สูงวัยไทย

ย้ายผู้สูงอายุจากเตียงไปนั่งหรือไปรถเข็นอย่างไรให้ปลอดภัยทั้งสองฝ่าย

แนวทางย้ายผู้สูงอายุออกจากเตียงไปยังเก้าอี้หรือรถเข็นอย่างปลอดภัย ลดความเสี่ยงหกล้มและบาดเจ็บหลังของผู้ดูแล พร้อมสัญญาณที่บอกว่าควรขอผู้เชี่ยวชาญประเมิน

14 นาทีในการอ่าน

ตรวจสอบล่าสุด 3 สิงหาคม 2026

Caregiver assisting elderly woman in a wheelchair through a retirement home corridor.

รูปภาพโดย Jsme MILA / Pexels

ข้อจำกัดความรับผิดชอบทางการแพทย์

เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ ไม่สามารถใช้วินิจฉัย รักษา หรือป้องกันโรคได้ หากมีอาการผิดปกติหรือมีความเสี่ยง ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร

คำตอบสั้น ๆ

  • การย้ายผู้สูงอายุจากเตียงไปนั่งหรือไปรถเข็นที่ปลอดภัยเริ่มจากการประเมินก่อนทุกครั้งว่าวันนี้ผู้สูงอายุมีแรงและการทรงตัวเป็นอย่างไร ไม่ใช่ทำตามขั้นตอนเดิมทุกวันโดยไม่สังเกตความเปลี่ยนแปลง เพราะแรงและความมั่นคงอาจต่างกันไปในแต่ละวันได้
  • หลักสำคัญที่สุดคือให้เวลาปรับตัวก่อนลุกยืนเสมอ นั่งขอบเตียงสักครู่ก่อนยืน เพื่อลดความเสี่ยงภาวะความดันตกเมื่อเปลี่ยนท่า หรือ orthostatic hypotension ที่ทำให้หน้ามืดและหกล้มได้ทันทีหลังลุกจากท่านอนนาน
  • ห้ามดึงแขนหรือรักแร้ผู้สูงอายุเพื่อพยุงขึ้นเป็นวิธีทั่วไป เพราะอาจทำให้ข้อไหล่บาดเจ็บ และไม่ได้ช่วยพยุงน้ำหนักตัวได้จริง ควรใช้เทคนิคที่ให้ผู้สูงอายุใช้แรงตัวเองเท่าที่ยังทำได้ร่วมกับการรองรับที่มั่นคง
  • หากผู้สูงอายุเริ่มต้องการแรงช่วยมากขึ้นเรื่อย ๆ ในการย้ายตัว หรือผู้ดูแลรู้สึกว่าย้ายเองไม่ไหวและเสี่ยงบาดเจ็บหลัง ควรให้นักกายภาพบำบัดหรือพยาบาลประเมินเทคนิคและอุปกรณ์ช่วยที่เหมาะสม ไม่ควรฝืนทำต่อไปด้วยวิธีเดิม

เหมาะกับใคร

  • เหมาะกับผู้ดูแลที่ต้องย้ายผู้สูงอายุจากเตียงไปเก้าอี้ รถเข็น หรือโถสุขภัณฑ์เป็นประจำทุกวัน โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่เดินเองไม่ได้เต็มที่แต่ยังพอช่วยรับน้ำหนักบางส่วนได้
  • เหมาะกับครอบครัวที่เพิ่งเริ่มดูแลผู้สูงอายุหลังออกจากโรงพยาบาลและยังไม่มั่นใจเรื่องเทคนิคการย้ายตัวที่ปลอดภัย
  • ไม่ใช่คำแนะนำสำหรับผู้สูงอายุที่รับน้ำหนักตัวเองไม่ได้เลยหรือมีอาการปวดรุนแรงขณะขยับ กรณีนี้ต้องให้นักกายภาพบำบัดหรือพยาบาลกำหนดวิธีย้ายตัวเฉพาะรายพร้อมอุปกรณ์ที่เหมาะสมก่อนเสมอ
  • ไม่เหมาะกับผู้สูงอายุที่เพิ่งผ่าตัดสะโพกหรือกระดูกสันหลังภายในช่วงพักฟื้น ซึ่งมีข้อจำกัดการเคลื่อนไหวเฉพาะที่แพทย์กำหนดไว้แล้วและต้องทำตามคำสั่งนั้นเป็นหลัก

