สูงวัยไทย
ตรวจเท้าผู้สูงอายุเบาหวานทุกวัน ทำอย่างไรให้กลายเป็นกิจวัตรที่ไม่มีวันลืม
พิมพ์เมื่อ 21 กันยายน 2026
ตรวจเท้าผู้สูงอายุเบาหวานทุกวัน ทำอย่างไรให้กลายเป็นกิจวัตรที่ไม่มีวันลืม
ผู้สูงอายุที่เป็นเบาหวานอาจไม่รู้สึกเจ็บเมื่อเท้ามีแผล เพราะเส้นประสาทส่วนปลายเสื่อมลง การตรวจเท้าทุกวันจึงต้องเป็นกิจวัตรที่ทำได้จริงในบ้าน ไม่ใช่แค่คำแนะนำที่พูดครั้งเดียวแล้วลืม
เผยแพร่เมื่อ 20 กันยายน 2026

รูปภาพโดย i-SENS, USA / Pexels
ข้อจำกัดความรับผิดชอบทางการแพทย์
เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ ไม่สามารถใช้วินิจฉัย รักษา หรือป้องกันโรคได้ หากมีอาการผิดปกติหรือมีความเสี่ยง ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร
คำตอบสั้น ๆ
- ผู้สูงอายุที่เป็นเบาหวานมีความเสี่ยงที่แผลที่เท้าจะลุกลามเร็วโดยไม่รู้ตัว เพราะเบาหวานทำให้เส้นประสาทส่วนปลายเสื่อมลง ความรู้สึกเจ็บที่ควรเตือนภัยจึงหายไป และเลือดไปเลี้ยงส่วนปลายก็น้อยลงทำให้แผลหายช้ากว่าคนทั่วไปมาก
- การตรวจเท้าทุกวันคือมาตรการเดียวที่ทำได้ในบ้านและได้ผลจริง เพราะแผลที่เริ่มจากรอยถลอกเล็ก ๆ อาจใช้เวลาเพียงไม่กี่วันในการลุกลามเป็นแผลลึกหรือติดเชื้อในผู้ที่เป็นเบาหวานนานและควบคุมน้ำตาลได้ไม่ดี
- ปัญหาจริงไม่ใช่ว่าไม่รู้ว่าต้องตรวจเท้า แต่คือทำไม่ได้สม่ำเสมอ เพราะลืม เพราะมองไม่เห็นฝ่าเท้าตัวเองจากปัญหาสายตาหรือหลังไม่งอพอ หรือเพราะไม่มีใครกำหนดว่าใครเป็นคนตรวจในแต่ละวัน การแก้ปัญหาจึงต้องออกแบบระบบ ไม่ใช่แค่ตักเตือนให้ตรวจ
- วิธีที่ได้ผลที่สุดคือผูกการตรวจเท้าเข้ากับกิจวัตรที่ทำอยู่แล้วทุกวัน เช่น หลังอาบน้ำหรือก่อนใส่ถุงเท้าตอนเช้า และใช้กระจกหรือให้ผู้ดูแลช่วยดูจุดที่มองไม่เห็นเอง แล้วบันทึกผลไว้เพื่อให้แพทย์ดูความเปลี่ยนแปลงได้ในนัดถัดไป
เหมาะกับใคร
- เหมาะกับผู้ดูแลของผู้สูงอายุที่เป็นเบาหวานและกำลังหาวิธีทำให้การตรวจเท้าเป็นกิจวัตรที่ทำได้จริง ไม่ใช่แค่ตั้งใจแล้วลืม
- เหมาะกับครอบครัวที่ผู้สูงอายุเริ่มมีอาการชาที่เท้า สายตาไม่ดี หรือหลังงอตัวเองดูฝ่าเท้าไม่ถนัดแล้ว
- ไม่เหมาะกับกรณีที่พบแผลที่เท้ามีหนอง กลิ่นเหม็น บวมแดงร้อนลามขึ้นขา หรือมีไข้ร่วมด้วย กรณีนี้ต้องพบแพทย์ทันทีในวันเดียวกัน ไม่ใช่รอดูอาการที่บ้านต่อ
สิ่งที่ควรรู้
ทำไมเบาหวานถึงทำให้แผลที่เท้าอันตรายกว่าคนทั่วไป
