สูงวัยไทย
ย้ายผู้สูงอายุจากเตียงไปนั่งหรือไปรถเข็นอย่างไรให้ปลอดภัยทั้งสองฝ่าย
พิมพ์เมื่อ 4 สิงหาคม 2026
ย้ายผู้สูงอายุจากเตียงไปนั่งหรือไปรถเข็นอย่างไรให้ปลอดภัยทั้งสองฝ่าย
แนวทางย้ายผู้สูงอายุออกจากเตียงไปยังเก้าอี้หรือรถเข็นอย่างปลอดภัย ลดความเสี่ยงหกล้มและบาดเจ็บหลังของผู้ดูแล พร้อมสัญญาณที่บอกว่าควรขอผู้เชี่ยวชาญประเมิน
ตรวจสอบล่าสุด 3 สิงหาคม 2026

รูปภาพโดย Jsme MILA / Pexels
ข้อจำกัดความรับผิดชอบทางการแพทย์
เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ ไม่สามารถใช้วินิจฉัย รักษา หรือป้องกันโรคได้ หากมีอาการผิดปกติหรือมีความเสี่ยง ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร
คำตอบสั้น ๆ
- การย้ายผู้สูงอายุจากเตียงไปนั่งหรือไปรถเข็นที่ปลอดภัยเริ่มจากการประเมินก่อนทุกครั้งว่าวันนี้ผู้สูงอายุมีแรงและการทรงตัวเป็นอย่างไร ไม่ใช่ทำตามขั้นตอนเดิมทุกวันโดยไม่สังเกตความเปลี่ยนแปลง เพราะแรงและความมั่นคงอาจต่างกันไปในแต่ละวันได้
- หลักสำคัญที่สุดคือให้เวลาปรับตัวก่อนลุกยืนเสมอ นั่งขอบเตียงสักครู่ก่อนยืน เพื่อลดความเสี่ยงภาวะความดันตกเมื่อเปลี่ยนท่า หรือ orthostatic hypotension ที่ทำให้หน้ามืดและหกล้มได้ทันทีหลังลุกจากท่านอนนาน
- ห้ามดึงแขนหรือรักแร้ผู้สูงอายุเพื่อพยุงขึ้นเป็นวิธีทั่วไป เพราะอาจทำให้ข้อไหล่บาดเจ็บ และไม่ได้ช่วยพยุงน้ำหนักตัวได้จริง ควรใช้เทคนิคที่ให้ผู้สูงอายุใช้แรงตัวเองเท่าที่ยังทำได้ร่วมกับการรองรับที่มั่นคง
- หากผู้สูงอายุเริ่มต้องการแรงช่วยมากขึ้นเรื่อย ๆ ในการย้ายตัว หรือผู้ดูแลรู้สึกว่าย้ายเองไม่ไหวและเสี่ยงบาดเจ็บหลัง ควรให้นักกายภาพบำบัดหรือพยาบาลประเมินเทคนิคและอุปกรณ์ช่วยที่เหมาะสม ไม่ควรฝืนทำต่อไปด้วยวิธีเดิม
เหมาะกับใคร
- เหมาะกับผู้ดูแลที่ต้องย้ายผู้สูงอายุจากเตียงไปเก้าอี้ รถเข็น หรือโถสุขภัณฑ์เป็นประจำทุกวัน โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่เดินเองไม่ได้เต็มที่แต่ยังพอช่วยรับน้ำหนักบางส่วนได้
- เหมาะกับครอบครัวที่เพิ่งเริ่มดูแลผู้สูงอายุหลังออกจากโรงพยาบาลและยังไม่มั่นใจเรื่องเทคนิคการย้ายตัวที่ปลอดภัย
