สูงวัยไทย
โทรมาอ้างเป็นตำรวจหรือดีเอสไอ บอกว่าพ่อแม่พัวพันคดีฟอกเงิน ควรวางสายและตรวจสอบอย่างไร
พิมพ์เมื่อ 15 กันยายน 2026
โทรมาอ้างเป็นตำรวจหรือดีเอสไอ บอกว่าพ่อแม่พัวพันคดีฟอกเงิน ควรวางสายและตรวจสอบอย่างไร
วิธีจับสัญญาณสายโทรศัพท์และวิดีโอคอลที่อ้างเป็นตำรวจ ศาล ศุลกากร หรือดีเอสไอ พร้อมขั้นตอนตรวจสอบและตอบสนองแบบปลอดภัยก่อนที่พ่อแม่จะถูกหลอกให้โอนเงินหรือติดตั้งแอปควบคุมหน้าจอ
เผยแพร่เมื่อ 5 สิงหาคม 2026

รูปภาพโดย Kampus Production / Pexels
ข้อจำกัดความรับผิดชอบทางการแพทย์
เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ ไม่สามารถใช้วินิจฉัย รักษา หรือป้องกันโรคได้ หากมีอาการผิดปกติหรือมีความเสี่ยง ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร
คำตอบสั้น ๆ
- หน่วยงานราชการจริงไม่มีนโยบายโทรศัพท์หรือวิดีโอคอลแจ้งว่าพ่อแม่พัวพันคดีอาญา แล้วขอให้โอนเงินหรือติดตั้งแอปควบคุมหน้าจอเพื่อ “ตรวจสอบบัญชี” เด็ดขาด นี่คือสัญญาณกลโกงที่ชัดเจนที่สุด
- ถ้ากำลังรับสายลักษณะนี้อยู่ ให้วางสายทันที ไม่ต้องรอฟังจนจบหรือกลัวว่าจะถูกจับ เพราะการวางสายไม่มีผลทางกฎหมายใด ๆ ทั้งสิ้น
- ห้ามติดตั้งแอปใด ๆ ที่ผู้โทรแนะนำ และห้ามให้รหัส OTP กับใครเด็ดขาด เพราะแอปควบคุมหน้าจอระยะไกลคือเครื่องมือหลักที่มิจฉาชีพใช้โอนเงินออกจากบัญชีจริงในภายหลัง
- วิธีตรวจสอบที่ปลอดภัยที่สุดคือโทรกลับไปยังหน่วยงานที่อ้างถึงผ่านเบอร์ที่ค้นหาเอง ไม่ใช่เบอร์ที่ผู้โทรให้มาหรือเบอร์ที่ขึ้นแสดงหน้าจอ เพราะเบอร์สามารถปลอมแปลงให้ขึ้นเหมือนเบอร์จริงได้
- ถ้าพ่อแม่ทำตามขั้นตอนไปแล้วบางส่วน เช่น ติดตั้งแอปหรือให้ข้อมูลบัญชีไปแล้ว ให้ปิดอินเทอร์เน็ตของเครื่องทันทีและติดต่อธนาคารโดยเร็วที่สุด
เหมาะกับใคร
- เหมาะกับผู้สูงอายุที่อยากรู้วิธีรับมือทันทีเมื่อมีสายอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐโทรเข้ามา
- เหมาะกับลูกหลานที่ต้องการเตรียมพ่อแม่ล่วงหน้าก่อนเจอสถานการณ์จริง ไม่ใช่หลังเกิดเหตุแล้ว
- ไม่ใช่บทความสำหรับกรณีที่ได้รับหมายเรียกหรือเอกสารทางกฎหมายจริงจากหน่วยงานราชการ ซึ่งควรตรวจสอบผ่านช่องทางที่ค้นหาเองและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญกฎหมายโดยตรง
- ไม่ใช่บทความวิเคราะห์ว่าทำไมครอบครัวที่เคยเตือนแล้วยังตกเป็นเหยื่อซ้ำ ซึ่งมีอยู่ในบทความคู่กันแยกต่างหาก
