สูงวัยไทย
โอนเงินให้มิจฉาชีพไปแล้ว หลังผ่านช่วงฉุกเฉิน ครอบครัวควรดูแลผู้สูงอายุต่อไปอย่างไร
พิมพ์เมื่อ 15 กันยายน 2026
โอนเงินให้มิจฉาชีพไปแล้ว หลังผ่านช่วงฉุกเฉิน ครอบครัวควรดูแลผู้สูงอายุต่อไปอย่างไร
แนวทางดูแลผู้สูงอายุและจัดระบบการเงินในบ้าน ช่วงหลังแจ้งธนาคารและตำรวจเรื่องถูกหลอกโอนเงินแล้ว ตั้งแต่ดูแลสภาพใจ ป้องกันการถูกเล็งเป็นเป้าซ้ำ ไปจนถึงฟื้นความเชื่อมั่นด้านการเงินอย่างให้เกียรติ
เผยแพร่เมื่อ 5 สิงหาคม 2026

รูปภาพโดย RDNE Stock project / Pexels
ข้อจำกัดความรับผิดชอบทางการแพทย์
เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ ไม่สามารถใช้วินิจฉัย รักษา หรือป้องกันโรคได้ หากมีอาการผิดปกติหรือมีความเสี่ยง ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร
คำตอบสั้น ๆ
- หลังแจ้งธนาคารและตำรวจเรื่องถูกหลอกโอนเงินเรียบร้อยแล้ว ช่วงถัดไปที่สำคัญไม่แพ้กันคือการดูแลสภาพใจของผู้สูงอายุและจัดระบบการเงินในบ้านใหม่ ไม่ใช่แค่รอผลคดี
- ผู้ที่เพิ่งถูกหลอกมักตกเป็นเป้าซ้ำจากคนที่อ้างว่า 'ช่วยตามเงินคืนได้' โดยขอค่าธรรมเนียมล่วงหน้า ครอบครัวควรรู้ทันรูปแบบนี้ไว้ก่อน เพราะมักมาในจังหวะที่ผู้เสียหายอยากได้เงินคืนมากที่สุด
- ความรู้สึกอับอายและโทษตัวเองเป็นปฏิกิริยาที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุที่ถูกหลอก และบางครั้งแสดงออกเป็นอาการทางกายหรือการถอนตัวจากคนรอบข้างมากกว่าการพูดว่าเศร้าตรงๆ ครอบครัวจึงต้องสังเกตให้ไว
- การจัดระบบตรวจสอบบัญชีร่วมกันในบ้านควรเป็นข้อตกลงที่ผู้สูงอายุมีส่วนร่วมตัดสินใจ ไม่ใช่การยึดบัตรหรือแอปธนาคารทั้งหมดไปดูแลแทนอย่างถาวร เพราะจะยิ่งทำให้รู้สึกสูญเสียความเป็นตัวเองซ้ำสอง
- คู่มือนี้เริ่มต้นจากจุดที่ขั้นตอนฉุกเฉิน เช่น แจ้งธนาคารอายัดบัญชีและแจ้งความ ทำเสร็จไปแล้ว และพาไปสู่ช่วงสัปดาห์ถึงเดือนถัดไปที่ครอบครัวต้องฟื้นตัวไปด้วยกัน
เหมาะกับใคร
- เหมาะกับครอบครัวที่ทำขั้นตอนฉุกเฉินเบื้องต้น เช่น แจ้งธนาคารและแจ้งความแล้ว และกำลังมองหาว่าจะดูแลผู้สูงอายุและจัดระบบบ้านต่อไปอย่างไรในช่วงถัดจากนี้
- เหมาะกับผู้ดูแลที่กังวลว่าผู้สูงอายุจะเก็บกดความรู้สึกอับอาย ไม่กล้าคุยเรื่องเงินอีก หรือเริ่มมีท่าทีซึมและถอนตัวหลังเกิดเหตุ