เบาหวานที่เป็นมานานและควบคุมน้ำตาลได้ไม่ดี ทำให้เส้นประสาทส่วนปลายบริเวณเท้าเสื่อมลงทีละน้อย ผู้สูงอายุจึงอาจเหยียบของแหลม มีแผลจากรองเท้ากัด หรือมีตุ่มพองโดยไม่รู้สึกเจ็บเลย ทำให้แผลถูกปล่อยไว้นานกว่าจะถูกพบ ซึ่งต่างจากคนทั่วไปที่จะรู้สึกเจ็บและดูแลแผลตั้งแต่เริ่มเป็น
นอกจากความรู้สึกเจ็บที่หายไป เบาหวานยังทำให้หลอดเลือดส่วนปลายตีบแคบลง เลือดไปเลี้ยงเท้าน้อยลง แผลจึงหายช้ากว่าปกติมาก และภูมิต้านทานต่อการติดเชื้อก็ลดลงเมื่อน้ำตาลในเลือดสูง ทำให้แผลเล็ก ๆ ที่คนทั่วไปหายเองได้ใน ไม่กี่วัน อาจกลายเป็นแผลติดเชื้อลุกลามในผู้ที่เป็นเบาหวานได้ภายในเวลาไม่นาน
จุดที่ต้องดูทุกวัน และสัญญาณที่มองข้ามไม่ได้
การตรวจเท้าที่ครบถ้วนต้องดูทั้งฝ่าเท้า ส้นเท้า ระหว่างซอกนิ้วเท้า และรอบเล็บ เพราะเป็นจุดที่แผลเริ่มต้นบ่อยที่สุดแต่มองเห็นยากที่สุดด้วยตัวเอง ควรสังเกตรอยแดง รอยช้ำ ตุ่มพอง ผิวแตก ความชื้นผิดปกติระหว่างนิ้วเท้าซึ่งอาจเป็นเชื้อรา และอุณหภูมิของเท้าทั้งสองข้างว่าแตกต่างกันหรือไม่
สัญญาณที่บ่งบอกว่าแผลเริ่มมีปัญหาคือรอยแดงที่ขยายวงกว้างขึ้น มีของเหลวหรือหนองไหลออกมา มีกลิ่นผิดปกติ หรือผิวหนังรอบแผลบวมร้อนกว่าบริเวณอื่น อาการเหล่านี้ต้องรีบพบแพทย์ ไม่ใช่รอดูว่าจะดีขึ้นเองก่อน เพราะในผู้ที่เป็นเบาหวาน แผลติดเชื้อลุกลามเร็วกว่าที่คิด
อุปสรรคจริงที่ทำให้ตรวจเท้าไม่สม่ำเสมอ
ปัญหาที่พบบ่อยที่สุดไม่ใช่การไม่รู้ว่าต้องตรวจเท้า แต่คือข้อจำกัดทางร่างกาย เช่น หลังไม่งอพอจะก้มดูฝ่าเท้าตัวเอง สายตายาวตามวัยหรือ presbyopia ทำให้มองรายละเอียดเล็ก ๆ ไม่ชัด หรือความจำที่เริ่มถดถอยทำให้ลืมว่าตรวจไปแล้วหรือยัง ยิ่งถ้าผู้สูงอายุอยู่คนเดียวในบางช่วงของวัน การตรวจเท้าก็ยิ่งขาดหายง่าย
อีกอุปสรรคหนึ่งคือไม่มีใครรับผิดชอบชัดเจนว่าใครเป็นคนตรวจในแต่ละวัน โดยเฉพาะบ้านที่ผู้ดูแลผลัดกันหลายคน การแก้ปัญหานี้ต้องกำหนดให้ชัดว่าใครตรวจวันไหน และมีจุดบันทึกที่ทุกคนเห็นร่วมกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างจำในหัวว่าตรวจไปหรือยัง
ผูกการตรวจเท้าเข้ากับกิจวัตรประจำวันที่มีอยู่แล้ว
วิธีที่ได้ผลที่สุดในการทำให้กิจกรรมใหม่กลายเป็นกิจวัตรที่ทำได้จริง คือผูกมันเข้ากับกิจวัตรประจำวัน (ADL) ที่ทำอยู่แล้วทุกวัน เช่น ตรวจเท้าทันทีหลังอาบน้ำตอนที่เท้ายังเปียกและมองเห็นชัด หรือตรวจก่อนใส่ถุงเท้าตอนเช้าซึ่งเป็นจังหวะที่ต้องก้มดูเท้าอยู่แล้ว แทนที่จะสร้างเวลาตรวจใหม่ที่ต้องจำแยกต่างหาก