สิ่งที่ควรรู้
บทสนทนาหลอกลวงมักมีโครงเรื่องเดียวกันทุกครั้ง
กลโกงหลอกเป็นเจ้าหน้าที่มักเริ่มจากสายอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคาร ไปรษณีย์ หรือขนส่งพัสดุ แจ้งว่าพบพัสดุผิดกฎหมายหรือบัญชีธนาคารมีปัญหา จากนั้น “โอนสาย” ต่อไปยังคนที่อ้างเป็นตำรวจ ศุลกากร หรือเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ ซึ่งจะแจ้งว่าชื่อของพ่อแม่พัวพันกับคดีฟอกเงินหรือค้ายาเสพติด และต้องให้ความร่วมมือ “ตรวจสอบบัญชี” ทันทีเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์
จุดร่วมสำคัญคือการทำให้เหยื่อรู้สึกกลัวและอับอายพร้อมกัน กลัวเพราะถูกอ้างว่าเกี่ยวข้องกับคดีอาญาร้ายแรง และอับอายเพราะกลัวว่าถ้าบอกครอบครัวจะดูเหมือนตัวเองทำผิดจริง มิจฉาชีพมักสั่งห้ามไม่ให้บอกใครโดยอ้างว่าเป็น “ความลับของคดี” ซึ่งเป็นสัญญาณหลอกลวงในตัวมันเอง เพราะหน่วยงานจริงไม่มีนโยบายเช่นนี้
เทคนิคที่พบบ่อยอีกอย่างคือการไม่ปล่อยให้เหยื่อวางสายหรือปรึกษาใครเลยตลอดกระบวนการ บางครั้งให้อยู่ในสายวิดีโอคอลต่อเนื่องหลายชั่วโมง ซึ่งเป็นการตัดโอกาสที่เหยื่อจะได้หยุดคิดหรือปรึกษาคนอื่น
ทำไมผู้สูงอายุเป็นเป้าหมายเฉพาะของกลโกงรูปแบบนี้
การได้ยินเสื่อมตามวัย หรือ presbycusis เป็นความเปลี่ยนแปลงทางร่างกายที่พบได้ทั่วไปในผู้สูงอายุ ทำให้การฟังชื่อหน่วยงาน หมายเลขคดี หรือรายละเอียดทางกฎหมายที่พูดเร็วทางโทรศัพท์ทำได้ยากขึ้น เมื่อฟังไม่ชัดแต่รู้สึกอายที่จะขอให้พูดซ้ำหลายครั้ง หลายคนเลือกที่จะตอบรับไปตามน้ำแทนที่จะขัดจังหวะถาม ซึ่งมิจฉาชีพใช้ช่องว่างนี้เร่งดำเนินเรื่องต่อไปเรื่อย ๆ
อีกปัจจัยคือความคุ้นเคยกับวัฒนธรรมการเคารพเจ้าหน้าที่รัฐ ทำให้เมื่อมีคนอ้างตำแหน่งที่ดูน่าเชื่อถือ ผู้สูงอายุจำนวนมากลังเลที่จะตั้งคำถามหรือขัดแย้งอย่างตรงไปตรงมา ทั้งที่ในความเป็นจริงหน่วยงานราชการที่แท้จริงจะยินดีให้ตรวจสอบตัวตนซ้ำเสมอ ไม่มีเหตุผลใดที่หน่วยงานจริงจะรีบเร่งจนไม่ให้เวลาตรวจสอบ
สิ่งที่หน่วยงานราชการจริงจะไม่ทำทางโทรศัพท์เด็ดขาด
หน่วยงานราชการที่ดำเนินคดีจริง เช่น ตำรวจ ศาล หรือกรมสอบสวนคดีพิเศษ จะติดต่อผ่านหมายเรียกเป็นลายลักษณ์อักษรหรือให้มาแสดงตัวที่หน่วยงานเป็นหลัก ไม่ใช้วิธีโทรศัพท์หรือวิดีโอคอลแจ้งข้อกล่าวหาโดยตรงและเร่งให้ดำเนินการทันที