- ไม่ใช่คำแนะนำสำหรับผู้สูงอายุที่รับน้ำหนักตัวเองไม่ได้เลยหรือมีอาการปวดรุนแรงขณะขยับ กรณีนี้ต้องให้นักกายภาพบำบัดหรือพยาบาลกำหนดวิธีย้ายตัวเฉพาะรายพร้อมอุปกรณ์ที่เหมาะสมก่อนเสมอ
- ไม่เหมาะกับผู้สูงอายุที่เพิ่งผ่าตัดสะโพกหรือกระดูกสันหลังภายในช่วงพักฟื้น ซึ่งมีข้อจำกัดการเคลื่อนไหวเฉพาะที่แพทย์กำหนดไว้แล้วและต้องทำตามคำสั่งนั้นเป็นหลัก
สิ่งที่ควรรู้
ประเมินก่อนย้ายทุกครั้ง ไม่ใช่ทำตามความเคยชิน
ผู้ดูแลหลายคนย้ายผู้สูงอายุด้วยวิธีเดิมทุกวันโดยไม่สังเกตว่าวันนี้แรงและความมั่นคงต่างจากเมื่อวานหรือไม่ ทั้งที่ความสามารถของผู้สูงอายุเปลี่ยนแปลงได้จากหลายปัจจัย เช่น นอนไม่พอ กินได้น้อยลง มีไข้ต่ำ ๆ หรือเพิ่งปรับยาใหม่ การย้ายตัวโดยไม่ประเมินก่อนจึงเสี่ยงหกล้มมากกว่าที่คิด
สัญญาณเตือนที่ควรสังเกตก่อนย้ายทุกครั้งคือ ผู้สูงอายุตอบสนองช้าหรือดูสับสนผิดจากปกติหรือไม่ มือจับขอบเตียงได้มั่นคงหรือไม่ และเมื่อนั่งขอบเตียงแล้วศีรษะโคลงเคลงหรือบ่นเวียนหัวหรือไม่ หากพบสัญญาณเหล่านี้ควรหยุดและรอให้อาการดีขึ้นก่อน หรือขอความช่วยเหลือเพิ่มแทนการฝืนย้ายตัวต่อ
- สังเกตความตื่นตัวและการตอบสนองของผู้สูงอายุก่อนเริ่มย้ายทุกครั้ง
- ให้นั่งขอบเตียงสักครู่ก่อนยืน สังเกตอาการเวียนหัวหรือหน้ามืด
- หากพบสัญญาณผิดปกติ หยุดและขอความช่วยเหลือเพิ่มแทนการฝืนต่อ
ทำไมต้องรอก่อนยืน ความดันตกเมื่อเปลี่ยนท่าคือความเสี่ยงจริง
เมื่อนอนราบเป็นเวลานานแล้วลุกขึ้นยืนเร็วเกินไป ร่างกายอาจปรับความดันโลหิตให้เลือดไปเลี้ยงสมองได้ไม่ทัน เกิดภาวะที่เรียกว่าความดันตกเมื่อเปลี่ยนท่า หรือ orthostatic hypotension ทำให้หน้ามืด ตาลาย หรือหมดสติได้ทันที ภาวะนี้พบได้บ่อยในผู้สูงอายุมากกว่าคนวัยอื่น โดยเฉพาะผู้ที่กินยาลดความดันหรือยาขับปัสสาวะอยู่
ขั้นตอนที่ช่วยลดความเสี่ยงนี้ได้จริงคือการเปลี่ยนท่าเป็นลำดับขั้น ไม่ใช่ลุกทีเดียวจากนอนเป็นยืน ควรให้นั่งบนเตียงก่อนสักครู่ สังเกตอาการ แล้วค่อยขยับไปนั่งห้อยขาที่ขอบเตียง สังเกตอาการอีกครั้ง จากนั้นจึงค่อยยืน หากรีบข้ามขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งไป ความเสี่ยงหกล้มจะเพิ่มขึ้นทันที
- เปลี่ยนท่าเป็นลำดับ นอน นั่งบนเตียง นั่งห้อยขา แล้วจึงยืน ไม่ข้ามขั้นตอน
- สังเกตอาการหน้ามืดหรือเวียนหัวหลังเปลี่ยนท่าทุกขั้นตอน