- เหมาะกับบ้านที่ต้องการวางระบบการเงินร่วมกันแบบให้เกียรติผู้สูงอายุ แทนที่จะยึดอำนาจการตัดสินใจทั้งหมดไปทันที
- ไม่เหมาะเป็นคู่มือขั้นตอนฉุกเฉินสำหรับผู้ที่เพิ่งโอนเงินไปในไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมาและยังไม่ได้แจ้งธนาคารหรือตำรวจ ซึ่งควรใช้คู่มือขั้นตอนฉุกเฉินโดยตรงก่อน
สิ่งที่ควรรู้
สิ่งที่เกิดขึ้นในใจผู้สูงอายุ ไม่ใช่แค่เรื่องเงินที่หายไป
การถูกหลอกโอนเงินกระทบมากกว่าตัวเลขในบัญชี หลายคนรู้สึกว่าตัวเองพลาดในเรื่องที่ 'ไม่ควรพลาด' และกลัวว่าลูกหลานจะมองว่าท่านช่วยตัวเองไม่ได้อีกต่อไป ความกลัวนี้บางครั้งรุนแรงกว่าความเสียดายเงินที่หายไปเสียอีก และอาจทำให้ผู้สูงอายุปิดบังรายละเอียดบางส่วนเพราะอาย
ปฏิกิริยาทางใจหลังถูกหลอกในผู้สูงอายุอาจไม่แสดงออกเป็นคำว่า 'เศร้า' หรือ 'กังวล' ตรงๆ แต่มักออกมาเป็นอาการทางกาย เช่น เบื่ออาหาร นอนไม่หลับ ปวดเมื่อยไม่ทราบสาเหตุ หรือถอนตัวจากกิจกรรมและคนรอบข้างที่เคยชอบ ลักษณะนี้เป็นรูปแบบการแสดงออกของภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุที่พบได้บ่อยกว่าการพูดถึงความรู้สึกตรงๆ ครอบครัวจึงต้องสังเกตพฤติกรรม ไม่ใช่รอฟังคำพูด
การรักษาศักดิ์ศรีในช่วงนี้สำคัญมาก ผู้สูงอายุยังเป็นผู้ใหญ่ที่มีสิทธิ์ตัดสินใจเรื่องของตัวเอง การพูดคุยจึงควรเริ่มจากการรับฟังท่านโดยตรงก่อน แล้วจึงค่อยชวนคิดหาทางป้องกันร่วมกัน ไม่ใช่การประกาศให้ลูกหลานเข้ามาควบคุมทุกอย่างแทนโดยไม่ถาม
- สัญญาณที่ควรสังเกต: เบื่ออาหาร นอนไม่หลับ ถอนตัวจากกิจกรรมเดิม ไม่อยากคุยเรื่องเงินเลย
- สิ่งที่ควรทำก่อน: ฟังท่านพูดถึงเหตุการณ์ด้วยตัวเองก่อน ไม่ใช่สรุปแทนหรือพูดถึงแต่เรื่องแผนป้องกันทันที
ทำไมผู้ที่เพิ่งถูกหลอกจึงมักถูกเล็งเป็นเป้าซ้ำ
ข้อมูลของผู้เคยตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพมักถูกส่งต่อหรือขายต่อในเครือข่ายกลุ่มมิจฉาชีพด้วยกันเอง เพราะถือว่าเป็นกลุ่มที่เคย 'หลงเชื่อได้' มาแล้วครั้งหนึ่ง รูปแบบที่พบบ่อยที่สุดในช่วงหลังเกิดเหตุคือมีคนโทรมาอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่หรือทนายที่ช่วย 'ตามเงินคืนให้ได้' โดยขอให้โอนค่าธรรมเนียมดำเนินการล่วงหน้าก่อน