หน่วยงานจริงจะไม่มีวันขอให้โอนเงินเข้าบัญชีส่วนบุคคลเพื่อ “พิสูจน์ความบริสุทธิ์” หรือ “ตรวจสอบที่มาของเงิน” และจะไม่ขอให้ติดตั้งแอปพลิเคชันใด ๆ บนโทรศัพท์เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าถึงหรือควบคุมเครื่องจากระยะไกล
- ไม่โทรแจ้งข้อกล่าวหาคดีอาญาทางโทรศัพท์โดยตรง
- ไม่ขอให้โอนเงินเข้าบัญชีส่วนบุคคลเพื่อตรวจสอบ
- ไม่ขอให้ติดตั้งแอปควบคุมหน้าจอหรือให้รหัส OTP
- ไม่ห้ามไม่ให้ปรึกษาครอบครัวหรือทนายความ
- ไม่เร่งรัดให้ตัดสินใจภายในไม่กี่นาที

รูปภาพโดย https://kaboompics.com/ / Pexels
ขั้นตอนที่ควรทำ
ขั้นตอนตอบสนองทันทีขณะยังอยู่ในสาย
เมื่อรู้ตัวว่าสายที่รับอยู่มีลักษณะตามที่อธิบายข้างต้น ให้วางสายทันทีโดยไม่ต้องอธิบายหรือขอโทษ การวางสายไม่มีผลเสียทางกฎหมายใด ๆ ต่อพ่อแม่ ตรงข้ามกับความกลัวที่มิจฉาชีพพยายามสร้างขึ้น
- วางสายทันทีเมื่อได้ยินคำว่า “คดีฟอกเงิน” “ตรวจสอบบัญชี” หรือ “ห้ามบอกใคร” ร่วมกัน
- ห้ามกดลิงก์ ติดตั้งแอป หรือให้รหัส OTP ไม่ว่ากรณีใด
- ห้ามโอนเงินเข้าบัญชีใดเพื่อ “พิสูจน์” หรือ “ตรวจสอบ” เป็นอันขาด
- จดเบอร์ที่โทรเข้ามาและเวลาไว้ก่อนลบหรือปิดหน้าจอ
ขั้นตอนตรวจสอบให้แน่ใจหลังวางสาย
หากยังไม่แน่ใจว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่ ให้ค้นหาเบอร์โทรศัพท์ทางการของหน่วยงานที่อ้างถึงด้วยตัวเองผ่านเว็บไซต์ราชการ แล้วโทรกลับไปสอบถามโดยตรง ไม่ใช้เบอร์ที่ผู้โทรให้มาหรือเบอร์ที่ปรากฏบนหน้าจอ เพราะเบอร์โทรศัพท์สามารถปลอมแปลงให้แสดงผลเหมือนเบอร์จริงได้ด้วยเทคโนโลยีปัจจุบัน
- ค้นหาเบอร์หน่วยงานทางการด้วยตัวเอง ไม่ใช้เบอร์ที่ผู้โทรให้มา
- โทรสอบถามตรงว่ามีคดีหรือหมายเรียกในชื่อพ่อแม่จริงหรือไม่
- ปรึกษาคนในครอบครัวก่อนดำเนินการใด ๆ ต่อ แม้จะยังกลัวอยู่
- เก็บภาพหน้าจอหรือบันทึกเบอร์ที่โทรเข้ามาไว้เผื่อต้องแจ้งความ
ถ้าพ่อแม่ทำตามขั้นตอนไปแล้วบางส่วนก่อนรู้ตัวว่าถูกหลอก
ถ้าติดตั้งแอปควบคุมหน้าจอไปแล้ว ให้ปิดการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตของเครื่องทันที ทั้งวายฟายและอินเทอร์เน็ตมือถือ เพื่อตัดช่องทางที่มิจฉาชีพจะเข้าถึงเครื่องต่อ จากนั้นให้คนที่มีความรู้ด้านนี้ช่วยลบแอปและเปลี่ยนรหัสผ่านบัญชีสำคัญทั้งหมดโดยใช้เครื่องอื่นที่ปลอดภัย