- ระวังเป็นพิเศษหากผู้สูงอายุกินยาลดความดันหรือยาขับปัสสาวะ
เทคนิคที่ให้ผู้สูงอายุใช้แรงตัวเองเท่าที่ยังทำได้
หลักการสำคัญของการย้ายตัวที่ปลอดภัยคือให้ผู้สูงอายุใช้กำลังของตัวเองให้มากที่สุดเท่าที่ยังทำได้ ไม่ใช่ให้ผู้ดูแลออกแรงยกทั้งหมดแทน เพราะนอกจากจะเสี่ยงบาดเจ็บหลังผู้ดูแลแล้ว ยังทำให้ผู้สูงอายุสูญเสียความสามารถที่เหลืออยู่เร็วขึ้นหากถูกทำแทนทุกอย่าง การให้ผู้สูงอายุใช้มือดันตัวลุกเอง หรือขยับสะโพกโน้มตัวไปข้างหน้าก่อนยืน ล้วนช่วยรักษากิจวัตรประจำวันพื้นฐาน หรือ ADL ที่ยังเหลืออยู่ได้ดีกว่า
ห้ามดึงแขนหรือรักแร้ผู้สูงอายุเพื่อพยุงขึ้นเป็นวิธีหลัก เพราะข้อไหล่ของผู้สูงอายุมักมีความมั่นคงลดลงตามวัยและง่ายต่อการบาดเจ็บจากการถูกดึงกะทันหัน วิธีที่ปลอดภัยกว่าคือให้ผู้สูงอายุโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อยแล้วใช้มือดันจากที่นอนหรือที่วางแขนของเก้าอี้ ผู้ดูแลรองรับที่ระดับเอวหรือใช้เข็มขัดพยุงตัวแทนการจับแขนหรือรักแร้
- ให้ผู้สูงอายุใช้มือดันตัวลุกเองเท่าที่ยังทำได้ ไม่ทำแทนทั้งหมด
- ไม่ดึงแขนหรือรักแร้เพื่อพยุง ใช้การรองรับที่ระดับเอวหรือเข็มขัดพยุงตัวแทน
- ให้ผู้สูงอายุโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อยก่อนยืน เพื่อย้ายจุดศูนย์ถ่วงให้เหมาะสม
ท่ายืนของผู้ดูแล ปกป้องหลังตัวเองไปพร้อมกัน
ผู้ดูแลจำนวนมากบาดเจ็บหลังจากการย้ายตัวผู้สูงอายุสะสมทีละน้อยโดยไม่รู้ตัว เพราะก้มตัวหรือบิดเอวขณะออกแรงยกซ้ำ ๆ ทุกวัน หลักการที่ช่วยป้องกันคือยืนให้เท้าห่างกันประมาณช่วงไหล่ ย่อเข่าแทนการก้มหลัง และให้ตัวเองอยู่ใกล้ผู้สูงอายุมากที่สุดก่อนออกแรง ไม่เอื้อมตัวยกจากระยะไกล
หากบ้านมีพื้นที่จำกัดจนไม่สามารถยืนในท่าที่ถูกต้องได้ ควรพิจารณาจัดวางเฟอร์นิเจอร์ใหม่หรือใช้อุปกรณ์ช่วย เช่น เข็มขัดพยุงตัวหรือแผ่นเลื่อนตัว แทนการฝืนย้ายในพื้นที่แคบที่บังคับให้ต้องบิดตัวผิดท่า ความเสี่ยงบาดเจ็บหลังของผู้ดูแลไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย เพราะถ้าผู้ดูแลบาดเจ็บ การดูแลทั้งบ้านจะสะดุดตามไปด้วย
- ยืนเท้าห่างประมาณช่วงไหล่ ย่อเข่าแทนการก้มหลังขณะออกแรง
- อยู่ใกล้ผู้สูงอายุที่สุดก่อนออกแรง ไม่เอื้อมยกจากระยะไกล
