุกนั่งแล้วหน้ามืดรุนแรงจนทรงตัวไม่ได้หรือหมดสติ ซึ่งอาจเป็นความดันตกเมื่อเปลี่ยนท่าที่รุนแรง
  • ติดต่อพยาบาลหรือแพทย์ภายในวันเดียวกันหากพบรอยแดงที่กดแล้วไม่จางภายในครึ่งชั่วโมง หรือผิวหนังเริ่มลอกบริเวณจุดเสี่ยงแผลกดทับ
  • ติดต่อพยาบาลหรือแพทย์ภายในวันเดียวกันหากผู้สูงอายุมีไข้ร่วมกับผิวหนังบริเวณจุดกดทับบวมแดงร้อนผิดปกติ
  • นัดพบแพทย์หรือนักกายภาพบำบัดในสัปดาห์นี้หากสังเกตว่าข้อต่อเริ่มขยับได้น้อยลงหรือรู้สึกฝืดผิดจากเดิม
  • เฝ้าสังเกตและจดบันทึกท่านอน เวลาที่พลิกตัว และสภาพผิวหนังทุกวัน เพื่อนำไปเล่าให้พยาบาลหรือแพทย์ฟังในนัดถัดไป

เช็กลิสต์สรุป

  • ตรวจจุดกดทับหลักทุกครั้งก่อนและหลังจัดท่า
  • จัดแนวศีรษะ ไหล่ สะโพก และขาให้อยู่ในแนวเดียวกัน
  • วางหมอนรองใต้น่องให้ส้นเท้าลอยพ้นที่นอนเสมอ
  • ยกหัวเตียงสูงเฉพาะช่วงให้อาหารและหลังอาหาร ไม่ค้างทั้งวัน
  • ปรับหัวเตียงหรือให้ลุกนั่งอย่างช้า ๆ สังเกตอาการหน้ามืด
  • บันทึกเวลาจัดท่าและท่าที่ใช้ในตารางดูแลประจำวัน
  • เตรียมแผนสำรองพลิกตัวด้วยมือหากอุปกรณ์ไฟฟ้าใช้ไม่ได้
  • แจ้งพยาบาลหรือแพทย์ทันทีเมื่อพบรอยแดงที่ไม่จางหรือผิวหนังผิดปกติ

คำถามที่พบบ่อย

ควรเปลี่ยนท่านอนผู้สูงอายุติดเตียงบ่อยแค่ไหน

โดยทั่วไปแนะนำให้พลิกตัวเปลี่ยนท่าทุก 2 ชั่วโมง แต่ระยะเวลาที่เหมาะสมจริงขึ้นอยู่กับสภาพผิวหนัง น้ำหนักตัว โภชนาการ และความเสี่ยงแผลกดทับของแต่ละคน ควรให้พยาบาลหรือแพทย์ที่ดูแลประเมินความถี่ที่เหมาะกับผู้สูงอายุรายนั้นโดยเฉพาะ

ท่านอนตะแคงเต็มตัว 90 องศากับตะแคง 30 องศาต่างกันอย่างไร

ท่าตะแคงเต็มตัว 90 องศาทำให้น้ำหนักตัวทั้งหมดกดลงที่สะโพกและไหล่ด้านล่างจุดเดียว เพิ่มความเสี่ยงแผลกดทับสูง ส่วนท่าตะแคงประมาณ 30 องศากระจายน้ำหนักตัวได้ดีกว่าและลดแรงกดจุดเดียว จึงเป็นมุมที่แนะนำสำหรับผู้สูงอายุติดเตียงส่วนใหญ่

ใช้หมอนหรือเบาะรองแบบไหนดีที่สุดสำหรับจัดท่านอน

ไม่มีอุปกรณ์รุ่นใดที่เหมาะกับทุกคน ควรเลือกจากจุดเสี่ยงจริงของผู้สูงอายุแต่ละราย เช่น หมอนรูปลิ่มสำหรับรองหลังคงมุมตะแคง หมอนรองขาสำหรับยกส้นเท้า หรือที่นอนลมสำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงแผลกดทับสูงมาก ควรปรึกษาพยาบาลหรือนักกายภาพบำบัดเพื่อเลือกให้ตรงกับสภาพร่างกายจริง