ถ้าให้ข้อมูลบัญชีธนาคารหรือโอนเงินไปแล้ว ให้โทรแจ้งธนาคารทันทีเพื่อขออายัดบัญชีหรือระงับธุรกรรม แล้วจึงไปแจ้งความที่สถานีตำรวจโดยนำหลักฐานการสนทนาและการโอนเงินไปด้วย
- ปิดอินเทอร์เน็ตของเครื่องทันทีหากติดตั้งแอปควบคุมหน้าจอไปแล้ว
- เปลี่ยนรหัสผ่านบัญชีธนาคารและแอปสำคัญจากเครื่องอื่นที่ปลอดภัย
- โทรแจ้งธนาคารทันทีหากมีการโอนเงินหรือให้ข้อมูลบัญชีไปแล้ว
- แจ้งความที่สถานีตำรวจพร้อมหลักฐานการสนทนาและการโอนเงิน
สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง
- อย่ากลัวจนไม่กล้าวางสาย เพราะคิดว่าการวางสายจะทำให้ดูเหมือนมีความผิด
- อย่าติดตั้งแอปหรือให้รหัส OTP กับใครที่โทรมาอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ไม่ว่าจะฟังดูเป็นทางการแค่ไหน
- อย่าใช้เบอร์หรือลิงก์ที่ผู้โทรให้มาในการตรวจสอบ ให้ค้นหาช่องทางทางการด้วยตัวเองเสมอ
- อย่าอยู่ในสายต่อเนื่องนานโดยไม่ได้หยุดคิดหรือปรึกษาใครเลย
- อย่าโอนเงินเข้าบัญชีใดเพื่อ “พิสูจน์ความบริสุทธิ์” เป็นอันขาด ไม่มีหน่วยงานจริงที่ขอแบบนี้
เมื่อใดควรขอความช่วยเหลือ
- โทร 1669 หรือไปห้องฉุกเฉินทันที หากพ่อแม่ตกใจรุนแรงจนแน่นหน้าอก หายใจลำบาก เป็นลม หรือหมดสติระหว่างหรือหลังรับสาย
- ติดต่อธนาคารและแจ้งความภายในวันเดียวกัน หากพบว่ามีการโอนเงินหรือให้ข้อมูลบัญชีไปแล้วก่อนรู้ตัวว่าถูกหลอก
- นัดพบผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตในเร็ว ๆ นี้ หากพ่อแม่ยังหวาดกลัวหรือนอนไม่หลับต่อเนื่องหลายวันหลังเหตุการณ์ แม้จะไม่มีการสูญเสียเงิน
- ถ้าพ่อแม่เริ่มไม่กล้ารับโทรศัพท์จากเบอร์แปลกเลยแม้แต่สายที่จำเป็น จนกระทบการติดต่อกับหมอหรือหน่วยงานจริง ควรช่วยตั้งระบบกรองสายร่วมกันแทนการหลีกเลี่ยงโทรศัพท์ไปเลย
- เฝ้าสังเกตและบันทึกไว้ หากมีสายลักษณะคล้ายกันโทรเข้ามาซ้ำอีกในภายหลัง ให้จดเบอร์และรายละเอียดไว้เผื่อเป็นประโยชน์ต่อการแจ้งเบาะแสหรือแจ้งความ
เช็กลิสต์สรุป
- บันทึกเบอร์หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง เช่น ตำรวจและธนาคาร ไว้ในโทรศัพท์ล่วงหน้า
- ตกลงกับพ่อแม่ว่าถ้ามีสายอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐให้วางสายและโทรถามลูกหลานก่อนเสมอ
- ซ้อมสถานการณ์จำลองกับพ่อแม่ว่าจะพูดหรือทำอย่างไรถ้าเจอสายลักษณะนี้
- ตรวจสอบว่าโทรศัพท์ของพ่อแม่ไม่มีแอปควบคุมหน้าจอที่ไม่รู้จักติดตั้งอยู่
