สูงวัยไทย
เดินเซในผู้สูงอายุเกิดจากอะไร และดูแลอย่างไรให้เดินได้มั่นคงขึ้น
พิมพ์เมื่อ 1 สิงหาคม 2026
เดินเซในผู้สูงอายุเกิดจากอะไร และดูแลอย่างไรให้เดินได้มั่นคงขึ้น
อธิบายสาเหตุที่พบบ่อยของอาการเดินเซในผู้สูงอายุ ทั้งด้านกล้ามเนื้อ ข้อต่อ ระบบประสาท และผลข้างเคียงของยา พร้อมแนวทางดูแลให้เดินได้มั่นคงและปลอดภัยขึ้นในชีวิตประจำวัน
ตรวจสอบล่าสุด 1 สิงหาคม 2026

รูปภาพโดย Muhammed Hanefi / Pexels
ข้อจำกัดความรับผิดชอบทางการแพทย์
เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ ไม่สามารถใช้วินิจฉัย รักษา หรือป้องกันโรคได้ หากมีอาการผิดปกติหรือมีความเสี่ยง ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร
คำตอบสั้น ๆ
- อาการเดินเซในผู้สูงอายุ หมายถึงการเดินที่ไม่มั่นคง เอียงไปด้านใดด้านหนึ่ง ก้าวขาสั้นลง หรือต้องเกาะผนังและเฟอร์นิเจอร์ระหว่างเดิน ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ควรปล่อยผ่านว่าเป็นความชราตามธรรมชาติ เพราะเบื้องหลังอาจมีสาเหตุที่ดูแลหรือรักษาได้
- สาเหตุของการเดินเซมีได้หลายด้าน ตั้งแต่กล้ามเนื้อขาและข้อต่อที่อ่อนแรงลง ระบบประสาทและการทรงตัวที่ทำงานได้ไม่เต็มที่ ไปจนถึงผลข้างเคียงของยาบางชนิดและสภาพแวดล้อมในบ้านที่ไม่เอื้อต่อการเดิน การเข้าใจว่าสาเหตุใดเป็นตัวหลักจะช่วยให้เลือกวิธีดูแลได้ตรงจุด
- การดูแลที่ได้ผลมักต้องผสมผสานกันหลายด้าน ทั้งการฝึกกล้ามเนื้อและการทรงตัวภายใต้คำแนะนำผู้เชี่ยวชาญ การปรับสภาพบ้านให้ปลอดภัยขึ้น การทบทวนยาที่กินอยู่กับแพทย์หรือเภสัชกร และการติดตามอาการอย่างสม่ำเสมอเพื่อไม่ให้ปัญหาลุกลามจนนำไปสู่การหกล้ม
เหมาะกับใคร
- เนื้อหานี้เหมาะกับลูกหลานหรือผู้ดูแลที่เริ่มสังเกตเห็นว่าพ่อแม่หรือญาติผู้สูงอายุเดินไม่มั่นคงเหมือนเดิม ไม่ว่าจะเพิ่งเริ่มมีอาการหรือเป็นมาสักระยะแล้วแต่ยังไม่เคยพาไปตรวจอย่างจริงจัง
สิ่งที่ควรรู้
สาเหตุด้านกล้ามเนื้อและข้อต่อ
เมื่ออายุมากขึ้น มวลกล้ามเนื้อขาโดยเฉพาะบริเวณต้นขาและน่องมักลดลงตามธรรมชาติ ทำให้แรงที่ใช้พยุงตัวขณะเดินหรือเปลี่ยนท่าทางลดลงตามไปด้วย นอกจากนี้ปัญหาข้อเข่าหรือข้อสะโพกเสื่อม ซึ่งพบได้บ่อยในผู้สูงอายุ ก็ทำให้การก้าวเดินไม่เต็มช่วง ต้องเอียงตัวหรือถ่ายน้ำหนักไปด้านใดด้านหนึ่งเพื่อลดอาการปวด และกลายเป็นลักษณะการเดินที่ไม่สมดุล
อาการปวดเท้า เช่น รองช้ำ หรือความผิดปกติของนิ้วเท้าและฝ่าเท้าที่สะสมมานาน ก็เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ผู้สูงอายุเดินเกร็งหรือเดินเลี่ยงจุดที่เจ็บ จนลักษณะการเดินเปลี่ยนไปโดยที่ตัวผู้สูงอายุเองอาจไม่รู้ตัวว่าเดินผิดปกติแล้ว