- จัดพื้นที่รอบเตียงให้กว้างพอสำหรับยืนในท่าที่ถูกต้อง
เมื่อไรควรเริ่มใช้อุปกรณ์ช่วยย้ายตัว
หากรู้สึกว่าการย้ายตัวเริ่มต้องออกแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ หรือผู้สูงอายุเริ่มรับน้ำหนักตัวเองได้น้อยลงกว่าเดิม เป็นสัญญาณว่าถึงเวลาพิจารณาอุปกรณ์ช่วย เช่น เข็มขัดพยุงตัว แผ่นเลื่อนตัว หรือราวจับข้างเตียง ก่อนที่จะรอจนผู้ดูแลบาดเจ็บหรือผู้สูงอายุหกล้มจริง การประเมินความสามารถในการลุกจากเก้าอี้และเดินสั้น ๆ เป็นสิ่งที่แพทย์หรือนักกายภาพบำบัดมักใช้เครื่องมือที่เรียกว่า Timed Up and Go คือให้ลุกจากเก้าอี้ เดินสามเมตร แล้วเดินกลับมานั่ง เพื่อประเมินความเสี่ยงหกล้มอย่างเป็นระบบ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญจะเป็นคนทำและแปลผล ไม่ใช่สิ่งที่ครอบครัวควรทำเองแล้วสรุปผลด้วยตัวเอง
อุปกรณ์แต่ละชนิดเหมาะกับสถานการณ์ต่างกัน เข็มขัดพยุงตัวเหมาะกับผู้สูงอายุที่ยังพอยืนและก้าวขาได้บ้าง แผ่นเลื่อนตัวเหมาะกับผู้ที่ย้ายจากเตียงไปรถเข็นโดยไม่ต้องยืนเลย ควรให้นักกายภาพบำบัดแนะนำชนิดที่เหมาะกับสภาพร่างกายจริง ไม่ใช่เลือกซื้อตามที่เห็นโฆษณาหรือคนอื่นแนะนำโดยไม่ประเมินก่อน
- สังเกตว่าต้องออกแรงช่วยมากขึ้นเรื่อย ๆ หรือไม่ในแต่ละสัปดาห์
- ปรึกษานักกายภาพบำบัดเพื่อประเมินและเลือกอุปกรณ์ช่วยที่เหมาะกับสภาพร่างกายจริง
- อย่าประเมินความเสี่ยงหกล้มด้วยตัวเองแทนการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญ

รูปภาพโดย Gustavo Fring / Pexels
ขั้นตอนที่ควรทำ
ก่อนย้ายตัวทุกครั้ง
การเตรียมพื้นที่และอุปกรณ์ก่อนเริ่มช่วยลดความเสี่ยงระหว่างขั้นตอนย้ายตัวได้มาก เพราะเป็นช่วงที่ผู้สูงอายุอยู่ในท่าไม่มั่นคงที่สุด
- ล็อกล้อเตียงและล้อรถเข็นให้แน่นก่อนเริ่มย้าย
- จัดพื้นที่รอบเตียงให้โล่ง ไม่มีสิ่งกีดขวางหรือพรมที่ลื่น
- สวมรองเท้าหรือรองเท้าแตะกันลื่นให้ผู้สูงอายุก่อนลุก
- บอกผู้สูงอายุทุกขั้นตอนล่วงหน้าว่ากำลังจะทำอะไร
ขั้นตอนย้ายจากนอนสู่นั่งขอบเตียง
ควรทำเป็นจังหวะช้า ๆ และหยุดสังเกตอาการในแต่ละขั้น ไม่รีบทำต่อเนื่องจนจบในครั้งเดียวหากผู้สูงอายุแสดงอาการไม่สบายตัว
- ให้ผู้สูงอายุตะแคงตัวไปด้านที่จะลุก แล้วใช้แขนดันตัวขึ้นนั่ง