การใช้กระจกวางบนพื้นเพื่อดูฝ่าเท้าโดยไม่ต้องก้มมาก หรือให้สมาชิกครอบครัวช่วยดูซอกนิ้วเท้าและส้นเท้าให้ในจังหวะที่ทาโลชั่นหรือตัดเล็บ ก็ช่วยแก้ปัญหาหลังไม่งอพอและสายตาไม่ดีได้พร้อมกัน โดยไม่ต้องซื้ออุปกรณ์ราคาแพง

รูปภาพโดย Artem Podrez / Pexels
ขั้นตอนที่ควรทำ
ตั้งเวลาตรวจเท้าให้ผูกกับกิจวัตรเดิม
เลือกช่วงเวลาที่ทำกิจวัตรอื่นอยู่แล้วทุกวัน และให้การตรวจเท้าเป็นขั้นตอนต่อเนื่องจากกิจวัตรนั้น เพื่อไม่ต้องอาศัยความจำแยกต่างหาก
- ตรวจเท้าทันทีหลังอาบน้ำขณะเท้ายังเปียกและมองเห็นชัด
- หรือตรวจก่อนใส่ถุงเท้าและรองเท้าตอนเช้าทุกวัน
- กำหนดให้ชัดว่าวันไหนใครเป็นคนตรวจ หากมีผู้ดูแลผลัดกันหลายคน
ตรวจให้ครบทุกจุดอย่างเป็นระบบ
ใช้ลำดับการตรวจเดียวกันทุกครั้งเพื่อไม่ให้พลาดจุดใดจุดหนึ่ง โดยเฉพาะจุดที่มองเห็นยากที่สุด
- ดูฝ่าเท้าทั้งสองข้างด้วยกระจกวางพื้นหรือให้ผู้ดูแลช่วยดู
- ดูซอกนิ้วเท้าทุกซอกว่ามีความชื้นผิดปกติหรือผิวลอกหรือไม่
- ดูรอบเล็บเท้าว่ามีรอยแดง บวม หรือเล็บขบหรือไม่
- สัมผัสอุณหภูมิเท้าทั้งสองข้างเทียบกันว่าข้างใดร้อนหรือเย็นผิดปกติ
บันทึกผลและเตรียมข้อมูลไปพบแพทย์
การจดบันทึกช่วยให้เห็นความเปลี่ยนแปลงที่ค่อยเป็นค่อยไปซึ่งตาเปล่าในแต่ละวันอาจมองไม่ทัน และช่วยให้แพทย์ประเมินได้แม่นยำขึ้นในนัดตรวจคัดกรองภาวะแทรกซ้อนเบาหวานประจำปี
- ถ่ายภาพจุดที่สงสัยไว้เทียบกับวันก่อนหน้าเพื่อดูว่าใหญ่ขึ้นหรือไม่
- จดวันที่พบรอยผิดปกติและตำแหน่งที่ชัดเจน
- นำประวัติการตรวจเท้าไปให้แพทย์ดูทุกครั้งที่นัดตรวจเบาหวาน
สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง
- อย่าปล่อยให้แผลเล็ก ๆ ที่เท้าหายเองโดยไม่ทำความสะอาดหรือไม่แจ้งใคร เพราะแผลลุกลามเร็วกว่าที่คิดในผู้เป็นเบาหวาน
- อย่าตัดเล็บเท้าลึกจนเข้าเนื้อหรือแคะซอกเล็บเองหากมีปัญหาสายตาหรือมือสั่น ควรให้ผู้เชี่ยวชาญด้านเท้าเบาหวานดูแลจุดที่เสี่ยงบาดเจ็บ
- อย่าเดินเท้าเปล่าในบ้านหรือนอกบ้านแม้ระยะสั้น เพราะเสี่ยงเหยียบของแหลมโดยไม่รู้สึกเจ็บ
- อย่าใช้กระเป๋าน้ำร้อนหรือแผ่นให้ความร้อนวางบนเท้าโดยตรงเพื่อคลายอาการชา เพราะความรู้สึกร้อนที่เท้าลดลงอาจทำให้ผิวหนังไหม้โดยไม่รู้ตัว
- อย่ารอให้ครบนัดตรวจประจำปีหากพบรอยผิดปกติที่เท้าระหว่างนั้น ควรติดต่อแพทย์ทันทีไม่ต้องรอถึงนัด
เมื่อใดควรขอความช่วยเหลือ
- โทร 1669 หรือไปห้องฉุกเฉินทันที หากพบแผลที่เท้าบวมแดงร้อนลามขึ้นขาอย่างรวดเร็ว มีไข้สูง หนาวสั่น หรือสับสนเฉียบพลันร่วมด้วย ซึ่งอาจเป็นการติดเชื้อรุนแรงลามเข้าสู่กระแสเลือด