- กล้ามเนื้อต้นขาและน่องอ่อนแรงตามวัย
- ข้อเข่าหรือข้อสะโพกเสื่อม ทำให้ปวดเวลาลงน้ำหนัก
- ปัญหาที่ฝ่าเท้าหรือนิ้วเท้าที่ทำให้เดินเลี่ยงจุดเจ็บ
สาเหตุด้านระบบประสาทและประสาทสัมผัส
ระบบที่ควบคุมการทรงตัวของร่างกายอาศัยการทำงานร่วมกันของสายตา หูชั้นในที่รับรู้การทรงตัว และประสาทสัมผัสที่ฝ่าเท้าและข้อต่อซึ่งบอกตำแหน่งของร่างกาย เมื่ออายุมากขึ้นระบบเหล่านี้มักทำงานช้าลงหรือแม่นยำน้อยลง ทำให้ร่างกายปรับตัวไม่ทันเมื่อเปลี่ยนท่าทางกะทันหัน
ในบางกรณี อาการเดินเซอาจเป็นสัญญาณของภาวะทางระบบประสาท เช่น ผลจากโรคหลอดเลือดสมองที่เคยเกิดขึ้น ภาวะเส้นประสาทส่วนปลายเสื่อมซึ่งพบได้บ่อยในผู้ที่เป็นเบาหวานมานาน หรือโรคที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวบางชนิด ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการประเมินโดยแพทย์เพื่อแยกแยะสาเหตุให้ชัดเจน
ยาและปัจจัยแวดล้อมที่ทำให้เดินเซขึ้น
ยาบางกลุ่มที่ผู้สูงอายุมักใช้เป็นประจำ เช่น ยานอนหลับ ยาคลายกังวล ยาลดความดันโลหิต หรือยาแก้แพ้บางชนิด อาจมีผลข้างเคียงทำให้ง่วงซึม มึนงง หรือความดันตกเมื่อเปลี่ยนท่าทาง ซึ่งล้วนส่งผลให้เดินเซได้ทั้งสิ้น การใช้ยาหลายชนิดพร้อมกันยิ่งเพิ่มโอกาสที่ผลข้างเคียงจะซ้อนทับกันโดยไม่มีใครสังเกต
สภาพแวดล้อมในบ้านก็มีผลไม่น้อย พื้นต่างระดับ แสงไม่พอ หรือพื้นผิวลื่น ทำให้ผู้สูงอายุต้องเดินระมัดระวังผิดปกติจนดูเหมือนเดินเซ ทั้งที่ร่างกายอาจไม่ได้มีปัญหารุนแรงเท่าที่เห็น การแยกแยะว่าสิ่งแวดล้อมหรือร่างกายเป็นตัวการหลักจึงสำคัญต่อการวางแผนดูแล

รูปภาพโดย 대정 김 / Pexels
ขั้นตอนที่ควรทำ
สังเกตและบันทึกลักษณะการเดินที่เปลี่ยนไป
ก่อนพาไปพบแพทย์ ผู้ดูแลสามารถช่วยได้มากด้วยการสังเกตและจดบันทึกรายละเอียดของอาการ เพราะข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้แพทย์ประเมินสาเหตุได้แม่นยำขึ้นกว่าการบอกเพียงว่าเดินเซ
- สังเกตว่าเดินเซตลอดเวลาหรือเป็นบางช่วง เช่น ตอนตื่นนอนหรือหลังลุกจากที่นั่งนาน
- ดูว่าเอียงไปด้านใดด้านหนึ่งชัดเจนหรือไม่ หรือเดินแบบถ่างขากว้างผิดปกติ
- จดว่าเริ่มมีอาการเมื่อไหร่ ค่อย ๆ เป็นมากขึ้นหรือเกิดขึ้นทันทีทันใด
- บันทึกรายการยาทั้งหมดที่กินอยู่ พร้อมช่วงเวลาที่เริ่มกินยาใหม่ ๆ
- สังเกตว่ามีอาการอื่นร่วมด้วยหรือไม่ เช่น ชาปลายเท้า มองเห็นไม่ชัด หรือเวียนหัว