- ผู้ดูแลช่วยพยุงที่ไหล่และสะโพก ไม่ดึงแขนหรือรักแร้
- ให้นั่งขอบเตียงห้อยขาสักครู่ สังเกตอาการหน้ามืดหรือเวียนหัวก่อนขยับต่อ
ขั้นตอนย้ายจากนั่งขอบเตียงสู่เก้าอี้หรือรถเข็น
ขั้นตอนนี้เป็นช่วงที่เสี่ยงหกล้มสูงสุดเพราะต้องรับน้ำหนักตัวเต็มที่ชั่วขณะ ควรจัดตำแหน่งเก้าอี้หรือรถเข็นให้ใกล้และมั่นคงที่สุดก่อนเริ่ม
- วางเก้าอี้หรือรถเข็นให้ใกล้เตียงที่สุดในมุมที่ผู้สูงอายุหมุนตัวได้สะดวก
- ให้ผู้สูงอายุโน้มตัวไปข้างหน้าและใช้มือดันจากที่นอนหรือที่วางแขนก่อนยืน
- ผู้ดูแลรองรับที่ระดับเอวหรือใช้เข็มขัดพยุงตัว ยืนใกล้และย่อเข่าแทนการก้มหลัง
- หมุนตัวช้า ๆ ไปยังเก้าอี้หรือรถเข็นแล้วค่อยนั่งลง ไม่ทิ้งตัวลงเร็ว
สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง
- ดึงแขนหรือรักแร้ผู้สูงอายุเพื่อพยุงลุกยืนเป็นวิธีหลัก
- ย้ายตัวจากนอนสู่ยืนทันทีโดยไม่ผ่านขั้นตอนนั่งขอบเตียงก่อน
- ก้มหลังหรือบิดเอวขณะออกแรงพยุงผู้สูงอายุแทนการย่อเข่า
- ฝืนย้ายตัวต่อทั้งที่ผู้สูงอายุแสดงอาการหน้ามืดหรือเวียนหัว
- ย้ายตัวในพื้นที่แคบที่บังคับให้ต้องบิดตัวหรือเอื้อมยกจากระยะไกล
- ใช้วิธีเดียวกันทุกวันโดยไม่สังเกตว่าแรงและความมั่นคงของผู้สูงอายุเปลี่ยนไปหรือไม่
เมื่อใดควรขอความช่วยเหลือ
- โทร 1669 หรือรีบไปห้องฉุกเฉินทันทีหากผู้สูงอายุหกล้มระหว่างย้ายตัวแล้วศีรษะกระแทกพื้น ลุกไม่ได้ หรือมีอาการแขนขาอ่อนแรงข้างเดียว พูดไม่ชัด
- โทร 1669 หรือไปห้องฉุกเฉินทันทีหากหน้ามืดจนหมดสติระหว่างเปลี่ยนท่าหรือหลังยืนขึ้น
- ติดต่อพยาบาลหรือแพทย์ภายในวันเดียวกันหากผู้สูงอายุบ่นปวดข้อไหล่หรือแขนรุนแรงหลังถูกพยุงลุก
- นัดพบนักกายภาพบำบัดในสัปดาห์นี้หากสังเกตว่าต้องออกแรงช่วยย้ายตัวมากขึ้นเรื่อย ๆ ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา
- นัดพบแพทย์ในสัปดาห์นี้หากเวียนหัวหรือหน้ามืดเวลาลุกยืนเกิดขึ้นซ้ำหลายครั้งแม้จะเปลี่ยนท่าอย่างช้า ๆ แล้ว
- เฝ้าสังเกตและจดบันทึกความสามารถในการช่วยตัวเองขณะย้ายตัวทุกครั้ง เพื่อนำไปเล่าให้ผู้เชี่ยวชาญฟังในนัดถัดไป
เช็กลิสต์สรุป
- ประเมินความตื่นตัวและความมั่นคงของผู้สูงอายุก่อนย้ายทุกครั้ง
- ล็อกล้อเตียงและล้อรถเข็นให้แน่นก่อนเริ่ม