กลวิธีนี้ได้ผลดีเพราะมาในจังหวะที่ผู้เสียหายอยากได้เงินคืนที่สุด และมักอ้างความเร่งด่วนคล้ายครั้งแรก เช่น ต้องรีบดำเนินการก่อนคดีหมดอายุความ หรือมีโควตาช่วยเหลือจำกัด ครอบครัวควรรู้กฎเดียวไว้ล่วงหน้าคือ หน่วยงานที่ช่วยติดตามเงินคืนจริงจะไม่มีวันเรียกเก็บค่าธรรมเนียมล่วงหน้าทางโทรศัพท์หรือแอปแชท
- สัญญาณของการถูกเล็งซ้ำ: มีคนโทรมาอ้างว่าช่วยตามเงินคืนได้ และขอเงินหรือข้อมูลส่วนตัวเพิ่ม
- กฎที่จำง่าย: หน่วยงานจริงไม่เรียกเก็บค่าธรรมเนียมล่วงหน้าเพื่อ 'ช่วยตามเงินคืน' ทางโทรศัพท์
การจัดการเงินร่วมกันในบ้าน ไม่ใช่การยึดอำนาจถาวร
การโอนเงินและจัดการบัญชีธนาคารเองจัดเป็นหนึ่งใน IADL หรือกิจวัตรประจำวันที่ซับซ้อนกว่าการดูแลตัวเองพื้นฐาน เช่นเดียวกับการจัดยาหรือการเดินทาง การถูกหลอกครั้งเดียวไม่ได้แปลว่าความสามารถด้านนี้หายไปทั้งหมด แต่เป็นสัญญาณว่าควรมีระบบตรวจสอบร่วมเพิ่มขึ้นในจุดที่มีความเสี่ยงสูง เช่น การโอนเงินก้อนใหญ่แบบเร่งด่วน
ระบบที่ยั่งยืนกว่าการยึดควบคุมทั้งหมดคือการตกลงร่วมกันว่าธุรกรรมแบบใดที่ต้องปรึกษาคนในบ้านก่อนเสมอ เช่น การโอนเงินเกินจำนวนหนึ่งหรือการโอนให้บัญชีที่ไม่คุ้นเคย ส่วนธุรกรรมประจำวันทั่วไปยังปล่อยให้ผู้สูงอายุทำเองได้ตามเดิม วิธีนี้ช่วยลดความเสี่ยงโดยไม่ทำให้ท่านรู้สึกว่าถูกลดสถานะเป็นเด็ก
ข้อจำกัดของบ้านไทยที่ทำให้ช่วงนี้ยากกว่าที่คิด
หลายครอบครัวไทยมีความเกรงใจเป็นทุนเดิม ผู้สูงอายุจำนวนมากไม่อยากเป็นภาระให้ลูกหลานที่ต้องทำงานประจำ จึงอาจปิดบังว่ายังกังวลเรื่องนี้อยู่ หรือรีบบอกว่า 'ไม่เป็นไรแล้ว' ทั้งที่ในใจยังไม่คลาย ผู้ดูแลที่อยู่คนละบ้านหรือทำงานนอกบ้านทั้งวันจึงต้องตั้งใจถามซ้ำเป็นระยะ ไม่ใช่ถามครั้งเดียวแล้วเชื่อว่าเรื่องจบแล้ว
บ้านที่ผู้สูงอายุอยู่คนเดียวหรือมีคู่สมรสสูงอายุด้วยกันสองคน มักไม่มีใครช่วยสังเกตความเปลี่ยนแปลงในชีวิตประจำวันอย่างใกล้ชิด การนัดโทรหรือแวะเยี่ยมเป็นประจำในช่วงเดือนแรกหลังเกิดเหตุจึงสำคัญกว่าการส่งข้อความถามเฉยๆ

รูปภาพโดย SHVETS production / Pexels
ขั้นตอนที่ควรทำ
สัปดาห์แรก: ดูแลใจก่อนดูแลเงิน