สิ่งที่ควรรู้

ประเมินก่อนย้ายทุกครั้ง ไม่ใช่ทำตามความเคยชิน

ผู้ดูแลหลายคนย้ายผู้สูงอายุด้วยวิธีเดิมทุกวันโดยไม่สังเกตว่าวันนี้แรงและความมั่นคงต่างจากเมื่อวานหรือไม่ ทั้งที่ความสามารถของผู้สูงอายุเปลี่ยนแปลงได้จากหลายปัจจัย เช่น นอนไม่พอ กินได้น้อยลง มีไข้ต่ำ ๆ หรือเพิ่งปรับยาใหม่ การย้ายตัวโดยไม่ประเมินก่อนจึงเสี่ยงหกล้มมากกว่าที่คิด

สัญญาณเตือนที่ควรสังเกตก่อนย้ายทุกครั้งคือ ผู้สูงอายุตอบสนองช้าหรือดูสับสนผิดจากปกติหรือไม่ มือจับขอบเตียงได้มั่นคงหรือไม่ และเมื่อนั่งขอบเตียงแล้วศีรษะโคลงเคลงหรือบ่นเวียนหัวหรือไม่ หากพบสัญญาณเหล่านี้ควรหยุดและรอให้อาการดีขึ้นก่อน หรือขอความช่วยเหลือเพิ่มแทนการฝืนย้ายตัวต่อ

  • สังเกตความตื่นตัวและการตอบสนองของผู้สูงอายุก่อนเริ่มย้ายทุกครั้ง
  • ให้นั่งขอบเตียงสักครู่ก่อนยืน สังเกตอาการเวียนหัวหรือหน้ามืด
  • หากพบสัญญาณผิดปกติ หยุดและขอความช่วยเหลือเพิ่มแทนการฝืนต่อ

ทำไมต้องรอก่อนยืน ความดันตกเมื่อเปลี่ยนท่าคือความเสี่ยงจริง

เมื่อนอนราบเป็นเวลานานแล้วลุกขึ้นยืนเร็วเกินไป ร่างกายอาจปรับความดันโลหิตให้เลือดไปเลี้ยงสมองได้ไม่ทัน เกิดภาวะที่เรียกว่าความดันตกเมื่อเปลี่ยนท่า หรือ orthostatic hypotension ทำให้หน้ามืด ตาลาย หรือหมดสติได้ทันที ภาวะนี้พบได้บ่อยในผู้สูงอายุมากกว่าคนวัยอื่น โดยเฉพาะผู้ที่กินยาลดความดันหรือยาขับปัสสาวะอยู่

ขั้นตอนที่ช่วยลดความเสี่ยงนี้ได้จริงคือการเปลี่ยนท่าเป็นลำดับขั้น ไม่ใช่ลุกทีเดียวจากนอนเป็นยืน ควรให้นั่งบนเตียงก่อนสักครู่ สังเกตอาการ แล้วค่อยขยับไปนั่งห้อยขาที่ขอบเตียง สังเกตอาการอีกครั้ง จากนั้นจึงค่อยยืน หากรีบข้ามขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งไป ความเสี่ยงหกล้มจะเพิ่มขึ้นทันที

  • เปลี่ยนท่าเป็นลำดับ นอน นั่งบนเตียง นั่งห้อยขา แล้วจึงยืน ไม่ข้ามขั้นตอน
  • สังเกตอาการหน้ามืดหรือเวียนหัวหลังเปลี่ยนท่าทุกขั้นตอน
  • ระวังเป็นพิเศษหากผู้สูงอายุกินยาลดความดันหรือยาขับปัสสาวะ

เทคนิคที่ให้ผู้สูงอายุใช้แรงตัวเองเท่าที่ยังทำได้

หลักการสำคัญของการย้ายตัวที่ปลอดภัยคือให้ผู้สูงอายุใช้กำลังของตัวเองให้มากที่สุดเท่าที่ยังทำได้ ไม่ใช่ให้ผู้ดูแลออกแรงยกทั้งหมดแทน เพราะนอกจากจะเสี่ยงบาดเจ็บหลังผู้ดูแลแล้ว ยังทำให้ผู้สูงอายุสูญเสียความสามารถที่เหลืออยู่เร็วขึ้นหากถูกทำแทนทุกอย่าง การให้ผู้สูงอายุใช้มือดันตัวลุกเอง หรือขยับสะโพกโน้มตัวไปข้างหน้าก่อนยืน ล้วนช่วยรักษากิจวัตรประจำวันพื้นฐาน หรือ ADL ที่ยังเหลืออยู่ได้ดีกว่า