- เปลี่ยนท่าเป็นลำดับ นอน นั่งบนเตียง นั่งห้อยขา แล้วจึงยืน
- ไม่ดึงแขนหรือรักแร้ ใช้การรองรับที่ระดับเอวแทน
- ยืนย่อเข่าและอยู่ใกล้ผู้สูงอายุที่สุดขณะออกแรง
- สังเกตอาการหน้ามืดหรือเวียนหัวในทุกขั้นตอน
- ปรึกษานักกายภาพบำบัดหากต้องออกแรงช่วยมากขึ้นเรื่อย ๆ
คำถามที่พบบ่อย
ควรรอนานแค่ไหนก่อนให้ผู้สูงอายุยืนหลังจากนั่งขอบเตียง
ไม่มีระยะเวลาตายตัวที่ใช้ได้กับทุกคน โดยทั่วไปควรให้นั่งขอบเตียงอย่างน้อยครึ่งถึงหนึ่งนาทีและสังเกตว่าไม่มีอาการหน้ามืดหรือเวียนหัวก่อนจึงค่อยยืน หากผู้สูงอายุมีประวัติความดันตกเมื่อเปลี่ยนท่าบ่อย ควรปรึกษาแพทย์เรื่องระยะเวลาที่เหมาะสมเฉพาะราย
จำเป็นต้องใช้เข็มขัดพยุงตัวทุกครั้งหรือไม่
ไม่จำเป็นสำหรับผู้สูงอายุที่ยังทรงตัวและรับน้ำหนักตัวเองได้ดี แต่แนะนำอย่างยิ่งเมื่อผู้สูงอายุเริ่มต้องการแรงช่วยมากขึ้น หรือผู้ดูแลรู้สึกไม่มั่นใจในการพยุงด้วยมือเปล่า ควรให้นักกายภาพบำบัดประเมินว่าจำเป็นต้องใช้หรือไม่และสอนวิธีใช้ที่ถูกต้อง
ถ้าผู้สูงอายุตัวใหญ่กว่าผู้ดูแลมากควรทำอย่างไร
ควรหาผู้ช่วยอย่างน้อยหนึ่งคนร่วมย้ายตัวเสมอ ไม่ควรพยายามย้ายคนเดียวหากน้ำหนักตัวต่างกันมาก เพราะเสี่ยงทั้งการหกล้มของผู้สูงอายุและการบาดเจ็บหลังของผู้ดูแล หากไม่มีผู้ช่วยเพียงพอ ควรปรึกษาเรื่องอุปกรณ์ช่วยย้ายตัว เช่น เครื่องยกไฟฟ้าหรือแผ่นเลื่อนตัว กับนักกายภาพบำบัด
ผู้สูงอายุกลัวหกล้มจนไม่ยอมให้ย้ายตัวควรทำอย่างไร
ควรเริ่มจากการฟังว่ากลัวจุดไหนโดยเฉพาะ เช่น กลัวขาไม่มีแรง กลัวพื้นลื่น หรือเคยหกล้มมาก่อน แล้วอธิบายขั้นตอนที่จะทำให้ฟังก่อนเริ่มทุกครั้งเพื่อลดความไม่แน่นอน การให้ผู้สูงอายุมีส่วนร่วมในจังหวะและวิธีที่ตัวเองสบายใจ มักช่วยลดความกลัวได้ดีกว่าการเร่งหรือฝืนทำ
ต้องใช้ Timed Up and Go ประเมินเองที่บ้านได้ไหม
การประเมินด้วยวิธี Timed Up and Go ควรทำและแปลผลโดยแพทย์หรือนักกายภาพบำบัดที่ผ่านการฝึกฝน เพราะการแปลผลต้องพิจารณาปัจจัยอื่นร่วมด้วย ครอบครัวสามารถสังเกตความเปลี่ยนแปลงเบื้องต้น เช่น เดินช้าลงหรือลุกจากเก้าอี้ลำบากขึ้น แล้วนำข้อมูลไปเล่าให้ผู้เชี่ยวชาญประเมินอย่างเป็นทางการต่อไป
ย้ายตัวตอนกลางคืนแตกต่างจากตอนกลางวันอย่างไร