แนวทางดูแลเพื่อให้เดินมั่นคงขึ้น
เมื่อทราบแนวโน้มสาเหตุเบื้องต้นแล้ว การดูแลควรทำควบคู่กันหลายด้านเพื่อให้เห็นผลอย่างยั่งยืน ไม่ใช่แก้ปัญหาเฉพาะจุดใดจุดหนึ่ง
- พาไปพบแพทย์เพื่อประเมินสาเหตุที่แท้จริง โดยเฉพาะหากเป็นมากขึ้นเรื่อย ๆ หรือเกิดขึ้นทันทีทันใด
- ขอคำแนะนำจากนักกายภาพบำบัดเรื่องการฝึกกล้ามเนื้อขาและการฝึกทรงตัวที่เหมาะกับสภาพร่างกาย
- ทบทวนรายการยากับแพทย์หรือเภสัชกรว่ามียาใดที่อาจส่งผลต่อการทรงตัวหรือทำให้ง่วงซึม
- ปรับสภาพบ้านให้ปลอดภัยขึ้น เช่น เพิ่มแสงสว่าง ติดราวจับ และเก็บของที่กีดขวางทางเดิน
- หากแพทย์แนะนำให้ใช้อุปกรณ์ช่วยเดิน ควรให้ผู้เชี่ยวชาญวัดขนาดและสอนวิธีใช้ที่ถูกต้อง
สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง
- อย่าคิดว่าเดินเซเป็นเรื่องปกติของวัยที่ต้องปล่อยผ่านโดยไม่ประเมินสาเหตุ
- อย่าให้ผู้สูงอายุใช้เฟอร์นิเจอร์ที่ไม่มั่นคง เช่น เก้าอี้พับหรือโต๊ะที่มีล้อเลื่อน เป็นที่เกาะพยุงตัวแทนราวจับที่ยึดติดแน่น
- อย่าปรับหรือหยุดยาที่แพทย์สั่งเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อน
- อย่าให้เดินในบริเวณที่มืดหรือพื้นลื่นโดยไม่มีคนอยู่ใกล้ ๆ
- อย่าซื้ออุปกรณ์ช่วยเดินมาให้ใช้เองโดยไม่ผ่านการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญ
เมื่อใดควรขอความช่วยเหลือ
- หากเดินเซเกิดขึ้นอย่างฉับพลันภายในไม่กี่ชั่วโมงหรือไม่กี่วัน ควรพาไปพบแพทย์โดยเร็ว เพราะอาจเกี่ยวข้องกับภาวะทางระบบประสาทที่ต้องได้รับการวินิจฉัยเร่งด่วน
- หากมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น พูดไม่ชัด แขนขาชาหรืออ่อนแรงข้างใดข้างหนึ่ง หรือมองเห็นภาพซ้อน ให้รีบไปโรงพยาบาลหรือโทรสายด่วนการแพทย์ฉุกเฉิน 1669 ทันที
- หากเดินเซทำให้เกือบหกล้มหรือหกล้มไปแล้วแม้เพียงครั้งเดียว ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความเสี่ยงอย่างละเอียด ไม่ควรรอจนหกล้มซ้ำ
เช็กลิสต์สรุป
- สังเกตและจดบันทึกลักษณะการเดินที่เปลี่ยนไป
- บันทึกรายการยาทั้งหมดที่กินอยู่
- พาไปพบแพทย์เพื่อประเมินสาเหตุ
- ปรึกษานักกายภาพบำบัดเรื่องการฝึกกล้ามเนื้อและการทรงตัว
- ปรับสภาพบ้านให้ปลอดภัยขึ้น
- ให้ผู้เชี่ยวชาญประเมินก่อนใช้อุปกรณ์ช่วยเดิน
คำถามที่พบบ่อย
เดินเซกับเดินโซเซต่างกันอย่างไร
โดยทั่วไปคำสองคำนี้ใช้อธิบายลักษณะคล้ายกันคือการเดินที่ไม่มั่นคง แต่สิ่งสำคัญกว่าคือการสังเกตลักษณะเฉพาะ เช่น เดินเอียงไปด้านใดด้านหนึ่ง ก้าวขาสั้นลง หรือต้องเกาะสิ่งของตลอดเวลา แล้วนำรายละเอียดเหล่านี้ไปเล่าให้แพทย์ฟังแทนที่จะติดอยู่กับการเรียกชื่ออาการ