- ติดต่อแพทย์ภายในวันเดียวกัน หากพบแผลใหม่ที่มีหนองหรือกลิ่นผิดปกติ รอยแดงขยายวงกว้างขึ้นภายในไม่กี่ชั่วโมง หรือเท้าข้างหนึ่งบวมร้อนผิดปกติจากอีกข้าง
- นัดพบแพทย์เร็วขึ้นกว่ากำหนด หากพบตุ่มพอง ผิวแตกลึก หรือเล็บขบที่ยังไม่มีหนอง แต่เป็นตำแหน่งที่รับน้ำหนักบ่อยเวลาเดิน
- เฝ้าสังเกตและจดบันทึกไว้คุยกับแพทย์ในนัดถัดไป หากพบเพียงผิวแห้งแตกเป็นขุยเล็กน้อยโดยไม่มีแผลเปิดหรือรอยแดง
เช็กลิสต์สรุป
- ตรวจเท้าทุกวันในเวลาเดียวกับกิจวัตรที่ทำอยู่แล้ว เช่น หลังอาบน้ำ
- ดูฝ่าเท้า ซอกนิ้ว ส้นเท้า และรอบเล็บให้ครบทุกจุด
- ใช้กระจกหรือให้ผู้ดูแลช่วยดูจุดที่เอื้อมไม่ถึง
- ถ่ายภาพจุดที่สงสัยเทียบกับวันก่อนหน้า
- กำหนดชัดว่าวันไหนใครเป็นคนตรวจ หากมีผู้ดูแลหลายคน
- นำบันทึกไปให้แพทย์ดูทุกนัดตรวจเบาหวาน
- ไม่เดินเท้าเปล่าในบ้านหรือนอกบ้าน
คำถามที่พบบ่อย
ผู้สูงอายุตัวเองมองไม่เห็นฝ่าเท้าเพราะหลังไม่งอ ควรทำอย่างไร
ใช้กระจกบานเล็กวางบนพื้นแล้วก้มดูโดยไม่ต้องงอหลังมาก หรือให้สมาชิกครอบครัวช่วยดูให้ในจังหวะที่ทำกิจวัตรอื่นอยู่แล้ว เช่น ตอนทาโลชั่นหรือตัดเล็บ วิธีนี้ช่วยให้ตรวจได้ครบโดยไม่ต้องฝืนร่างกาย
ตรวจเท้าทุกวันจำเป็นแค่ไหนถ้าควบคุมน้ำตาลได้ดีอยู่แล้ว
ยังจำเป็นอยู่ เพราะแม้ควบคุมน้ำตาลได้ดี ความรู้สึกที่เท้าที่เสียไปแล้วจากเส้นประสาทเสื่อมมักไม่กลับมาเป็นปกติทันที การตรวจเท้าทุกวันจึงยังเป็นวิธีเดียวที่พบแผลได้ตั้งแต่ระยะแรกก่อนลุกลาม
ตัดเล็บเท้าเองที่บ้านได้หรือไม่ในผู้สูงอายุที่เป็นเบาหวาน
ทำได้หากเล็บปกติไม่หนา ไม่โค้งงุ้ม และผู้ตัดมองเห็นชัดมือไม่สั่น โดยตัดตรงไม่โค้งลึกเข้าซอกเล็บ แต่หากเล็บหนาผิดปกติ โค้งงุ้ม หรือมีปัญหาสายตาหรือมือสั่น ควรให้ผู้เชี่ยวชาญด้านเท้าเบาหวานดูแลแทนเพื่อลดความเสี่ยงบาดแผล
รองเท้าแบบไหนเหมาะกับผู้สูงอายุเบาหวานที่ต้องตรวจเท้าทุกวัน
ควรเลือกรองเท้าที่พอดีเท้า ไม่คับหรือหลวมเกินไป ไม่มีตะเข็บหรือปุ่มด้านในที่อาจเสียดสีจนเป็นแผล และควรตรวจด้านในรองเท้าก่อนสวมทุกครั้งว่ามีเศษวัสดุหรือสิ่งแปลกปลอมหรือไม่ เพราะเท้าที่ชาอาจไม่รู้สึกแม้เหยียบของแหลมในรองเท้า
ถ้าลืมตรวจเท้าไปหลายวันจะเป็นอันตรายทันทีหรือไม่
การลืมตรวจไม่กี่วันไม่ได้แปลว่าจะเกิดแผลทันที แต่ความเสี่ยงคือหากมีแผลเกิดขึ้นในช่วงที่ไม่ได้ตรวจ แผลนั้นอาจลุกลามไปแล้วโดยไม่มีใครรู้ วิธีที่ดีที่สุดคือกลับมาตรวจทันทีที่นึกได้ และหากพบรอยผิดปกติที่ดูเหมือนเป็นมาหลายวันแล้ว ควรรีบพบแพทย์แทนที่จะรอดูอาการต่อ