เริ่มจากพูดคุยกับผู้สูงอายุตรงๆ ด้วยน้ำเสียงเข้าใจ ไม่ใช้คำตำหนิหรือพูดซ้ำเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยเกินไป ให้ท่านเล่าเหตุการณ์ในแบบของท่านเองก่อน แล้วค่อยชวนคุยเรื่องขั้นตอนถัดไป การรีบเข้าสู่โหมด 'แก้ปัญหา' ทันทีโดยไม่ฟังความรู้สึกก่อนมักทำให้ผู้สูงอายุรู้สึกโดดเดี่ยวมากขึ้น
- เลือกเวลาที่ทั้งสองฝ่ายไม่เร่งรีบ ไม่ใช่คุยแทรกระหว่างทำงาน
- พูดกับผู้สูงอายุก่อนคนอื่นในบ้าน ให้ท่านรู้สึกว่ายังเป็นศูนย์กลางของเรื่องนี้
- หลีกเลี่ยงประโยคเช่น 'ทำไมถึงหลงเชื่อได้' และใช้ประโยคเช่น 'ตอนนี้เป็นยังไงบ้าง มีอะไรให้ช่วยไหม' แทน
จัดระบบการเงินร่วมกันแบบที่ยังให้เกียรติ
หลังใจเริ่มนิ่งขึ้น ค่อยชวนคุยเรื่องระบบตรวจสอบบัญชีร่วมกัน โดยเน้นว่าเป็นการช่วยกันดูแล ไม่ใช่การเข้ามาแทนที่การตัดสินใจของท่านทั้งหมด ให้ผู้สูงอายุมีส่วนกำหนดเงื่อนไขด้วยตัวเอง เช่น จำนวนเงินที่ต้องปรึกษาก่อนโอน
- ตกลงร่วมกันว่าธุรกรรมเกินจำนวนเท่าใดควรปรึกษาคนในบ้านก่อนเสมอ
- สอบถามธนาคารเรื่องการตั้งวงเงินโอนต่อวันหรือการยืนยันสองขั้นตอนสำหรับธุรกรรมก้อนใหญ่
- บันทึกเบอร์ธนาคาร เลขคดีที่แจ้งความ และชื่อเจ้าหน้าที่ที่ติดต่อไว้ในที่เดียวกันให้ทุกคนในบ้านเข้าถึงได้
เฝ้าระวังการถูกเล็งซ้ำในระยะยาว
ตั้งกฎที่ชัดเจนและไม่มีข้อยกเว้นสำหรับสายหรือข้อความที่อ้างว่าจะช่วยตามเงินคืน และวางระบบให้ทุกคนในบ้านรู้ตรงกัน เพื่อไม่ให้ผู้สูงอายุต้องตัดสินใจคนเดียวหากมีคนติดต่อมาอีก
- ตั้งกฎเหล็กว่าจะไม่โอนเงินหรือให้ข้อมูลส่วนตัวเพิ่มกับใครที่อ้างว่าช่วยตามเงินคืนได้
- หากมีสายลักษณะนี้เข้ามา ให้วางสายแล้วแจ้งคนในบ้านและธนาคารทันทีในวันเดียวกัน
- นัดทบทวนสถานการณ์ร่วมกันในบ้านทุก 1 เดือนในช่วง 3 เดือนแรกหลังเกิดเหตุ เพื่อดูว่าใจและระบบป้องกันเป็นอย่างไรบ้าง
สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง
- ตำหนิหรือพูดถึงเหตุการณ์ซ้ำๆ จนผู้สูงอายุรู้สึกผิดมากขึ้นทุกครั้งที่คุยกัน
- ยึดบัตรเอทีเอ็มหรือแอปธนาคารทั้งหมดไปดูแลแทนโดยไม่ปรึกษาหรืออธิบายเหตุผล
- เชื่อคนที่อ้างว่าช่วย 'ตามเงินคืน' ได้โดยเรียกเก็บค่าธรรมเนียมล่วงหน้า
- คิดว่าเรื่องจบแล้วทันทีที่แจ้งความเสร็จ แล้วไม่ติดตามสภาพใจของผู้สูงอายุต่อ