เดินเซเกิดขึ้นแค่บางเวลาถือว่าน่าเป็นห่วงหรือไม่
ถือว่าควรสังเกตเช่นกัน โดยเฉพาะถ้าเกิดตอนตื่นนอนใหม่ ๆ หลังลุกจากที่นั่งนาน หรือตอนเดินในที่มืด เพราะอาจสะท้อนถึงปัญหาความดันโลหิต การทรงตัว หรือสายตาที่ปรับตัวช้า ควรจดบันทึกช่วงเวลาที่เกิดไว้เพื่อเล่าให้แพทย์ฟัง
ผู้สูงอายุที่เดินเซควรใช้ไม้เท้าเองเลยได้หรือไม่
ควรปรึกษาแพทย์หรือนักกายภาพบำบัดก่อนเลือกอุปกรณ์ช่วยเดิน เพราะไม้เท้าที่ความสูงไม่พอดีหรือใช้ผิดวิธีอาจทำให้เสี่ยงหกล้มมากขึ้นแทนที่จะช่วยพยุง การประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญจะช่วยเลือกอุปกรณ์และสอนวิธีใช้ที่ถูกต้อง
การออกกำลังกายช่วยแก้เดินเซได้จริงหรือ
การฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาและการฝึกทรงตัวอย่างเหมาะสมภายใต้คำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญสามารถช่วยให้เดินมั่นคงขึ้นได้ในหลายกรณี แต่ต้องประเมินสาเหตุก่อนว่าเป็นเรื่องกล้ามเนื้ออ่อนแรงล้วน ๆ หรือมีสาเหตุทางระบบประสาทร่วมด้วย เพื่อวางแผนฝึกให้เหมาะสมและปลอดภัย
แหล่งข้อมูล
- Falls prevention — World Health Organization (WHO) (เปิดในแท็บใหม่)(เข้าถึงเมื่อ 2026-07-20)
- แนวทางการดูแลผู้สูงอายุ — กระทรวงสาธารณสุข (เปิดในแท็บใหม่)(เข้าถึงเมื่อ 2026-07-20)
- องค์ความรู้ด้านอนามัยผู้สูงอายุ — กรมอนามัย (เปิดในแท็บใหม่)(เข้าถึงเมื่อ 2026-07-21)
จัดทำโดยทีมกองบรรณาธิการสูงวัยไทย
เครื่องมือและคู่มือที่เกี่ยวข้อง
บทความที่เกี่ยวข้อง

7 ความเข้าใจผิดของครอบครัวเมื่อผู้สูงอายุเริ่มเดินเซ
รวมความเข้าใจผิดที่ครอบครัวมักมีเมื่อผู้สูงอายุเริ่มเดินเซ พร้อมคำอธิบายว่าทำไมวิธีคิดแบบนั้นอาจเพิ่มความเสี่ยงหกล้มแทนที่จะช่วยป้องกัน

การทรงตัวของผู้สูงอายุเสื่อมลงได้อย่างไร และฝึกอย่างไรให้มั่นคงขึ้น
อธิบายระบบต่าง ๆ ในร่างกายที่เกี่ยวข้องกับการทรงตัวของผู้สูงอายุและปัจจัยที่ทำให้เสื่อมลง พร้อมแนวทางฝึกทรงตัวอย่างปลอดภัยเพื่อลดความเสี่ยงหกล้ม

เช็กลิสต์เตรียมบ้านให้ปลอดภัยสำหรับผู้สูงอายุ
แนวทางตรวจสอบจุดเสี่ยงในบ้านทีละห้อง พร้อมวิธีปรับแก้ง่าย ๆ เพื่อลดโอกาสหกล้มและอุบัติเหตุของผู้สูงอายุ

ผู้สูงอายุหกล้ม ควรทำอะไรเป็นลำดับแรก
ขั้นตอนที่ควรทำทันทีเมื่อผู้สูงอายุหกล้ม ตั้งแต่การประเมินอาการเบื้องต้นไปจนถึงสัญญาณที่ต้องรีบไปโรงพยาบาล