สรุป
- ผู้สูงอายุที่เป็นเบาหวานเสี่ยงแผลที่เท้าลุกลามเร็วเพราะเส้นประสาทเสื่อมทำให้ไม่รู้สึกเจ็บ และเลือดไปเลี้ยงน้อยทำให้แผลหายช้า
- การตรวจเท้าทุกวันจะได้ผลต่อเมื่อผูกเข้ากับกิจวัตรที่ทำอยู่แล้ว เช่น หลังอาบน้ำ ไม่ใช่สร้างเวลาตรวจใหม่ที่ต้องอาศัยความจำ
- รอยแดงขยายวงกว้าง มีหนอง มีกลิ่น หรือเท้าบวมร้อนผิดปกติ ต้องพบแพทย์ทันทีไม่รอครบนัด
- บันทึกภาพและวันที่ของจุดที่สงสัยไว้เทียบกันทุกวัน จะช่วยให้เห็นความเปลี่ยนแปลงและช่วยแพทย์ประเมินได้แม่นยำขึ้น
แหล่งข้อมูล
- แนวทางการดูแลเท้าในผู้ป่วยเบาหวานเพื่อป้องกันการตัดขา — กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข (เปิดในแท็บใหม่)(เข้าถึงเมื่อ 2026-09-18)
- Diabetes — World Health Organization (WHO) (เปิดในแท็บใหม่)(เข้าถึงเมื่อ 2026-09-18)
- สิทธิประโยชน์การตรวจคัดกรองภาวะแทรกซ้อนเบาหวานในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ — สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) (เปิดในแท็บใหม่)(เข้าถึงเมื่อ 2026-09-18)
จัดทำโดยทีมกองบรรณาธิการสูงวัยไทย
เครื่องมือและคู่มือที่เกี่ยวข้อง
บทความที่เกี่ยวข้อง

เบาหวานในผู้สูงอายุ: ดูแลอย่างไรให้น้ำตาลคุมได้โดยไม่เสี่ยงหกล้มหรือช็อกน้ำตาล
เบาหวานในผู้สูงอายุมีความเสี่ยงต่างจากคนวัยทำงาน โดยเฉพาะภาวะน้ำตาลต่ำที่อาจไม่แสดงอาการชัดแบบเดิม คู่มือนี้ช่วยให้ครอบครัวดูแลได้ปลอดภัยและรู้ว่าเมื่อไรต้องขอความช่วยเหลือ

หมอบอกน้ำตาลคุมดีแล้ว แต่ทำไมยังหกล้มบ่อย: 7 จุดพลาดที่ครอบครัวเบาหวานผู้สูงอายุมักไม่รู้ตัว
หลายครอบครัวตั้งใจดูแลเบาหวานของผู้สูงอายุอย่างเข้มงวด แต่กลับเจอปัญหาหกล้ม สับสน หรือแผลลุกลามโดยไม่รู้สาเหตุ เพราะความเข้าใจผิดบางอย่างซ่อนอยู่ในวิธีดูแลเอง

ตัดเล็บเท้าและดูแลเท้าผู้สูงอายุ อะไรทำเองได้ที่บ้าน และอะไรที่ต้องให้มืออาชีพทำ
เท้าเป็นอวัยวะที่ผู้สูงอายุมองไม่เห็นและเอื้อมไม่ถึงที่สุด แผลเล็ก ๆ จึงมักถูกพบตอนที่ลุกลามไปแล้ว บทความนี้แยกให้ชัดว่าเรื่องไหนทำเองที่บ้านได้ เรื่องไหนห้ามแตะเด็ดขาดโดยเฉพาะในผู้เป็นเบาหวาน และสัญญาณแบบไหนที่รอถึงพรุ่งนี้ไม่ได้

เช็กลิสต์รองเท้าผู้สูงอายุ: ตรวจอะไรบ้างก่อนให้ท่านสวมใส่ทุกวัน
รายการตรวจรองเท้าผู้สูงอายุแบบทำได้เองที่บ้าน ครอบคลุมพื้นรองเท้า โครงส้น ความพอดี และจุดเสี่ยงเฉพาะบ้านไทย พร้อมสัญญาณที่บอกว่าควรพาไปพบแพทย์เรื่องเท้าก่อนตัดสินใจเรื่องรองเท้าเอง