ตอนกลางคืนผู้สูงอายุมักตื่นไม่เต็มที่และแสงสว่างน้อยกว่า ทำให้ความเสี่ยงหกล้มสูงขึ้น ควรเปิดไฟให้สว่างพอก่อนย้ายตัวทุกครั้ง ให้เวลาปรับตัวนานขึ้นกว่าตอนกลางวัน และพิจารณาติดตั้งไฟส่องสว่างอัตโนมัติหรือกระดิ่งเรียกไว้ใกล้เตียงหากต้องลุกกลางดึกบ่อย
ผู้ดูแลปวดหลังจากการย้ายตัวผู้สูงอายุเป็นประจำควรทำอย่างไร
อาการปวดหลังที่เกิดขึ้นซ้ำเป็นสัญญาณว่าเทคนิคหรือท่าทางที่ใช้อาจไม่ถูกต้อง ควรทบทวนว่าก้มหลังหรือบิดเอวขณะออกแรงหรือไม่ และปรึกษานักกายภาพบำบัดเพื่อขอคำแนะนำเทคนิคที่ถูกต้องหรืออุปกรณ์ช่วยที่ลดภาระหลัง ไม่ควรฝืนทำต่อไปจนบาดเจ็บสะสมรุนแรงขึ้น
สรุป
- การย้ายตัวที่ปลอดภัยเริ่มจากการประเมินสภาพผู้สูงอายุก่อนทุกครั้ง ไม่ใช่ทำตามความเคยชินแบบเดิมทุกวัน
- การเปลี่ยนท่าเป็นลำดับขั้นและรอสังเกตอาการช่วยลดความเสี่ยงความดันตกเมื่อเปลี่ยนท่าได้มาก
- เทคนิคที่ให้ผู้สูงอายุใช้แรงตัวเองและท่ายืนที่ถูกต้องของผู้ดูแล ปกป้องทั้งสองฝ่ายไปพร้อมกัน
- เมื่อการย้ายตัวเริ่มต้องใช้แรงมากขึ้นเรื่อย ๆ ควรขอนักกายภาพบำบัดหรือพยาบาลประเมินและแนะนำอุปกรณ์ที่เหมาะสม แทนการฝืนทำต่อไปด้วยวิธีเดิม
แหล่งข้อมูล
- แนวทางการดูแลผู้ป่วยติดเตียงและการป้องกันการหกล้ม — กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข (เปิดในแท็บใหม่)(เข้าถึงเมื่อ 2026-08-03)
- คู่มือการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงที่บ้าน — กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (เปิดในแท็บใหม่)(เข้าถึงเมื่อ 2026-08-03)
- Falls prevention in older age — World Health Organization (WHO) (เปิดในแท็บใหม่)(เข้าถึงเมื่อ 2026-08-03)
จัดทำโดยทีมกองบรรณาธิการสูงวัยไทย
เครื่องมือและคู่มือที่เกี่ยวข้อง
บทความที่เกี่ยวข้อง

จัดท่านอนผู้สูงอายุติดเตียงอย่างไรให้ปลอดภัยและไม่เกิดแผลกดทับ
แนวทางจัดท่านอนผู้สูงอายุติดเตียงให้ถูกแนวลำตัว ลดความเสี่ยงแผลกดทับและข้อติด พร้อมขั้นตอนที่ผู้ดูแลทำได้จริงที่บ้าน

7 จุดพลาดเรื่องท่านอนที่ครอบครัวผู้สูงอายุติดเตียงมักมองข้าม
รวมข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเวลาจัดท่านอนให้ผู้สูงอายุติดเตียง ตั้งแต่การวางหมอนผิดจุดไปจนถึงการยกหัวเตียงค้างไว้ พร้อมวิธีแก้