ห้ามดึงแขนหรือรักแร้ผู้สูงอายุเพื่อพยุงขึ้นเป็นวิธีหลัก เพราะข้อไหล่ของผู้สูงอายุมักมีความมั่นคงลดลงตามวัยและง่ายต่อการบาดเจ็บจากการถูกดึงกะทันหัน วิธีที่ปลอดภัยกว่าคือให้ผู้สูงอายุโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อยแล้วใช้มือดันจากที่นอนหรือที่วางแขนของเก้าอี้ ผู้ดูแลรองรับที่ระดับเอวหรือใช้เข็มขัดพยุงตัวแทนการจับแขนหรือรักแร้

  • ให้ผู้สูงอายุใช้มือดันตัวลุกเองเท่าที่ยังทำได้ ไม่ทำแทนทั้งหมด
  • ไม่ดึงแขนหรือรักแร้เพื่อพยุง ใช้การรองรับที่ระดับเอวหรือเข็มขัดพยุงตัวแทน
  • ให้ผู้สูงอายุโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อยก่อนยืน เพื่อย้ายจุดศูนย์ถ่วงให้เหมาะสม

ท่ายืนของผู้ดูแล ปกป้องหลังตัวเองไปพร้อมกัน

ผู้ดูแลจำนวนมากบาดเจ็บหลังจากการย้ายตัวผู้สูงอายุสะสมทีละน้อยโดยไม่รู้ตัว เพราะก้มตัวหรือบิดเอวขณะออกแรงยกซ้ำ ๆ ทุกวัน หลักการที่ช่วยป้องกันคือยืนให้เท้าห่างกันประมาณช่วงไหล่ ย่อเข่าแทนการก้มหลัง และให้ตัวเองอยู่ใกล้ผู้สูงอายุมากที่สุดก่อนออกแรง ไม่เอื้อมตัวยกจากระยะไกล

หากบ้านมีพื้นที่จำกัดจนไม่สามารถยืนในท่าที่ถูกต้องได้ ควรพิจารณาจัดวางเฟอร์นิเจอร์ใหม่หรือใช้อุปกรณ์ช่วย เช่น เข็มขัดพยุงตัวหรือแผ่นเลื่อนตัว แทนการฝืนย้ายในพื้นที่แคบที่บังคับให้ต้องบิดตัวผิดท่า ความเสี่ยงบาดเจ็บหลังของผู้ดูแลไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย เพราะถ้าผู้ดูแลบาดเจ็บ การดูแลทั้งบ้านจะสะดุดตามไปด้วย

  • ยืนเท้าห่างประมาณช่วงไหล่ ย่อเข่าแทนการก้มหลังขณะออกแรง
  • อยู่ใกล้ผู้สูงอายุที่สุดก่อนออกแรง ไม่เอื้อมยกจากระยะไกล
  • จัดพื้นที่รอบเตียงให้กว้างพอสำหรับยืนในท่าที่ถูกต้อง

เมื่อไรควรเริ่มใช้อุปกรณ์ช่วยย้ายตัว

หากรู้สึกว่าการย้ายตัวเริ่มต้องออกแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ หรือผู้สูงอายุเริ่มรับน้ำหนักตัวเองได้น้อยลงกว่าเดิม เป็นสัญญาณว่าถึงเวลาพิจารณาอุปกรณ์ช่วย เช่น เข็มขัดพยุงตัว แผ่นเลื่อนตัว หรือราวจับข้างเตียง ก่อนที่จะรอจนผู้ดูแลบาดเจ็บหรือผู้สูงอายุหกล้มจริง การประเมินความสามารถในการลุกจากเก้าอี้และเดินสั้น ๆ เป็นสิ่งที่แพทย์หรือนักกายภาพบำบัดมักใช้เครื่องมือที่เรียกว่า Timed Up and Go คือให้ลุกจากเก้าอี้ เดินสามเมตร แล้วเดินกลับมานั่ง เพื่อประเมินความเสี่ยงหกล้มอย่างเป็นระบบ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญจะเป็นคนทำและแปลผล ไม่ใช่สิ่งที่ครอบครัวควรทำเองแล้วสรุปผลด้วยตัวเอง