- ปล่อยให้ผู้สูงอายุรับมือความรู้สึกอับอายคนเดียวโดยไม่มีใครในบ้านพูดคุยด้วย
- ให้คนเดียวในครอบครัวรู้เรื่องระบบป้องกันและสถานะคดีทั้งหมด หากคนนั้นติดต่อไม่ได้ก็ไม่มีใครช่วยต่อได้ทัน
เมื่อใดควรขอความช่วยเหลือ
- โทร 1669 หรือไปห้องฉุกเฉินทันที หากผู้สูงอายุมีความคิดทำร้ายตนเอง แสดงความสิ้นหวังรุนแรง หรือมีอาการทางกายเฉียบพลันจากความเครียด เช่น เจ็บแน่นหน้าอกหรือหายใจลำบาก
- ติดต่อธนาคารและแจ้งความภายในวันเดียวกัน หากมีคนโทรหรือส่งข้อความมาอ้างว่าช่วยตามเงินคืนได้และขอเงินหรือข้อมูลส่วนตัวเพิ่ม
- นัดพบแพทย์หรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพใจภายในสัปดาห์นี้ หากผู้สูงอายุมีอาการเบื่ออาหาร นอนไม่หลับ หรือถอนตัวจากกิจกรรมเดิมต่อเนื่องเกินหนึ่งสัปดาห์
- นัดคุยกับธนาคารเพื่อทบทวนระบบวงเงินและการยืนยันธุรกรรมภายในสัปดาห์นี้ หากยังไม่ได้ตั้งระบบป้องกันการโอนเงินก้อนใหญ่แบบเร่งด่วน
- เฝ้าสังเกตและบันทึกอารมณ์ พฤติกรรมการใช้เงิน และสายที่ไม่รู้จักในช่วง 1-2 เดือนแรก เพื่อนำข้อมูลไปคุยกับคนในครอบครัวหรือผู้เชี่ยวชาญหากมีสัญญาณเปลี่ยนแปลง
เช็กลิสต์สรุป
- คุยกับผู้สูงอายุด้วยความเข้าใจโดยไม่ตำหนิ ภายในวันสองวันแรกหลังเหตุการณ์สงบ
- ตกลงระบบตรวจสอบบัญชีร่วมกันที่ยังให้ผู้สูงอายุมีสิทธิ์ตัดสินใจ ไม่ใช่การยึดอำนาจทั้งหมด
- บันทึกเบอร์ธนาคาร เลขคดี และชื่อผู้ติดต่อไว้ในที่เดียวที่ทุกคนในบ้านเข้าถึงได้
- ตั้งกฎเหล็กว่าจะไม่จ่ายเงินให้ใครที่อ้างว่าช่วยตามเงินคืนได้
- สังเกตอารมณ์ การกิน และการนอนของผู้สูงอายุอย่างสม่ำเสมอในช่วง 2-4 สัปดาห์แรก
- แจ้งคนใกล้ชิดทุกคนในบ้านให้รับรู้สถานการณ์และช่วยกันสังเกต ไม่ให้เป็นภาระของคนเดียว
- นัดทบทวนทั้งสภาพใจและระบบป้องกันร่วมกันอีกครั้งภายใน 1 เดือน
คำถามที่พบบ่อย
หลังแจ้งธนาคารและตำรวจแล้ว ต้องคุยเรื่องนี้กับผู้สูงอายุซ้ำอีกไหม หรือปล่อยให้ลืมไปเอง
ควรคุยเป็นระยะแบบเบาๆ ไม่ใช่ปล่อยให้ลืมไปเองหรือคุยซ้ำจนกลายเป็นการตอกย้ำ การถามไถ่สั้นๆ เช่น 'ช่วงนี้เป็นยังไงบ้าง' ช่วยให้ท่านรู้ว่ายังมีคนใส่ใจ และช่วยให้ครอบครัวจับสัญญาณความเครียดที่อาจซ่อนอยู่ได้เร็วขึ้น โดยไม่ต้องพูดถึงรายละเอียดเหตุการณ์ซ้ำทุกครั้ง