ถ้าผู้สูงอายุบ่นเจ็บหรือไม่สบายตัวขณะจัดท่า ควรทำอย่างไร

ควรหยุดทันทีและสอบถามว่าเจ็บบริเวณใด ไม่ฝืนขยับต่อ อาการเจ็บอาจมาจากข้อต่อที่เริ่มติดแข็ง กล้ามเนื้อที่อ่อนแรงมาก หรือปัญหาอื่นที่ต้องให้ผู้เชี่ยวชาญประเมิน หากเจ็บรุนแรงหรือเกิดขึ้นซ้ำทุกครั้งที่จัดท่า ควรแจ้งพยาบาลหรือแพทย์เพื่อประเมินท่าที่เหมาะสมเฉพาะราย

จัดท่านอนคนเดียวได้ไหมถ้าไม่มีผู้ช่วย

ทำได้ในบางท่าหากผู้สูงอายุยังพอช่วยขยับตัวเองได้บ้าง แต่หากผู้สูงอายุตัวใหญ่หรือไม่สามารถช่วยพยุงตัวได้เลย การจัดท่าคนเดียวเสี่ยงทั้งต่อผู้สูงอายุที่อาจตกเตียงหรือบาดเจ็บ และต่อหลังของผู้ดูแลเอง ควรหาผู้ช่วยอย่างน้อยหนึ่งคนหรือปรึกษาพยาบาลเรื่องเทคนิคและอุปกรณ์ช่วยพลิกตัวที่ปลอดภัยกว่า

ต้องยกหัวเตียงสูงตลอดเวลาไหมถ้าผู้สูงอายุกลืนลำบาก

ไม่จำเป็นต้องยกค้างตลอดเวลา ควรยกหัวเตียงสูงประมาณ 30 องศาเฉพาะช่วงให้อาหารหรือน้ำและต่อเนื่องหลังอาหารระยะหนึ่งเพื่อลดความเสี่ยงสำลัก ส่วนเวลาปกตินอกช่วงอาหารควรกลับมาจัดท่านอนตามปกติ เพื่อลดแรงเสียดสีสะสมที่กระเบนเหน็บ

แผลกดทับระยะเริ่มต้นมีลักษณะอย่างไร และรักษาเองได้หรือไม่

ระยะเริ่มต้นมักเห็นเป็นรอยแดงบนผิวหนังที่ไม่แตก แต่กดแล้วสีไม่จางลงภายในครึ่งชั่วโมง บทความนี้ไม่สามารถแนะนำวิธีรักษาแผลกดทับที่เกิดขึ้นแล้วได้ เพราะต้องประเมินความลึกและสภาพแผลโดยพยาบาลหรือแพทย์ หากพบลักษณะนี้ควรแจ้งผู้เชี่ยวชาญทันทีแทนการรอดูหรือรักษาเอง

สรุป

  • การจัดท่านอนที่ดีคือการจัดแนวลำตัวให้ถูกต้องร่วมกับการพลิกตัวเป็นระยะ ไม่ใช่การจัดท่าเดียวแล้วปล่อยนอนนิ่งทั้งวัน
  • ผู้สูงอายุที่มวลกล้ามเนื้อลดลงตามวัยเสี่ยงเกิดแผลกดทับเร็วกว่าที่คิด จึงต้องตรวจผิวหนังถี่กว่าคำแนะนำทั่วไปสำหรับผู้ป่วยวัยอื่น
  • อุปกรณ์ช่วยจัดท่าเป็นตัวช่วย ไม่ใช่ตัวแทนการตรวจผิวหนังและการพลิกตัวสม่ำเสมอ
  • หากพบรอยแดงไม่จาง ผิวหนังผิดปกติ หรืออาการหน้ามืดรุนแรงเวลาเปลี่ยนท่า ควรขอความช่วยเหลือจากพยาบาลหรือแพทย์ทันที ไม่รอดูเอง

จัดทำโดยทีมกองบรรณาธิการสูงวัยไทย

เครื่องมือและคู่มือที่เกี่ยวข้อง