อุปกรณ์แต่ละชนิดเหมาะกับสถานการณ์ต่างกัน เข็มขัดพยุงตัวเหมาะกับผู้สูงอายุที่ยังพอยืนและก้าวขาได้บ้าง แผ่นเลื่อนตัวเหมาะกับผู้ที่ย้ายจากเตียงไปรถเข็นโดยไม่ต้องยืนเลย ควรให้นักกายภาพบำบัดแนะนำชนิดที่เหมาะกับสภาพร่างกายจริง ไม่ใช่เลือกซื้อตามที่เห็นโฆษณาหรือคนอื่นแนะนำโดยไม่ประเมินก่อน

  • สังเกตว่าต้องออกแรงช่วยมากขึ้นเรื่อย ๆ หรือไม่ในแต่ละสัปดาห์
  • ปรึกษานักกายภาพบำบัดเพื่อประเมินและเลือกอุปกรณ์ช่วยที่เหมาะกับสภาพร่างกายจริง
  • อย่าประเมินความเสี่ยงหกล้มด้วยตัวเองแทนการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญ
Elderly woman in wheelchair receiving help with medication from caregiver in modern kitchen.

รูปภาพโดย Gustavo Fring / Pexels

ขั้นตอนที่ควรทำ

ก่อนย้ายตัวทุกครั้ง

การเตรียมพื้นที่และอุปกรณ์ก่อนเริ่มช่วยลดความเสี่ยงระหว่างขั้นตอนย้ายตัวได้มาก เพราะเป็นช่วงที่ผู้สูงอายุอยู่ในท่าไม่มั่นคงที่สุด

  • ล็อกล้อเตียงและล้อรถเข็นให้แน่นก่อนเริ่มย้าย
  • จัดพื้นที่รอบเตียงให้โล่ง ไม่มีสิ่งกีดขวางหรือพรมที่ลื่น
  • สวมรองเท้าหรือรองเท้าแตะกันลื่นให้ผู้สูงอายุก่อนลุก
  • บอกผู้สูงอายุทุกขั้นตอนล่วงหน้าว่ากำลังจะทำอะไร

ขั้นตอนย้ายจากนอนสู่นั่งขอบเตียง

ควรทำเป็นจังหวะช้า ๆ และหยุดสังเกตอาการในแต่ละขั้น ไม่รีบทำต่อเนื่องจนจบในครั้งเดียวหากผู้สูงอายุแสดงอาการไม่สบายตัว

  • ให้ผู้สูงอายุตะแคงตัวไปด้านที่จะลุก แล้วใช้แขนดันตัวขึ้นนั่ง
  • ผู้ดูแลช่วยพยุงที่ไหล่และสะโพก ไม่ดึงแขนหรือรักแร้
  • ให้นั่งขอบเตียงห้อยขาสักครู่ สังเกตอาการหน้ามืดหรือเวียนหัวก่อนขยับต่อ

ขั้นตอนย้ายจากนั่งขอบเตียงสู่เก้าอี้หรือรถเข็น

ขั้นตอนนี้เป็นช่วงที่เสี่ยงหกล้มสูงสุดเพราะต้องรับน้ำหนักตัวเต็มที่ชั่วขณะ ควรจัดตำแหน่งเก้าอี้หรือรถเข็นให้ใกล้และมั่นคงที่สุดก่อนเริ่ม

  • วางเก้าอี้หรือรถเข็นให้ใกล้เตียงที่สุดในมุมที่ผู้สูงอายุหมุนตัวได้สะดวก
  • ให้ผู้สูงอายุโน้มตัวไปข้างหน้าและใช้มือดันจากที่นอนหรือที่วางแขนก่อนยืน
  • ผู้ดูแลรองรับที่ระดับเอวหรือใช้เข็มขัดพยุงตัว ยืนใกล้และย่อเข่าแทนการก้มหลัง
  • หมุนตัวช้า ๆ ไปยังเก้าอี้หรือรถเข็นแล้วค่อยนั่งลง ไม่ทิ้งตัวลงเร็ว

สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง

  • ดึงแขนหรือรักแร้ผู้สูงอายุเพื่อพยุงลุกยืนเป็นวิธีหลัก
  • ย้ายตัวจากนอนสู่ยืนทันทีโดยไม่ผ่านขั้นตอนนั่งขอบเตียงก่อน
  • ก้มหลังหรือบิดเอวขณะออกแรงพยุงผู้สูงอายุแทนการย่อเข่า
  • ฝืนย้ายตัวต่อทั้งที่ผู้สูงอายุแสดงอาการหน้ามืดหรือเวียนหัว
  • ย้ายตัวในพื้นที่แคบที่บังคับให้ต้องบิดตัวหรือเอื้อมยกจากระยะไกล
  • ใช้วิธีเดียวกันทุกวันโดยไม่สังเกตว่าแรงและความมั่นคงของผู้สูงอายุเปลี่ยนไปหรือไม่

เมื่อใดควรขอความช่วยเหลือ

  • โทร 1669 หรือรีบไปห้องฉุกเฉินทันทีหากผู้สูงอายุหกล้มระหว่างย้ายตัวแล้วศีรษะกระแทกพื้น ลุกไม่ได้ หรือมีอาการแขนขาอ่อนแรงข้างเดียว พูดไม่ชัด
  • โทร 1669 หรือไปห้องฉุกเฉินทันทีหากหน้ามืดจนหมดสติระหว่างเปลี่ยนท่าหรือหลังยืนขึ้น
  • ติดต่อพยาบาลหรือแพทย์ภายในวันเดียวกันหากผู้สูงอายุบ่นปวดข้อไหล่หรือแขนรุนแรงหลังถูกพยุงลุก
  • นัดพบนักกายภาพบำบัดในสัปดาห์นี้หากสังเกตว่าต้องออกแรงช่วยย้ายตัวมากขึ้นเรื่อย ๆ ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา
  • นัดพบแพทย์ในสัปดาห์นี้หากเวียนหัวหรือหน้ามืดเวลาลุกยืนเกิดขึ้นซ้ำหลายครั้งแม้จะเปลี่ยนท่าอย่างช้า ๆ แล้ว
  • เฝ้าสังเกตและจดบันทึกความสามารถในการช่วยตัวเองขณะย้ายตัวทุกครั้ง เพื่อนำไปเล่าให้ผู้เชี่ยวชาญฟังในนัดถัดไป

เช็กลิสต์สรุป

  • ประเมินความตื่นตัวและความมั่นคงของผู้สูงอายุก่อนย้ายทุกครั้ง
  • ล็อกล้อเตียงและล้อรถเข็นให้แน่นก่อนเริ่ม
  • เปลี่ยนท่าเป็นลำดับ นอน นั่งบนเตียง นั่งห้อยขา แล้วจึงยืน
  • ไม่ดึงแขนหรือรักแร้ ใช้การรองรับที่ระดับเอวแทน
  • ยืนย่อเข่าและอยู่ใกล้ผู้สูงอายุที่สุดขณะออกแรง
  • สังเกตอาการหน้ามืดหรือเวียนหัวในทุกขั้นตอน
  • ปรึกษานักกายภาพบำบัดหากต้องออกแรงช่วยมากขึ้นเรื่อย ๆ

คำถามที่พบบ่อย

ควรรอนานแค่ไหนก่อนให้ผู้สูงอายุยืนหลังจากนั่งขอบเตียง

ไม่มีระยะเวลาตายตัวที่ใช้ได้กับทุกคน โดยทั่วไปควรให้นั่งขอบเตียงอย่างน้อยครึ่งถึงหนึ่งนาทีและสังเกตว่าไม่มีอาการหน้ามืดหรือเวียนหัวก่อนจึงค่อยยืน หากผู้สูงอายุมีประวัติความดันตกเมื่อเปลี่ยนท่าบ่อย ควรปรึกษาแพทย์เรื่องระยะเวลาที่เหมาะสมเฉพาะราย

จำเป็นต้องใช้เข็มขัดพยุงตัวทุกครั้งหรือไม่

ไม่จำเป็นสำหรับผู้สูงอายุที่ยังทรงตัวและรับน้ำหนักตัวเองได้ดี แต่แนะนำอย่างยิ่งเมื่อผู้สูงอายุเริ่มต้องการแรงช่วยมากขึ้น หรือผู้ดูแลรู้สึกไม่มั่นใจในการพยุงด้วยมือเปล่า ควรให้นักกายภาพบำบัดประเมินว่าจำเป็นต้องใช้หรือไม่และสอนวิธีใช้ที่ถูกต้อง