มีคนโทรมาบอกว่าเป็นทนายหรือเจ้าหน้าที่ที่ช่วยตามเงินคืนให้ได้ ควรเชื่อไหม
ควรระวังไว้ก่อนเสมอ โดยเฉพาะหากมีการขอให้โอนเงินค่าธรรมเนียมล่วงหน้าหรือให้ข้อมูลส่วนตัวเพิ่มเติม หน่วยงานทางการที่ช่วยดำเนินการเรื่องนี้จริงจะไม่เรียกเก็บค่าใช้จ่ายล่วงหน้าทางโทรศัพท์หรือแอปแชท หากไม่แน่ใจให้วางสายแล้วติดต่อธนาคารหรือหน่วยงานผ่านช่องทางที่ค้นหาเองเพื่อตรวจสอบ
ควรให้ผู้สูงอายุใช้แอปธนาคารต่อไปเองไหม หรือควรให้ลูกหลานทำแทนทั้งหมด
ไม่มีคำตอบเดียวที่เหมาะกับทุกคน ขึ้นอยู่กับว่าผู้สูงอายุยังจัดการเรื่องนี้ได้มากน้อยแค่ไหนและรู้สึกอย่างไรกับการมอบให้คนอื่นทำแทน แนวทางที่สมดุลคือให้ท่านยังทำธุรกรรมทั่วไปเองได้ แต่ตกลงร่วมกันว่าธุรกรรมก้อนใหญ่หรือผิดปกติต้องปรึกษาคนในบ้านก่อนเสมอ แทนที่จะยึดสิทธิ์ทั้งหมดไปทันที
ถ้าผู้สูงอายุไม่ยอมพูดถึงเรื่องนี้เลยและบอกว่า 'ไม่เป็นไร' ตลอด ควรทำอย่างไร
อาจเป็นสัญญาณของความอับอายที่ยังไม่คลี่คลาย ไม่ใช่ว่าเรื่องจบแล้วจริงๆ ควรให้เวลาและไม่บังคับให้พูด แต่สังเกตพฤติกรรมอื่นแทน เช่น การกิน การนอน และการเข้าสังคม หากพบสัญญาณถอนตัวหรือซึมต่อเนื่อง ควรชวนพบแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพใจเพื่อประเมินเพิ่มเติม
ครอบครัวควรบอกญาติหรือเพื่อนบ้านคนอื่นเรื่องนี้ด้วยหรือไม่
ควรให้ผู้สูงอายุเป็นคนตัดสินใจว่าจะบอกใครบ้าง เพราะเป็นเรื่องส่วนตัวและกระทบศักดิ์ศรีของท่านโดยตรง สิ่งที่ทำได้แน่นอนคือแจ้งคนในบ้านที่ช่วยดูแลใกล้ชิดให้รับรู้สถานการณ์ เพื่อช่วยกันสังเกตและไม่ให้เป็นภาระของคนเดียว ส่วนการบอกวงกว้างกว่านั้นควรเคารพความต้องการของท่านเป็นหลัก
ต้องตั้งระบบป้องกันแบบนี้ไปตลอดชีวิตเลยหรือไม่ หรือค่อยผ่อนคลายได้
ระบบป้องกันควรทบทวนเป็นระยะ ไม่ใช่ตั้งตายตัวไปตลอด หากผ่านไปหลายเดือนแล้วผู้สูงอายุยังจัดการเรื่องเงินได้ดีและไม่มีสัญญาณเสี่ยงเพิ่ม ครอบครัวสามารถคุยกันเพื่อปรับวงเงินหรือขั้นตอนตรวจสอบให้เหมาะกับสถานการณ์จริงมากขึ้น โดยยังคงกฎเหล็กเรื่องไม่โอนเงินให้คนที่อ้างว่าช่วยตามเงินคืนไว้เสมอ
สรุป