- เปิดใช้การยืนยันตัวตนสองขั้นตอนสำหรับแอปธนาคารและอีเมลสำคัญ
- พูดคุยล่วงหน้าว่าหน่วยงานราชการจริงจะไม่มีวันขอเงินหรือขอรหัส OTP ทางโทรศัพท์
คำถามที่พบบ่อย
ถ้าไม่แน่ใจว่าสายที่โทรมาเป็นตำรวจจริงหรือมิจฉาชีพ ควรทำอย่างไรก่อนตัดสินใจอะไร
ให้วางสายก่อนเสมอ แล้วค้นหาเบอร์ทางการของหน่วยงานที่อ้างถึงด้วยตัวเองผ่านเว็บไซต์ราชการ จากนั้นโทรกลับไปสอบถามโดยตรง หน่วยงานจริงจะไม่เสียหายอะไรจากการถูกโทรกลับตรวจสอบ และจะไม่มีวันตำหนิที่ประชาชนตรวจสอบตัวตนก่อนให้ความร่วมมือ
ถ้าพ่อแม่ให้เลขบัญชีธนาคารไปแล้วแต่ยังไม่ได้โอนเงิน อันตรายแค่ไหน
ควรถือว่ามีความเสี่ยงและติดต่อธนาคารทันทีเพื่อแจ้งเหตุและขอคำแนะนำ แม้ยังไม่มีการโอนเงินออกไป เพราะข้อมูลบัญชีอาจถูกนำไปใช้ในลักษณะอื่น เช่น พยายามผูกบัญชีกับแอปหรือบริการโดยไม่ได้รับอนุญาต การแจ้งธนาคารล่วงหน้าช่วยให้ธนาคารเฝ้าระวังธุรกรรมผิดปกติได้ดีขึ้น
ทำไมมิจฉาชีพกลุ่มนี้มักไม่ยอมให้พ่อแม่วางสายหรือปรึกษาใครเลยตลอดการโทร
เพราะการอยู่ในสายต่อเนื่องโดยไม่มีเวลาหยุดคิดหรือปรึกษาใคร ทำให้เหยื่อไม่สามารถตรวจสอบข้อมูลหรือได้รับมุมมองที่ตั้งคำถามจากคนนอกได้ทัน มิจฉาชีพจึงพยายามควบคุมทั้งเวลาและข้อมูลตลอดการสนทนาเพื่อไม่ให้เหยื่อหลุดออกจากภาวะตื่นตระหนก
แอปควบคุมหน้าจอระยะไกลที่มิจฉาชีพขอให้ติดตั้งเป็นอันตรายอย่างไร
แอปลักษณะนี้ให้สิทธิ์ผู้อื่นมองเห็นและควบคุมหน้าจอโทรศัพท์ได้แบบเรียลไทม์ รวมถึงเห็นรหัสผ่านหรือ OTP ที่พิมพ์บนหน้าจอ มิจฉาชีพมักใช้ช่วงเวลาที่ควบคุมเครื่องได้เข้าแอปธนาคารและโอนเงินออกโดยที่เจ้าของเครื่องอาจไม่ทันสังเกตความเคลื่อนไหวทั้งหมด
พ่อแม่ที่ได้ยินไม่ค่อยชัดควรรับมือกับสายโทรศัพท์ลักษณะนี้อย่างไรเป็นพิเศษ
แนะนำให้ตั้งกติกาง่าย ๆ ไว้ล่วงหน้าว่าถ้าฟังไม่ชัดหรือไม่แน่ใจเนื้อหาที่พูดถึงเรื่องคดีความหรือบัญชีธนาคาร ให้วางสายทันทีแทนการฝืนฟังหรือตอบรับไปตามน้ำเพราะเกรงใจ แล้วให้ลูกหลานช่วยตรวจสอบแทนในภายหลัง วิธีนี้ปลอดภัยกว่าการพยายามทำความเข้าใจเนื้อหาที่ได้ยินไม่ชัดภายใต้ความกดดัน
ถ้าเคยเจอสายลักษณะนี้มาก่อนและวางสายได้ทัน ควรแจ้งใครหรือไม่
ควรแจ้งได้ แม้จะไม่มีความเสียหายเกิดขึ้น เพราะข้อมูลเบอร์โทรและรูปแบบการหลอกลวงมีประโยชน์ต่อการเฝ้าระวังภัยออนไลน์ในภาพรวม สามารถแจ้งผ่านช่องทางแจ้งเบาะแสภัยออนไลน์ทางการ หรือแจ้งความไว้เป็นหลักฐานหากเบอร์เดิมโทรเข้ามาซ้ำอีก