ถ้าผู้สูงอายุตัวใหญ่กว่าผู้ดูแลมากควรทำอย่างไร

ควรหาผู้ช่วยอย่างน้อยหนึ่งคนร่วมย้ายตัวเสมอ ไม่ควรพยายามย้ายคนเดียวหากน้ำหนักตัวต่างกันมาก เพราะเสี่ยงทั้งการหกล้มของผู้สูงอายุและการบาดเจ็บหลังของผู้ดูแล หากไม่มีผู้ช่วยเพียงพอ ควรปรึกษาเรื่องอุปกรณ์ช่วยย้ายตัว เช่น เครื่องยกไฟฟ้าหรือแผ่นเลื่อนตัว กับนักกายภาพบำบัด

ผู้สูงอายุกลัวหกล้มจนไม่ยอมให้ย้ายตัวควรทำอย่างไร

ควรเริ่มจากการฟังว่ากลัวจุดไหนโดยเฉพาะ เช่น กลัวขาไม่มีแรง กลัวพื้นลื่น หรือเคยหกล้มมาก่อน แล้วอธิบายขั้นตอนที่จะทำให้ฟังก่อนเริ่มทุกครั้งเพื่อลดความไม่แน่นอน การให้ผู้สูงอายุมีส่วนร่วมในจังหวะและวิธีที่ตัวเองสบายใจ มักช่วยลดความกลัวได้ดีกว่าการเร่งหรือฝืนทำ

ต้องใช้ Timed Up and Go ประเมินเองที่บ้านได้ไหม

การประเมินด้วยวิธี Timed Up and Go ควรทำและแปลผลโดยแพทย์หรือนักกายภาพบำบัดที่ผ่านการฝึกฝน เพราะการแปลผลต้องพิจารณาปัจจัยอื่นร่วมด้วย ครอบครัวสามารถสังเกตความเปลี่ยนแปลงเบื้องต้น เช่น เดินช้าลงหรือลุกจากเก้าอี้ลำบากขึ้น แล้วนำข้อมูลไปเล่าให้ผู้เชี่ยวชาญประเมินอย่างเป็นทางการต่อไป

ย้ายตัวตอนกลางคืนแตกต่างจากตอนกลางวันอย่างไร

ตอนกลางคืนผู้สูงอายุมักตื่นไม่เต็มที่และแสงสว่างน้อยกว่า ทำให้ความเสี่ยงหกล้มสูงขึ้น ควรเปิดไฟให้สว่างพอก่อนย้ายตัวทุกครั้ง ให้เวลาปรับตัวนานขึ้นกว่าตอนกลางวัน และพิจารณาติดตั้งไฟส่องสว่างอัตโนมัติหรือกระดิ่งเรียกไว้ใกล้เตียงหากต้องลุกกลางดึกบ่อย

ผู้ดูแลปวดหลังจากการย้ายตัวผู้สูงอายุเป็นประจำควรทำอย่างไร

อาการปวดหลังที่เกิดขึ้นซ้ำเป็นสัญญาณว่าเทคนิคหรือท่าทางที่ใช้อาจไม่ถูกต้อง ควรทบทวนว่าก้มหลังหรือบิดเอวขณะออกแรงหรือไม่ และปรึกษานักกายภาพบำบัดเพื่อขอคำแนะนำเทคนิคที่ถูกต้องหรืออุปกรณ์ช่วยที่ลดภาระหลัง ไม่ควรฝืนทำต่อไปจนบาดเจ็บสะสมรุนแรงขึ้น

สรุป

  • การย้ายตัวที่ปลอดภัยเริ่มจากการประเมินสภาพผู้สูงอายุก่อนทุกครั้ง ไม่ใช่ทำตามความเคยชินแบบเดิมทุกวัน
  • การเปลี่ยนท่าเป็นลำดับขั้นและรอสังเกตอาการช่วยลดความเสี่ยงความดันตกเมื่อเปลี่ยนท่าได้มาก
  • เทคนิคที่ให้ผู้สูงอายุใช้แรงตัวเองและท่ายืนที่ถูกต้องของผู้ดูแล ปกป้องทั้งสองฝ่ายไปพร้อมกัน
  • เมื่อการย้ายตัวเริ่มต้องใช้แรงมากขึ้นเรื่อย ๆ ควรขอนักกายภาพบำบัดหรือพยาบาลประเมินและแนะนำอุปกรณ์ที่เหมาะสม แทนการฝืนทำต่อไปด้วยวิธีเดิม

จัดทำโดยทีมกองบรรณาธิการสูงวัยไทย

เครื่องมือและคู่มือที่เกี่ยวข้อง