- ช่วงหลังผ่านขั้นตอนฉุกเฉินสำคัญไม่แพ้ชั่วโมงแรก เพราะเป็นช่วงที่กำหนดว่าครอบครัวจะฟื้นตัวไปด้วยกันอย่างไร
- ต้องดูแลใจควบคู่ไปกับเงิน เพราะความอับอายและความรู้สึกผิดมักส่งผลมากกว่าที่ตัวเลขในบัญชีบอกได้
- ระบบป้องกันที่ยั่งยืนควรเป็นข้อตกลงร่วมที่ผู้สูงอายุมีส่วนร่วม ไม่ใช่การยึดอำนาจถาวรที่ลดทอนศักดิ์ศรี
- หากพบสัญญาณซึมเศร้าต่อเนื่องหรือถูกเล็งเป็นเป้าซ้ำจากคนที่อ้างว่าช่วยตามเงินคืนได้ ต้องขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันที
แหล่งข้อมูล
- มาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยทุจริตทางการเงินและอาชญากรรมทางเทคโนโลยี — ธนาคารแห่งประเทศไทย (เปิดในแท็บใหม่)(เข้าถึงเมื่อ 2026-08-11)
- แนวทางส่งเสริมสุขภาพใจและป้องกันภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุ — กรมสุขภาพจิต (เปิดในแท็บใหม่)(เข้าถึงเมื่อ 2026-08-11)
- แนวทางคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิผู้สูงอายุ — กรมกิจการผู้สูงอายุ (เปิดในแท็บใหม่)(เข้าถึงเมื่อ 2026-08-11)
จัดทำโดยทีมกองบรรณาธิการสูงวัยไทย
บทความที่เกี่ยวข้อง

เผลอโอนเงินให้มิจฉาชีพไปแล้ว ผู้สูงอายุและลูกหลานต้องทำอะไรก่อนภายในไม่กี่ชั่วโมง
ลำดับขั้นตอนที่ควรทำทันทีเมื่อผู้สูงอายุโอนเงินให้มิจฉาชีพไปแล้ว ตั้งแต่แจ้งธนาคารและตำรวจ ไปจนถึงตรวจสอบโทรศัพท์และป้องกันการตกเป็นเหยื่อซ้ำ

ครอบครัวรู้ว่าแม่โอนเงินให้มิจฉาชีพไปแล้ว แต่กลับพลาดจังหวะสำคัญเพราะทำสิ่งเหล่านี้
จุดพลาดที่ครอบครัวไทยมักทำหลังผู้สูงอายุโอนเงินให้มิจฉาชีพไปแล้ว ตั้งแต่รอให้แน่ใจก่อนแจ้ง ไปจนถึงยึดควบคุมชีวิตทางการเงินของผู้สูงอายุทั้งหมด

เช็กลิสต์ติดตามหลังโอนเงินให้มิจฉาชีพไปแล้ว ผู้สูงอายุและครอบครัวควรตรวจอะไรบ้าง
เช็กลิสต์สำหรับใช้ติดตามหลังผ่านขั้นตอนแจ้งธนาคารและตำรวจแล้ว ครอบคลุมสถานะเอกสาร ความปลอดภัยของบัญชี สภาพใจผู้สูงอายุ และการเฝ้าระวังการถูกเล็งเป็นเป้าซ้ำในระยะยาว

หลอกเป็นลูกหลานขอเงินผู้สูงอายุ แต่ละบ้านควรเตรียมระบบป้องกันแบบไหนให้พอดี
คู่มือช่วยครอบครัวประเมินความเสี่ยงและเลือกระบบป้องกันกลโกงอ้างเป็นลูกหลาน ให้เหมาะกับสภาพบ้าน การได้ยิน และความสามารถด้านการเงินของผู้สูงอายุแต่ละคน