สรุป
- กลโกงหลอกเป็นเจ้าหน้าที่รัฐอาศัยความกลัวคดีอาญาและความอับอายเป็นเครื่องมือหลัก ไม่ใช่หลักฐานทางกฎหมายจริง
- หน่วยงานราชการจริงไม่มีวันขอให้โอนเงิน ติดตั้งแอปควบคุมหน้าจอ หรือห้ามปรึกษาครอบครัวทางโทรศัพท์
- การวางสายทันทีและตรวจสอบผ่านเบอร์ที่ค้นหาเองคือวิธีป้องกันที่ปลอดภัยที่สุด
- ถ้ามีการให้ข้อมูลหรือโอนเงินไปแล้ว ความเร็วในการปิดอินเทอร์เน็ตของเครื่องและแจ้งธนาคารมีผลโดยตรงต่อความเสียหายที่จะเกิดขึ้นต่อไป
แหล่งข้อมูล
- แนวทางรู้เท่าทันภัยออนไลน์และกลโกงทางเทคโนโลยี — สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) (เปิดในแท็บใหม่)(เข้าถึงเมื่อ 2026-08-07)
- แนวทางคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลจากการหลอกลวงและแอบอ้าง — สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPC) (เปิดในแท็บใหม่)(เข้าถึงเมื่อ 2026-08-07)
- แนวทางคุ้มครองสิทธิและความปลอดภัยผู้สูงอายุจากการถูกเอาเปรียบ — กรมกิจการผู้สูงอายุ (ผส.) (เปิดในแท็บใหม่)(เข้าถึงเมื่อ 2026-08-07)
จัดทำโดยทีมกองบรรณาธิการสูงวัยไทย
บทความที่เกี่ยวข้อง

มิจฉาชีพหลอกเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ: ทำไมเตือนพ่อแม่แล้วยังตกเป็นเหยื่อซ้ำ
จุดพลาดที่ครอบครัวมักมองข้ามเมื่อมิจฉาชีพโทรมาอ้างเป็นตำรวจหรือเจ้าหน้าที่รัฐ ทั้งที่เคยเตือนผู้สูงอายุไปแล้ว พร้อมระบบตรวจสอบที่ใช้ได้จริงตอนตกใจ

พ่อแม่ถูกชวนลงทุนผลตอบแทนสูงผิดปกติ ควรรับมืออย่างไรก่อนโอนเงินก้อนใหญ่
แนวทางสังเกตกลโกงหลอกลงทุนที่เล็งเป้าผู้สูงอายุ ตั้งแต่กลุ่มไลน์ปั่นหุ้น แชร์ลูกโซ่ ไปจนถึงแอปลงทุนปลอม พร้อมขั้นตอนตรวจสอบและพูดคุยกับพ่อแม่โดยไม่ทำให้รู้สึกถูกตำหนิ

ได้ข้อความอ้างเป็นลูกหลานขอเงินด่วน ผู้สูงอายุควรตั้งสติทำอย่างไรก่อนโอน
คู่มือรับมือเมื่อมีคนอ้างเป็นลูกหลานทัก LINE หรือโทรมาขอเงินด่วนฉุกเฉิน พร้อมขั้นตอนยืนยันตัวตนที่มิจฉาชีพเลียนแบบไม่ได้และวิธีป้องกันบัญชีถูกสวมรอย

เผลอโอนเงินให้มิจฉาชีพไปแล้ว ผู้สูงอายุและลูกหลานต้องทำอะไรก่อนภายในไม่กี่ชั่วโมง
ลำดับขั้นตอนที่ควรทำทันทีเมื่อผู้สูงอายุโอนเงินให้มิจฉาชีพไปแล้ว ตั้งแต่แจ้งธนาคารและตำรวจ ไปจนถึงตรวจสอบโทรศัพท์และป้องกันการตกเป็นเหยื่อซ้ำ